question_id int32 1 4k | article_id int32 665 954k | context stringlengths 75 87.2k | question stringlengths 11 135 | answers dict |
|---|---|---|---|---|
2,935 | 446,337 | แก้วกลางดง แก้วกลางดง เป็นนวนิยายจากบทประพันธ์ของ "ทมยันตี" ที่นำเสนอเรื่องราวของ "เมียวดี" เด็กสาวชาวเขา ไร้เดียงสา ที่เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วยตนเองเพื่อความอยู่รอด มีความจริงใจต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ เปรียบเสมือนแก้วกลางดง จนเป็นที่หมายปองของ ทรงเผ่า หนุ่มชาวกรุงที่คอยช่วยเหลือเมียวดีจนครองรักกันการดัดแปลง การดัดแปลง. จากอรรถรสในการประพันธ์ของคุณทมยันตี ทำให้นวนิยาย แก้วกลางดง ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ถึง 4 ครั้ง และภาพยนตร์ 1 ครั้ง โดยมีการแก้ไข แต่งเติม ดัดแปลงบทการแสดงไปตามเจตนารมณ์ของผู้สร้างเหล่านั้น โดยผู้รับบท เมียวดี ในภาพยนตร์เมื่อปี พ.ศ. 2528 คือ จินตหรา สุขพัฒน์ ส่วนผู้รับบทเมียวดีในละครโทรทัศน์ ได้แก่ มยุรา เศวตศิลา, อรพรรณ วัชรพล, ปิยธิดา วรมุสิก และ จริญญา ศิริมงคลสกุลรายชื่อนักแสดงและการสร้างรายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2523รายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2523. - อนุสรณ์ เตชะปัญญา รับบทเป็น ทรงเผ่า - มยุรา ธนะบุตร รับบทเป็น เมียวดี - รอง เค้ามูลคดี รับบทเป็น ฟ้าลั่น - ด.ญ.ลลิตา ปัญโญภาส รับบทเป็น หนูนา - ด.ช.อ๊อด จินดานุช รับบทเป็น มนัสรายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2530รายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2530. - พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง รับบทเป็น ทรงเผ่า - อรพรรณ พานทอง รับบทเป็น เมียวดี - ธีรวัฒน์ ทองจิตติ (ซูโม่เป๊ปซี่) รับบทเป็น ฟ้าลั่น - ด.ญ.กัญญาลักษณ์ บำรุงรักษ์ รับบทเป็น หนูนารายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2543รายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2543. - จอนนี่ แอนโฟเน่ รับบทเป็น ทรงเผ่า - ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ รับบทเป็น เมียวดี - นพัตฏ์ธร มัททวีวงศ์ รับบทเป็น ฟ้าลั่น - วิชุดา พินดั้ม รับบทเป็น พุทซ้อน - วิทิต แลต รับบทเป็น สารวัตรอั๋น - กัลยา เลิศเกษมทรัพย์ รับบทเป็น หวาน - อนุสรณ์ เดชะปัญญา รับบทเป็น ทนง - วาสนา สิทธิเวช รับบทเป็น บัว - เจจินตัย อันติมานนท์ รับบทเป็น แวว - เปียทิพย์ คุ้มวงศ์ รับบทเป็น แม่ของแวว - นีรนุช ปัทมสูต รับบทเป็น แม่ของหวาน - วิทยา เจตะภัย (ถนอม สามโทน) รับบทเป็น ผู้ใหญ่บ้านชาวเขา - สุทธิจิตร วีระเดชกำแหง รับบทเป็น ป้าวงศ์ - สุประวัติ ปัทมสูต รับบทเป็น ลุงวดี - ตี๋ ดอกสะเดา รับบทเป็น โซเผ่า - สายัณห์ ดอกสะเดา รับบทเป็น เตี่ย - ด.ญ.พิมประภา ตั้งประภาพร รับบทเป็น หนูนา - ด.ช.ศิลปิน อยู่หน้า รับบทเป็น มนัสรายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2555รายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2555. - ธนา สุทธิกมล รับบทเป็น ทรงเผ่า - จริญญา ศิริมงคลกุล รับบทเป็น เมียวดี - สมพงษ์ คุนาประถม (อี๊ด โปงลางสะออน) รับบทเป็น ฟ้าลั่น - รมิดา ประภาสโนบล รับบทเป็น เชอรี่ - สุพจน์ จันทร์เจริญ รับบทเป็น สาทิศ - ศุภักษร ไชยมงคล รับบทเป็น หวาน - เจสัน ยัง รับบทเป็น อั๋น - สมภพ เบญจาธิกุล รับบทเป็น ทรงพล - แวร์ โซว์ รับบทเป็น บัวคลี่ - รัชนี ศิระเลิศ รับบทเป็น รำพา - ราตรี วิทวัส รับบทเป็น วงศ์ - นภัสนันท์ หวังเจริญทวีกุล รับบทเป็น - ดวงใจ หทัยกาญจน์ รับบทเป็น - อุดม ชวนชื่น รับบทเป็น - ฐิติภัสร์ ศรีคงณัฐกุล รับบทเป็น - โอนิรันต์ กรุณา (โอโม่ โปงลางสะออน) รับบทเป็น เหินฟ้า - คณะ โปงลางสะออน รับบทเป็นนักแสดงรับเชิญนักแสดงรับเชิญ. - เกริกเกียรติ พันธ์พิพัฒน์ รับบทเป็น - ด.ญ.ชวัลรัตน์ เจนจิตรานนท์ รับบทเป็น แพม - ด.ญ.กุลฑีรา ยอดช่าง รับบทเป็น หนูนา - ด.ช.ภัทรกร ประเสริฐเศรษฐ์ รับบทเป็น มนัสรายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2562รายชื่อนักแสดง พ.ศ. 2562. - วฤษฎิ์ ศิริสันธนะ รับบทเป็น ทรงเผ่า - อิษยา ฮอสุวรรณ รับบทเป็น เมียวดี - ธรรม์ธัช ธารินทร์ภิรมย์ - สเตฟานี เลอร์ช
| แก้วกลางดงเป็นนวนิยายจากบทประพันธ์ของใคร | {
"answer": [
"ทมยันตี"
],
"answer_begin_position": [
136
],
"answer_end_position": [
143
]
} |
2,936 | 806,378 | มีแชล เตเมร์ มีแชล มีแกล เอลีอัส เตเมร์ ลูลีอา () เป็นนักการเมืองชาวบราซิลผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีบราซิลคนที่ 37 และคนปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ต่อจากจิลมา รูเซฟ ที่ถูกรัฐสภาปลดออกจากตำแหน่ง และเมเตร์ยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีบราซิลในสมัยรูเซฟระหว่างปี พ.ศ. 2554–2559 อีกด้วย
| ประธานาธิบดีบราซิลคนที่ 37 มีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"มีแชล เตเมร์"
],
"answer_begin_position": [
87
],
"answer_end_position": [
99
]
} |
2,937 | 499,751 | มนตรี เจนวิทย์การ รองศาสตราจารย์ มนตรี เจนวิทย์การ เป็นอดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัยประวัติ ประวัติ. รองศาสตราจารย์ มนตรี เจนวิทย์การ หรือ รศ.ดร.มนตรี เจนวิทย์การ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท ปริญญาเอกในสาขาเดียวกัน จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาการทำงาน การทำงาน. ดร.มนตรี เจนวิทย์การ เข้าเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2509 ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเป็น "รองศาสตราจารย์" และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) ในปี พ.ศ. 2530 และถูกเลิกจ้างในปี พ.ศ. 2531 ในช่วงที่มีร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้านงานการเมืองเคยได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน และเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย มนตรี เจนวิทย์การ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันทางการเงิน (ปรส.) ซึ่งต่อมาคณะกรรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบว่านายมนตรี มีมูลเป็นความผิดทางวินัย ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง และแบบแผนของ ปรส. และไม่ปฏิบัติหน้าที่การทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อาศัยอำนาจหน้าที่การงานของตนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นเครื่องราชอิสริยาภรณ์
| ใครคือรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย | {
"answer": [
"มนตรี เจนวิทย์การ"
],
"answer_begin_position": [
125
],
"answer_end_position": [
142
]
} |
2,938 | 552,143 | เธียยะเกศ ไอยสุรางฆ์ เธียยะเกศ ไอยสุรางฆ์ (ชื่อเดิม : อังคณา สุระเรืองชัย) ชื่อเล่น ปุ๋ย เป็นนักร้อง นักแสดงชาวไทย เคยเป็นศิลปินวงมิสเตอร์ซิสเตอร์ประวัติ ประวัติ. เธียยะเกศ ไอยะสุรางฆ์ เดิมชื่อ อังคณา สุระเรืองชัย เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2531 เธอเป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศสและจีน (ชื่อเล่น: ปุ๋ย) แต่สื่อและคนทั่วไปจดจำในชื่อ ปุ๋ย มิสเตอร์ซิสเตอร์ เข้าสู่วงการจากการถ่ายแบบนิตยสาร Katch ซึ่งเป็นนิตยสารวัยรุ่น ของสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้บริหารของค่ายเพลงโดโจ ซิตี้ และ เบเกอรี่มิวสิค และถูกชักชวนให้เป็นศิลปินในภายหลัง ในขณะนั้นทำให้ปุ๋ย ได้เข้าร่วมเป็นนักร้องดูโอ้วง มิสเตอร์ซิสเตอร์ ร่วมกับ พรเพ็ชร์ วิริยะวงศ์ไพศาล (พิ้งค์) ซึ่งเป็นวงสุดท้ายของค่าย โดโจ ซิตี้ ก่อนจะปิดตัวลง ผลงานแรกของวงมิสเตอร์ซิสเตอร์ วางแผงเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 ด้วยแนวเพลงสไตล์โดโจ ที่เน้นความสดใส ภายใต้การควบคุมอย่างละเอียดของโปรดิวเซอร์อย่าง สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ มีเพลงที่เป็นที่รู้จักอย่าง อาม่าดุ วาเลนไทน์ และ จริง ปุ๋ยมีผลงานเป็นละครเรื่องแรกคือละครเรื่อง น้ำพุ รับบทเป็น มดดำ (ออกอากาศทาง ช่อง 7) ในขณะที่มีอายุเพียง 11 ปี ภายกลังเธอหมดสัญญาจากการแเป็นนักร้อง ทางทีมงานอาร์เอสก็ติดต่อปุ๋ยให้มาเล่นละครและจับเซ็นสัญญาทันที ผลงานละครเรื่องแรกกับทางอาร์เอสและยังได้เป็นนางเอกอีกด้วย คือเรื่อง "รักเราไม่ไฮโซ" แสดงคู่กับ "โบกี้-จักรินทร์ ศิลป์ชัยกิจ" ภายหลังหมดสัญญากับอาร์เอส ได้เซนต์สัญญาเป็นนักแสดงของทางช่อง 3 ปัจจุบันทำธุรกิจ ค่ายมวย ชื่อ สิงห์นวอาวุธ ,ร้านอาหาร Shabu House ตั้งอยู่ที่ถนนสิรินธร ซอย 7 และร้านเสื้อผ้า Layshopผลงานการแสดงละครโทรทัศน์มิวสิกวีดีโอผลงาน. การแสดง. มิวสิกวีดีโอ. - เพลง "อย่าแอบร้องไห้เมื่อไกลกัน" ของ แดน&บีม (แดน&บีม) - เพลง "รักคือการให้" ของ วิชญาณี เปียกลิ่น (แก้ม เดอะ สตาร์)ผลงานเพลงอัลบั้ม Mr.Sister (พ.ศ. 2545)ผลงานเพลง. อัลบั้ม Mr.Sister (พ.ศ. 2545). 1. อาม่าดุ (Amadoo) aka Agadou dou dou 2. จริง 3. อยากรู้ 4. เพื่อนผู้หญิง 5. จินตนาการ 6. Valentine 7. Family ! Family ! 8. เพื่อนผู้หญิง (Is It Mix ? Version) 9. จินตนาการ (Acoustic Vesion) 10. Valentine (Remix Version)เพลงพิเศษ (พ.ศ. 2546)เพลงพิเศษ (พ.ศ. 2546). 1. เปิดโลกการเรียนรู้ (เพลงประกอบโฆษณาผงซักฟอก บรีส)อัลบั้ม BACk 2 THE DOJO CITY (พ.ศ. 2546)อัลบั้ม BACk 2 THE DOJO CITY (พ.ศ. 2546). - อัลบั้มพิเศษชื่อชุด "BACk 2 THE DOJO CITY" วางจำหน่ายเมื่อ พ.ศ. 2546 เป็นอัลบั้มพิเศษทางค่าย โดโจ ซิตี้ นำเพลงเก่าๆมารวบรวมในรูปแบบซีดี 1.ใครคือคนนั้น / ศิลปิน ไทรอัมพ์ส คิงดอม อัลบั้มอื่นๆอัลบั้มอื่นๆ. - อัลบั้ม Made In Dojo City 1 "Made In Dojo City 1" คืออีกหนึ่งอัลบั้มรวมเพลงจากสาว ๆ ค่ายโดโจ ซิตี้ แต่ในอัลบั้มนี้ทุกเพลงจะมาในรูปแบบของอะคูสติก น่าฟังไปอีกแบบ หลายเพลงฮิตจากหลายศิลปินในค่ายถูกรวมไว้ในอัลบั้มของพวกเธอ อาทิ "อยากอยู่อย่างนี้ไปนาน ๆ " ของProject H ,"ไม่ชอบ ไม่ชอบ","ไปพัก" ของNiece และ "อยากบอกกับเธอว่ารักเธอ" ของออย- อัลบั้ม Made in Dojo City 2 (Acoustic) "Made In Dojo City 2 Dojo Acoustic" คืออีกหนึ่งอัลบั้มรวมเพลงจากสาว ๆ ค่ายโดโจ ซิตี้เหมือนกับ "Made In Dojo City 1" แต่ในอัลบั้มนี้ทุกเพลงจะมาในรูปแบบของอะคูสติก น่าฟังไปอีกแบบ หลายเพลงฮิตจากหลายศิลปินในค่ายถูกรวมไว้ในอัลบั้มของพวกเธอ อาทิ "ไม่รู้" ของProject H ,"บีบมือ"ของNiece ,"กันและกัน" ของTK และ "อยากได้" ของออย- อัลบั้ม "ในวันพระจันทร์สีน้ำเงิน" ขับร้องเพลง อยากร้องดังๆ (พ.ศ. 2545)คอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - คอนเสิร์ต ในวันพระจันทร์สีน้ำเงิน : น้ำพุ เมื่อวันที่8 มิถุนายน พ.ศ. 2545 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - B-Day Concert : ธันวาคม 2547 - LOVEiS Special DOJO-B5 Super ติ่ง Home Coming : Love Is 27 ธันวาคม 2557
| ศิลปินวงมิสเตอร์ซิสเตอร์ที่ชื่อว่าเธียยะเกศ ไอยสุรางฆ์ มีชื่อเล่นว่าอะไร | {
"answer": [
"ปุ๋ย"
],
"answer_begin_position": [
179
],
"answer_end_position": [
183
]
} |
2,939 | 356,234 | หอยสังข์แตร หอยสังข์แตร (; ) จัดเป็นมอลลัสคาในชั้นหอยฝาเดี่ยว มีรูปร่างลักษณะและลวดลายสีสวยงาม เปลือกค่อนข้างบาง ยอดเรียวแหลมคล้ายเจดีย์ ช่องปากเปิดกว้างมีสีส้มพื้นผิวด้านนอกสีน้ำตาลอ่อนแต้มด้วยลวดลายสีน้ำตาลเข้มจางสลับกัน ขนาดความยาวเปลือกประมาณ 1 ฟุต มักอาศัยอยู่ในแนวปะการังน้ำตื้น ของอินโด-แปซิฟิก สำหรับในน่านน้ำไทยจัดว่าเป็นหอยฝาเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยจะพบในความลึกประมาณ 30 เมตร ทั้ง บริเวณอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน เช่นอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น กินอาหารจำพวก ปลิงทะเลและดาวทะเลเป็นอาหาร โดยเฉพาะดาวมงกุฎหนาม ซึ่งเป็นสัตว์ที่กินปะการังเป็นอาหาร จึงจัดได้ว่าหอยสังข์แตรเป็นตัวควบคุมตามธรรมชาติมิให้ปะการังต้องสูญหาย ถือเป็นสัตว์น้ำที่หาได้ยากในปัจจุบัน และมีสถานะทางกฎหมายเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ปัจจุบันกรมประมงเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เพื่อปล่อยกลับลงทะเลดังเดิมเพื่อคงปริมาณจำนวนในธรรมชาติไว้ให้สมดุล เปลือกของหอยสังข์แตร ใช้เป็นเครื่องเป่าในพิธีกรรมต่าง ๆ ของศาสนาพราหมณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยที่ชื่อวิทยาศาสตร์นั้น ตั้งมาจากชื่อของ ไทรตัน ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลตามเทพปกรณัมกรีก
| เปลือกของหอยสังข์แตรมีรูปร่างคล้ายอะไร | {
"answer": [
"เจดีย์"
],
"answer_begin_position": [
216
],
"answer_end_position": [
222
]
} |
2,940 | 440,788 | กบฏโพกผ้าแดง กบฏโพกผ้าแดง () เป็นการกบฏในประเทศจีนราว ค.ศ. 1351 - 1368 โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการโค่นล้มราชวงศ์หยวน และสถาปนาการปกครองโดยชาวฮั่น สมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มมาจากลัทธิบัวขาว ผู้นำคนสำคัญของกองทัพกบฏคือ จูหยวนจาง ซึ่งต่อมาได้ปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิหงหวู่ ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์หมิง
| ในประวัติศาสตร์จีน กบฏโพกผ้าแดงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนชนชาติใดมาสถาปนาการปกครองประเทศ | {
"answer": [
"ชาวฮั่น"
],
"answer_begin_position": [
225
],
"answer_end_position": [
232
]
} |
2,941 | 440,788 | กบฏโพกผ้าแดง กบฏโพกผ้าแดง () เป็นการกบฏในประเทศจีนราว ค.ศ. 1351 - 1368 โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการโค่นล้มราชวงศ์หยวน และสถาปนาการปกครองโดยชาวฮั่น สมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มมาจากลัทธิบัวขาว ผู้นำคนสำคัญของกองทัพกบฏคือ จูหยวนจาง ซึ่งต่อมาได้ปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิหงหวู่ ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์หมิง
| ใครคือผู้นำคนสำคัญของกองทัพกบฏโพกผ้าแดงตามประวัติศาสตร์จีน | {
"answer": [
"จูหยวนจาง"
],
"answer_begin_position": [
300
],
"answer_end_position": [
309
]
} |
2,942 | 98,515 | วิชัย บุญแสง ศาสตราจารย์ วิชัย บุญแสง นักวิจัยชาวไทย เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2485 ที่อำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นผู้หนึ่งที่บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีทางด้านพันธุวิศวกรรมศาสตร์ ในการตรวจหาลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์บุคคล รวมทั้งร่วมพัฒนา การตรวจวินิจฉัยไวรัสในกุ้งกุลาดำ ที่ก่อให้เกิดโรคหัวเหลือง โรคตัวแดงจุดขาว และโรคกุ้งแคระ อันเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออุตสาหกรรมการส่งออกกุ้งของประเทศไทย จนทำให้ได้รับรางวัลต่างๆ ศ.วิชัย บุญแสง หรือ ศ.ดร.วิชัย บุญแสง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเคมี จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 2507 และ ปริญญาเอก สาขาชีวเคมี จาก University of Otago ประเทศนิวซีแลนด์ ในปี พ.ศ. 2518 หลังสำเร็จการศึกษา ได้กลับมารับราชการที่ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าภาควิชาชีวเคมี (พ.ศ. 2535-2539) จนได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ (พ.ศ. 2538) และศาสตราจารย์ระดับ 11 (พ.ศ. 2543)ตำแหน่งในปัจจุบันตำแหน่งในปัจจุบัน. - พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ - พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน กรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ - พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน กรรมการรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย - พ.ศ. 2554 - ปัจจุบัน ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ - พ.ศ. 2555 - ปัจจุบัน อนุกรรมการเกี่ยวกับตำแหน่งทางวิชาการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (อ.ก.พ.อ.วิชาการ) - พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน อนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (อ.ก.พ.อ.วิจัย) - พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน อนุกรรมการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก (สกอ.) - พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน กรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ - พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน คณะกรรมการสรรหานักวิจัยที่มีสมรรถนะสูง มหาวิทยาลัยขอนแก่น - พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน กรรมการสภาวิชาการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก - พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน กรรมการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง - พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน คณะอนุวุฒยาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตำแหน่งในอดีตตำแหน่งในอดีต. - พ.ศ. 2540 - 2553 ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย - พ.ศ. 2541 - 2544 กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล ประเภทผู้แทนคณาจารย์ - พ.ศ. 2542 - 2545 ที่ปรึกษาด้านวิชาการของสมาคมกุ้งทะเลไทย - พ.ศ. 2546 - 2553 กรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ - พ.ศ. 2547 - 2549 กรรมการมูลนิธิไทย-อีริคสัน - พ.ศ. 2548 - 2552 ประธานคณะกรรมการสนับสนุนการวิจัย ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ - พ.ศ. 2549 - 2550 กรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร - พ.ศ. 2554 - 2557 ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.) - พ.ศ. 2557 - 2559 คณะทำงานติดตามและประเมินผลทางวิชาการ โครงการการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพวารสารวิชาการไทย (วช.)เกียรติคุณและรางวัลเกียรติคุณและรางวัล. - พ.ศ. 2538 รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาการวิจัย - พ.ศ. 2539 รางวัลผลงานวิจัยดีเยี่ยม สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช เรื่อง การสร้างและประยุกต์ใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอในคน จากสภาวิจัยแห่งชาติ - พ.ศ. 2539 ร่วมรับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น เรื่อง ชุดตรวจสอบหาเชื้อมาลาเรียด้วยเทคนิคดีเอ็นเอ จากสภาวิจัยแห่งชาติ - พ.ศ. 2541 รางวัลกุ้งกุลาทองเกียรติยศ จากชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี - พ.ศ. 2543 รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช จากสภาวิจัยแห่งชาติ - พ.ศ. 2543 รางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมูลนิธิโทเร ประเทศไทย ประเภททีมวิจัย - พ.ศ. 2545 รางวัลผลงานวิชาการดีเด่นด้านวิทยาศาสตร์ จากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย - พ.ศ. 2546 รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ - พ.ศ. 2547 รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นด้านการวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล - พ.ศ. 2548 รางวัลมหิดลทยากร จากสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล - พ.ศ. 2550 ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (เทคโนโลยีชีวภาพ) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ - พ.ศ. 2551 ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ชีวเคมี) มหาวิทยาลัยมหิดลผลงานวิจัย ผลงานวิจัย. ศ.ดร.วิชัย บุญแสง เป็นผู้ที่อุทิศตน ทำการวิจัยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลามากกว่า 40 ปี โดยถือหลักว่า งานวิจัยจะเสริมให้งานการเรียนการสอนดียิ่งขึ้น โดยมีผลงานวิจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทย เช่น โครงการลายพิมพ์ดีเอ็นเอในมนุษย์ เป็นผลงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้เพื่อตรวจสอบความแตกต่างของแต่ละบุคคล ความเกี่ยวข้องทางสายเลือด และสามารถพิสูจน์ความเป็น พ่อ-แม่-ลูก ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ด้วยเหตุที่ลายพิมพ์ดีเอ็นเอถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลที่ไม่ซ้ำแบบใคร โดยเป็นห้องปฏิบัติการแรกของประเทศไทยที่ได้พัฒนาเทคนิคนี้ จนถึงปัจจุบันเทคโนโลยีลายพิมพ์ดีเอ็นเอได้ถูกพัฒนาให้ทำได้ง่ายขึ้น ตลอดจนไม่จำเป็นต้องใช้เลือดปริมาณมาก ทำให้สะดวก รวดเร็ว ทำให้เทคโนโลยีนี้ สามารถใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่การคลายปมปัญหาต่างๆ ทั้งทางการแพทย์ สาธารณสุข วิทยาศาสตร์กฎหมาย หรือแม้แต่ปัญหาอาชญากรรม โครงการเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง เป็นผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างมาก โดย ศ.ดร.วิชัย บุญแสงและคณะ ได้พัฒนาชุดตรวจสอบโรคไวรัสหัวเหลือง โรคตัวแดงจุดขาว และโรคกุ้งแคระ ในกุ้งกุลาดำ โดยใช้เทคนิค PCR ซึ่งเป็นโรคที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ศ.ดร.วิชัย บุญแสง ทุ่มเทให้กับงานวิจัยทางด้านนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง นับเป็นเวลากว่า 15 ปี จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือไม่เพียงแต่สามารถใช้ในการตรวจสอบการติดเชื้อของกุ้ง ไม่ว่ากุ้งจะแสดงอาการของโรคหรือไม่ก็ตาม ยังสามารถบอกความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัสเหล่านั้นและยังสามารถตรวจหาพาหะของเชื้อไวรัสที่พบบริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้อีกด้วย ผลจากโครงการนี้ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการโรงเพาะฟักกุ้งนำผลงานไปปฏิบัติ บังเกิดผลเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศการบริหารจัดการงานวิจัย การบริหารจัดการงานวิจัย. อดีตเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (พ.ศ. 2540-2553) โดยได้สนับสนุนทุนวิจัยใน 4 ประเภทหลัก ได้แก่1. ทุนวิจัยเพื่อสร้างบันไดอาชีพนักวิจัย (อาจารย์รุ่นใหม่→เมธีวิจัย สกว.→วุฒิเมธีวิจัย สกว.) เน้นการทำวิจัยพื้นฐานตามความริเริ่มของนักวิจัยเอง 2. ทุนวิจัยแบบมุ่งเป้า (Strategic Targeted Advanced Research-STAR) เน้นไปที่นักวิจัยที่มีการสร้างฐานความรู้และประสบการณ์ได้ระดับหนึ่งแล้ว และมาทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์วิจัยที่เป็นความต้องการของประเทศ 3. ทุนวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม เป็นการสนับสนุนการทำวิจัยแบบต่อยอด ตามความต้องการและเงื่อนไขของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างผลงานวิจัยที่สามารถจดสิทธิบัตรและคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่มีนวัตกรรมสูง 4. ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย โดยผู้ที่ได้รับทุนนี้จะได้รับชื่อ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับ มีจริยธรรมที่ดี มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าทีมวิจัย สามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพสูงได้ รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ต่อไปอีกในอนาคต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการวิจัยโดยเฉพาะ ทำหน้าที่กำกับ ดูแล การดำเนินงาน การติดตามและประเมินผลโครงการของมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ 9 แห่ง และมหาวิทยาลัยที่กำลังพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัย 70 แห่ง ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางด้านวิชาการ และยกระดับมหาวิทยาลัยไทยโดยรวม ให้มีศักยภาพด้านการวิจัยที่สูงขึ้น และยกระดับมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพด้านการวิจัยของประเทศสู่มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ที่มีขีดความสามารถระดับโลกเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2532 ประถมภรณ์มงกุฎไทย - พ.ศ. 2535 ประถมภรณ์ช้างเผือก - พ.ศ. 2538 มหาวชิรมงกุฏ - พ.ศ. 2541 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก - พ.ศ. 2546 จตุตถดิเรกคุณาภรณ์
| ใครคือประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2554 ถึง 2557 | {
"answer": [
"วิชัย บุญแสง"
],
"answer_begin_position": [
110
],
"answer_end_position": [
122
]
} |
2,943 | 98,515 | วิชัย บุญแสง ศาสตราจารย์ วิชัย บุญแสง นักวิจัยชาวไทย เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2485 ที่อำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นผู้หนึ่งที่บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีทางด้านพันธุวิศวกรรมศาสตร์ ในการตรวจหาลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์บุคคล รวมทั้งร่วมพัฒนา การตรวจวินิจฉัยไวรัสในกุ้งกุลาดำ ที่ก่อให้เกิดโรคหัวเหลือง โรคตัวแดงจุดขาว และโรคกุ้งแคระ อันเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออุตสาหกรรมการส่งออกกุ้งของประเทศไทย จนทำให้ได้รับรางวัลต่างๆ ศ.วิชัย บุญแสง หรือ ศ.ดร.วิชัย บุญแสง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเคมี จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 2507 และ ปริญญาเอก สาขาชีวเคมี จาก University of Otago ประเทศนิวซีแลนด์ ในปี พ.ศ. 2518 หลังสำเร็จการศึกษา ได้กลับมารับราชการที่ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าภาควิชาชีวเคมี (พ.ศ. 2535-2539) จนได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ (พ.ศ. 2538) และศาสตราจารย์ระดับ 11 (พ.ศ. 2543)ตำแหน่งในปัจจุบันตำแหน่งในปัจจุบัน. - พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ - พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน กรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ - พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน กรรมการรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย - พ.ศ. 2554 - ปัจจุบัน ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ - พ.ศ. 2555 - ปัจจุบัน อนุกรรมการเกี่ยวกับตำแหน่งทางวิชาการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (อ.ก.พ.อ.วิชาการ) - พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน อนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (อ.ก.พ.อ.วิจัย) - พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน อนุกรรมการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก (สกอ.) - พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน กรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ - พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน คณะกรรมการสรรหานักวิจัยที่มีสมรรถนะสูง มหาวิทยาลัยขอนแก่น - พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน กรรมการสภาวิชาการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก - พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน กรรมการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง - พ.ศ. 2559 - ปัจจุบัน คณะอนุวุฒยาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตำแหน่งในอดีตตำแหน่งในอดีต. - พ.ศ. 2540 - 2553 ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย - พ.ศ. 2541 - 2544 กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล ประเภทผู้แทนคณาจารย์ - พ.ศ. 2542 - 2545 ที่ปรึกษาด้านวิชาการของสมาคมกุ้งทะเลไทย - พ.ศ. 2546 - 2553 กรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ - พ.ศ. 2547 - 2549 กรรมการมูลนิธิไทย-อีริคสัน - พ.ศ. 2548 - 2552 ประธานคณะกรรมการสนับสนุนการวิจัย ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ - พ.ศ. 2549 - 2550 กรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร - พ.ศ. 2554 - 2557 ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.) - พ.ศ. 2557 - 2559 คณะทำงานติดตามและประเมินผลทางวิชาการ โครงการการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพวารสารวิชาการไทย (วช.)เกียรติคุณและรางวัลเกียรติคุณและรางวัล. - พ.ศ. 2538 รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาการวิจัย - พ.ศ. 2539 รางวัลผลงานวิจัยดีเยี่ยม สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช เรื่อง การสร้างและประยุกต์ใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอในคน จากสภาวิจัยแห่งชาติ - พ.ศ. 2539 ร่วมรับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น เรื่อง ชุดตรวจสอบหาเชื้อมาลาเรียด้วยเทคนิคดีเอ็นเอ จากสภาวิจัยแห่งชาติ - พ.ศ. 2541 รางวัลกุ้งกุลาทองเกียรติยศ จากชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี - พ.ศ. 2543 รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช จากสภาวิจัยแห่งชาติ - พ.ศ. 2543 รางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมูลนิธิโทเร ประเทศไทย ประเภททีมวิจัย - พ.ศ. 2545 รางวัลผลงานวิชาการดีเด่นด้านวิทยาศาสตร์ จากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย - พ.ศ. 2546 รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ - พ.ศ. 2547 รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นด้านการวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล - พ.ศ. 2548 รางวัลมหิดลทยากร จากสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล - พ.ศ. 2550 ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (เทคโนโลยีชีวภาพ) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ - พ.ศ. 2551 ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ชีวเคมี) มหาวิทยาลัยมหิดลผลงานวิจัย ผลงานวิจัย. ศ.ดร.วิชัย บุญแสง เป็นผู้ที่อุทิศตน ทำการวิจัยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลามากกว่า 40 ปี โดยถือหลักว่า งานวิจัยจะเสริมให้งานการเรียนการสอนดียิ่งขึ้น โดยมีผลงานวิจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทย เช่น โครงการลายพิมพ์ดีเอ็นเอในมนุษย์ เป็นผลงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้เพื่อตรวจสอบความแตกต่างของแต่ละบุคคล ความเกี่ยวข้องทางสายเลือด และสามารถพิสูจน์ความเป็น พ่อ-แม่-ลูก ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ด้วยเหตุที่ลายพิมพ์ดีเอ็นเอถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลที่ไม่ซ้ำแบบใคร โดยเป็นห้องปฏิบัติการแรกของประเทศไทยที่ได้พัฒนาเทคนิคนี้ จนถึงปัจจุบันเทคโนโลยีลายพิมพ์ดีเอ็นเอได้ถูกพัฒนาให้ทำได้ง่ายขึ้น ตลอดจนไม่จำเป็นต้องใช้เลือดปริมาณมาก ทำให้สะดวก รวดเร็ว ทำให้เทคโนโลยีนี้ สามารถใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่การคลายปมปัญหาต่างๆ ทั้งทางการแพทย์ สาธารณสุข วิทยาศาสตร์กฎหมาย หรือแม้แต่ปัญหาอาชญากรรม โครงการเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง เป็นผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างมาก โดย ศ.ดร.วิชัย บุญแสงและคณะ ได้พัฒนาชุดตรวจสอบโรคไวรัสหัวเหลือง โรคตัวแดงจุดขาว และโรคกุ้งแคระ ในกุ้งกุลาดำ โดยใช้เทคนิค PCR ซึ่งเป็นโรคที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ศ.ดร.วิชัย บุญแสง ทุ่มเทให้กับงานวิจัยทางด้านนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง นับเป็นเวลากว่า 15 ปี จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือไม่เพียงแต่สามารถใช้ในการตรวจสอบการติดเชื้อของกุ้ง ไม่ว่ากุ้งจะแสดงอาการของโรคหรือไม่ก็ตาม ยังสามารถบอกความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัสเหล่านั้นและยังสามารถตรวจหาพาหะของเชื้อไวรัสที่พบบริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้อีกด้วย ผลจากโครงการนี้ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการโรงเพาะฟักกุ้งนำผลงานไปปฏิบัติ บังเกิดผลเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศการบริหารจัดการงานวิจัย การบริหารจัดการงานวิจัย. อดีตเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (พ.ศ. 2540-2553) โดยได้สนับสนุนทุนวิจัยใน 4 ประเภทหลัก ได้แก่1. ทุนวิจัยเพื่อสร้างบันไดอาชีพนักวิจัย (อาจารย์รุ่นใหม่→เมธีวิจัย สกว.→วุฒิเมธีวิจัย สกว.) เน้นการทำวิจัยพื้นฐานตามความริเริ่มของนักวิจัยเอง 2. ทุนวิจัยแบบมุ่งเป้า (Strategic Targeted Advanced Research-STAR) เน้นไปที่นักวิจัยที่มีการสร้างฐานความรู้และประสบการณ์ได้ระดับหนึ่งแล้ว และมาทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์วิจัยที่เป็นความต้องการของประเทศ 3. ทุนวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม เป็นการสนับสนุนการทำวิจัยแบบต่อยอด ตามความต้องการและเงื่อนไขของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างผลงานวิจัยที่สามารถจดสิทธิบัตรและคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่มีนวัตกรรมสูง 4. ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย โดยผู้ที่ได้รับทุนนี้จะได้รับชื่อ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับ มีจริยธรรมที่ดี มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าทีมวิจัย สามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพสูงได้ รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ต่อไปอีกในอนาคต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการวิจัยโดยเฉพาะ ทำหน้าที่กำกับ ดูแล การดำเนินงาน การติดตามและประเมินผลโครงการของมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ 9 แห่ง และมหาวิทยาลัยที่กำลังพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัย 70 แห่ง ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางด้านวิชาการ และยกระดับมหาวิทยาลัยไทยโดยรวม ให้มีศักยภาพด้านการวิจัยที่สูงขึ้น และยกระดับมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพด้านการวิจัยของประเทศสู่มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ที่มีขีดความสามารถระดับโลกเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์. - พ.ศ. 2532 ประถมภรณ์มงกุฎไทย - พ.ศ. 2535 ประถมภรณ์ช้างเผือก - พ.ศ. 2538 มหาวชิรมงกุฏ - พ.ศ. 2541 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก - พ.ศ. 2546 จตุตถดิเรกคุณาภรณ์
| ศาสตราจารย์ วิชัย บุญแสง จบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาชีวเคมี จากมหาวิทยาลัยใด | {
"answer": [
"University of Otago"
],
"answer_begin_position": [
678
],
"answer_end_position": [
697
]
} |
2,944 | 365,060 | ธรรศภาคย์ ชี ธรรศภาคย์ ชี หรือ บี้ เคพีเอ็น เป็นนักร้องลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน มีชื่อเสียงจากการเป็นผู้เข้าแข่งขันบนเวที KPN Award ครั้งที่ 20 และได้รับรางวัลนักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ บี้ยังเคยได้เข้าแข่งขันบนเวที 2Tango คู่ร้อง ทำนองรัก อีกด้วยประวัติ ประวัติ. ธรรศภาคย์ ชี เกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2534 เป็นบุตรของฝ่าชน แซ่ชี กับนนทลี แซ่จุ้ง จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ปัจจุบันเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ด้านชีวิตส่วนตัวบี้เคยคบหากับอัฐมา ชีวนิชพันธ์ ภายหลังได้เลิกรากัน ต่อมาเขาจึงคบหากับสุมณทิพย์ เหลืองอุทัย หลังจากคบหาไม่นานนักสุมณทิพย์ก็ตั้งครรภ์กับเขา ทั้งสองสมรสกันด้วยพิธีอย่างศาสนาคริสต์ตามศาสนาที่ฝ่ายหญิงนับถือเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559 ณ โบสถ์เซ็นหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ ภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และจัดพิธีสมรสตามศาสนาพุทธในวันที่ 6 มีนาคมปีเดียวกัน มีบุตรสาวคือ พอลลีน่า ชี (ชื่อเล่น เป่าเปา) เกิดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559ผลงานผลงานเพลงอัลบั้มวง Victorผลงานเพลงประกอบละครผลงานทางการแสดงละครโทรทัศน์ละครโทรทัศน์จีนซีรีส์ละครเวทีพิธีกรผลงาน. ผลงานทางการแสดง. พิธีกร. - Oh baby ออกอากาศทางline tv คู่กับภรรยา สุมณทิพย์ ชีรางวัลรางวัล. - รางวัลนักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย จากรายการ เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 20 (2553) - รางวัลนาคราช รางวัล "บุคคลดีเด่น" ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2556
| ธรรศภาคย์ ชี หรือ บี้ เคพีเอ็น เป็นนักร้องลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"30"
],
"answer_begin_position": [
393
],
"answer_end_position": [
395
]
} |
2,945 | 365,060 | ธรรศภาคย์ ชี ธรรศภาคย์ ชี หรือ บี้ เคพีเอ็น เป็นนักร้องลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน มีชื่อเสียงจากการเป็นผู้เข้าแข่งขันบนเวที KPN Award ครั้งที่ 20 และได้รับรางวัลนักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ บี้ยังเคยได้เข้าแข่งขันบนเวที 2Tango คู่ร้อง ทำนองรัก อีกด้วยประวัติ ประวัติ. ธรรศภาคย์ ชี เกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2534 เป็นบุตรของฝ่าชน แซ่ชี กับนนทลี แซ่จุ้ง จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ปัจจุบันเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ด้านชีวิตส่วนตัวบี้เคยคบหากับอัฐมา ชีวนิชพันธ์ ภายหลังได้เลิกรากัน ต่อมาเขาจึงคบหากับสุมณทิพย์ เหลืองอุทัย หลังจากคบหาไม่นานนักสุมณทิพย์ก็ตั้งครรภ์กับเขา ทั้งสองสมรสกันด้วยพิธีอย่างศาสนาคริสต์ตามศาสนาที่ฝ่ายหญิงนับถือเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559 ณ โบสถ์เซ็นหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ ภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และจัดพิธีสมรสตามศาสนาพุทธในวันที่ 6 มีนาคมปีเดียวกัน มีบุตรสาวคือ พอลลีน่า ชี (ชื่อเล่น เป่าเปา) เกิดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559ผลงานผลงานเพลงอัลบั้มวง Victorผลงานเพลงประกอบละครผลงานทางการแสดงละครโทรทัศน์ละครโทรทัศน์จีนซีรีส์ละครเวทีพิธีกรผลงาน. ผลงานทางการแสดง. พิธีกร. - Oh baby ออกอากาศทางline tv คู่กับภรรยา สุมณทิพย์ ชีรางวัลรางวัล. - รางวัลนักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย จากรายการ เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 20 (2553) - รางวัลนาคราช รางวัล "บุคคลดีเด่น" ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2556
| ลูกสาวของธรรศภาคย์ ชี หรือ บี้ เคพีเอ็น มีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"พอลลีน่า ชี"
],
"answer_begin_position": [
980
],
"answer_end_position": [
991
]
} |
2,947 | 151,432 | สหรัถ สังคปรีชา สหรัถ สังคปรีชา (ชื่อเล่น: ก้อง; 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2511) เป็นนักร้องสมาชิกวงนูโว และนักแสดงชาวไทยประวัติ ประวัติ. สหรัถ สังคปรีชา เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 เป็นบุตรคนโตจากทั้งหมดสองคนของวีระพงษ์ สังคปรีชา กับโสมวรรณ (สกุลเดิม: สวัสดิ์-ชูโต) มีน้องชายชื่อ ฐากูร สังคปรีชา (ชื่อเล่น: เก็น) ปู่ของเขาเป็นชาวเดนมาร์กที่เข้ารับราชการในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนตาเป็นเป็นราชินิกุลสวัสดิ์-ชูโต และยายมาจากสกุลวสุวัต เจ้าของโรงภาพยนตร์เสียงกรุง สหรัถ เข้าศึกษาที่สถาบันอนุบาลบ้านเด็ก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนศรีวิกรม์ และ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เริ่มต้นเข้าสู่วงการด้วยการเป็นนักร้องวงนูโว และต่อมามีผลงานการแสดง ไม่ว่าจะเป็นละครเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม, พิสูจน์รักจากสวรรค์ ,คู่รัก 2 ชาติ, รอวันฉันมีเธอ, หนี้รัก, แม่เลี้ยงคนใหม่, สะใภ้จ้าว, เสือ, ก็ว่าจะไม่รัก, เจ้าสาวกลัวฝน, เทพบุตรในฝัน, ระเบียงรัก, รักละมุนลุ้นละไม, บ้านแฝดยกกำลังสอง, กล้าไว้หัวใจไม่จนมุม, มีเพียงรัก, สาวใช้หัวใจชิกาโก้, ทายาทเศรษฐี, หัวใจทรนง, บุษบาครับผม, จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า, เจ้าสาวกะทันหัน, พริกหวานน้ำตาลเผ็ด, ละอองดาว, มณีดิน, แหวนดอกไม้, สงครามนางฟ้า, ทองเนื้อแท้, มนต์รักบ้านทุ่ง, มาลัยสามชาย, อย่าลืมฉัน และยังเคยได้รับรางวัลทางด้านการแสดงจากสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จากเรื่องคู่แท้สองโลก เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 และเคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับโฆษณาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาแล้ว กับแคมเปญ "เที่ยวอันดามัน ช่วยอันดามัน" และ "สมายล์ลิ่งคลับ" เพื่อเป็นการช่วยเหลือและ ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ให้คนไทยเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดกลุ่ม 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันผลงานมิวสิกวิดีโอผลงาน. มิวสิกวิดีโอ. - ปี 2530 - เพลง ชอบก็บอกชอบ ของ เรวัต พุทธินันทน์ - ปี 2530 - เพลง แพ้แก้ตัวใหม่ ของ บิลลี่ โอแกน - ปี 2530 - เพลง วันนั้น วันนี้ วันไหน ของ บิลลี่ โอแกน - ปี 2534 - เพลง นักเดินทาง ของ กัมปะนี (โดยได้ร่วมเข้าเฟรมกับสมาชิก นูโว) - ปี 2535 - เพลง สุดฤทธิ์สุดเดช ของ ใหม่ เจริญปุระ (เป็นภาพส่วนหนึ่งจากคอนเสิร์ต สุดขอบ ของ ใหม่ เจริญปุระ) - ปี 2560 - เพลง เธอทำให้ได้รู้ ของ POTATOละครซิคคอมภาพยนตร์ภาพยนตร์. - โตแล้วต้องโต๋ (2535) - รับเชิญ - คู่แท้สองโลก (2537) - สุริโยไท (2544) - ลัดดาแลนด์ หรือ The Last Home (2554) - Together วันที่รัก (2555) - สูบคู่กู้โลก (2555) รับบท พี่หล่อ - 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น (2559) รับบท นัทผลงานเพลง ผลงานเพลง. ก้อง ร่วมกับเพื่อนออกผลงานเพลงในนาม นูโว รวมทั้งหมด 6 อัลบั้ม- เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดเลย (2531) สังกัดแกรมมี่ - บุญคุณปูดำ (2533) สังกัดแกรมมี่ - สุดสุดไปเลย...ซิ (2534) สังกัดแกรมมี่ - ออกซิเจน (2535) สังกัดแกรมมี่ - Nouveau (2547) สังกัด มอร์มิวสิก ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ - Now 2.0 (2551) โดยอัลบั้มชุดล่าสุดได้มาสังกัดค่าย โซนี่ บีเอ็มจี - 6 AM (2554) สังกัดค่าย โซนี่ บีเอ็มจี และออกผลงานเพลงร่วมกับ โจ จิรายุส วรรธนะสิน ในนาม โจ-ก้อง อีก 3 อัลบั้ม- รวมกันเฉพาะกิจ (2538) - Happening (2540) (สังกัดค่ายฟิลฮาโมนิค) - สดุดี (2543)เพลงประกอบละครเพลงประกอบละคร. - ละคร พริกขี้หนูกับหมูแฮม1. เพลง เติมใจให้กัน- ละคร พิสูจน์รักจากสวรรค์1. เพลง ไกล (เพลงเปิด) 2. เพลง รักเธอสุดหัวใจ (เพลงปิด)- ละคร มีเพียงรัก1. เพลง ใจรัก- ละคร ทายาทเศรษฐี1. เพลง หลอก- ละคร สะใภ้จ้าว1. อยากจะบอกเธอให้รู้ (เพลงปิด)- ละคร เสือ1. เพลง เธออยู่ที่ไหน- ละคร ก็ว่าจะไม่รัก1. เพลง ไกลรัก- ละคร เจ้าสาวกลัวฝน1. เพลง เจ้าสาวที่กลัวฝน- ละคร เจ้าสาวกะทันหัน1. เพลง หนึ่งนาที- ละคร รักละมุนลุ้นละไม1. เพลง เมื่อไหร่ (ร้องคู่กับ แอน ทองประสม)- ละคร ละอองดาว1. เพลง ละอองดาว- ละคร สาวใช้หัวใจชิคาโก้1. เพลง ได้ไหม- ละคร หนี้รัก1. เพลง ความในใจ- ละคร หัวใจทระนง1. เพลง ยกโทษให้ฉัน- ละคร หัวใจศิลา1. เพลง เธอสวย- ละคร แหวนดอกไม้1. เพลง ความรักเข้ามาเมื่อไหร่- ละคร ทองเนื้อแท้1. เพลง หนึ่งในไม่กี่คน- ละคร มนต์รักบ้านทุ่ง1. เพลง ให้ฉันได้รักเธอ- ละคร ดวงตาสวรรค์1. เพลง บาดหัวใจ- ละคร ส้มหวานน้ำตาลเปรี้ยว1. เพลง วอน- ละคร ออฟฟิศพิชิตใจ1. เพลง โลกของเรา ร้องคู่กับ มาช่า วัฒนพานิช (เพลงเปิด) 2. เพลง รักคือความเชื่อใจ (เพลงปิด)- ละคร อย่าลืมฉัน1. เพลง A Tu Corazon สู่กลางใจเธอพิธีกรพิธีกร. - รายการ เกมชิงเกม ช่อง 3 ร่วมกับ สุวัจนี ไชยมุสิก, เกริก ชิลเลอร์ - รายการ 7 สีคอนเสิร์ต ช่อง 7 ร่วมกับ สุวัจนี ไชยมุสิก (พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2544) - รายการ เกมทะลุจอ ช่อง 3 ร่วมกับ อ้อม พิยดา จุฑารัตนกุล (พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2542)อื่น ๆอื่น ๆ. - คณะกรรมการตัดสินรายการ The Voice Thailand (2555 - ปัจจุบัน) - แสดงนำ ใน Club Friday The Series ตอน "รักแท้ดูแลไม่ได้" คู่กับ นุสบา ปุณณกันต์ (2555) - ให้เสียงพากย์ สารคดี "พินัยกรรมธรรมชาติ" ช่อง Thai PBS (2556) - พ็อกเก็ตบุ๊ค Real Kong - หนังสือ "แม่เล่าเรื่องก้อง" (แม่พี่ก้องเขียนเล่าเรื่องของก้อง สหรัถ) - ร้องเพลงให้วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
| สหรัถ สังคปรีชาเป็นนักร้องสมาชิกวงนูโว และนักแสดงชาวไทย เกิดเมื่อวันที่เท่าไร | {
"answer": [
"4"
],
"answer_begin_position": [
249
],
"answer_end_position": [
250
]
} |
2,948 | 151,432 | สหรัถ สังคปรีชา สหรัถ สังคปรีชา (ชื่อเล่น: ก้อง; 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2511) เป็นนักร้องสมาชิกวงนูโว และนักแสดงชาวไทยประวัติ ประวัติ. สหรัถ สังคปรีชา เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 เป็นบุตรคนโตจากทั้งหมดสองคนของวีระพงษ์ สังคปรีชา กับโสมวรรณ (สกุลเดิม: สวัสดิ์-ชูโต) มีน้องชายชื่อ ฐากูร สังคปรีชา (ชื่อเล่น: เก็น) ปู่ของเขาเป็นชาวเดนมาร์กที่เข้ารับราชการในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนตาเป็นเป็นราชินิกุลสวัสดิ์-ชูโต และยายมาจากสกุลวสุวัต เจ้าของโรงภาพยนตร์เสียงกรุง สหรัถ เข้าศึกษาที่สถาบันอนุบาลบ้านเด็ก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนศรีวิกรม์ และ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เริ่มต้นเข้าสู่วงการด้วยการเป็นนักร้องวงนูโว และต่อมามีผลงานการแสดง ไม่ว่าจะเป็นละครเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม, พิสูจน์รักจากสวรรค์ ,คู่รัก 2 ชาติ, รอวันฉันมีเธอ, หนี้รัก, แม่เลี้ยงคนใหม่, สะใภ้จ้าว, เสือ, ก็ว่าจะไม่รัก, เจ้าสาวกลัวฝน, เทพบุตรในฝัน, ระเบียงรัก, รักละมุนลุ้นละไม, บ้านแฝดยกกำลังสอง, กล้าไว้หัวใจไม่จนมุม, มีเพียงรัก, สาวใช้หัวใจชิกาโก้, ทายาทเศรษฐี, หัวใจทรนง, บุษบาครับผม, จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า, เจ้าสาวกะทันหัน, พริกหวานน้ำตาลเผ็ด, ละอองดาว, มณีดิน, แหวนดอกไม้, สงครามนางฟ้า, ทองเนื้อแท้, มนต์รักบ้านทุ่ง, มาลัยสามชาย, อย่าลืมฉัน และยังเคยได้รับรางวัลทางด้านการแสดงจากสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม จากเรื่องคู่แท้สองโลก เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 และเคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับโฆษณาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาแล้ว กับแคมเปญ "เที่ยวอันดามัน ช่วยอันดามัน" และ "สมายล์ลิ่งคลับ" เพื่อเป็นการช่วยเหลือและ ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ให้คนไทยเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดกลุ่ม 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันผลงานมิวสิกวิดีโอผลงาน. มิวสิกวิดีโอ. - ปี 2530 - เพลง ชอบก็บอกชอบ ของ เรวัต พุทธินันทน์ - ปี 2530 - เพลง แพ้แก้ตัวใหม่ ของ บิลลี่ โอแกน - ปี 2530 - เพลง วันนั้น วันนี้ วันไหน ของ บิลลี่ โอแกน - ปี 2534 - เพลง นักเดินทาง ของ กัมปะนี (โดยได้ร่วมเข้าเฟรมกับสมาชิก นูโว) - ปี 2535 - เพลง สุดฤทธิ์สุดเดช ของ ใหม่ เจริญปุระ (เป็นภาพส่วนหนึ่งจากคอนเสิร์ต สุดขอบ ของ ใหม่ เจริญปุระ) - ปี 2560 - เพลง เธอทำให้ได้รู้ ของ POTATOละครซิคคอมภาพยนตร์ภาพยนตร์. - โตแล้วต้องโต๋ (2535) - รับเชิญ - คู่แท้สองโลก (2537) - สุริโยไท (2544) - ลัดดาแลนด์ หรือ The Last Home (2554) - Together วันที่รัก (2555) - สูบคู่กู้โลก (2555) รับบท พี่หล่อ - 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น (2559) รับบท นัทผลงานเพลง ผลงานเพลง. ก้อง ร่วมกับเพื่อนออกผลงานเพลงในนาม นูโว รวมทั้งหมด 6 อัลบั้ม- เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดเลย (2531) สังกัดแกรมมี่ - บุญคุณปูดำ (2533) สังกัดแกรมมี่ - สุดสุดไปเลย...ซิ (2534) สังกัดแกรมมี่ - ออกซิเจน (2535) สังกัดแกรมมี่ - Nouveau (2547) สังกัด มอร์มิวสิก ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ - Now 2.0 (2551) โดยอัลบั้มชุดล่าสุดได้มาสังกัดค่าย โซนี่ บีเอ็มจี - 6 AM (2554) สังกัดค่าย โซนี่ บีเอ็มจี และออกผลงานเพลงร่วมกับ โจ จิรายุส วรรธนะสิน ในนาม โจ-ก้อง อีก 3 อัลบั้ม- รวมกันเฉพาะกิจ (2538) - Happening (2540) (สังกัดค่ายฟิลฮาโมนิค) - สดุดี (2543)เพลงประกอบละครเพลงประกอบละคร. - ละคร พริกขี้หนูกับหมูแฮม1. เพลง เติมใจให้กัน- ละคร พิสูจน์รักจากสวรรค์1. เพลง ไกล (เพลงเปิด) 2. เพลง รักเธอสุดหัวใจ (เพลงปิด)- ละคร มีเพียงรัก1. เพลง ใจรัก- ละคร ทายาทเศรษฐี1. เพลง หลอก- ละคร สะใภ้จ้าว1. อยากจะบอกเธอให้รู้ (เพลงปิด)- ละคร เสือ1. เพลง เธออยู่ที่ไหน- ละคร ก็ว่าจะไม่รัก1. เพลง ไกลรัก- ละคร เจ้าสาวกลัวฝน1. เพลง เจ้าสาวที่กลัวฝน- ละคร เจ้าสาวกะทันหัน1. เพลง หนึ่งนาที- ละคร รักละมุนลุ้นละไม1. เพลง เมื่อไหร่ (ร้องคู่กับ แอน ทองประสม)- ละคร ละอองดาว1. เพลง ละอองดาว- ละคร สาวใช้หัวใจชิคาโก้1. เพลง ได้ไหม- ละคร หนี้รัก1. เพลง ความในใจ- ละคร หัวใจทระนง1. เพลง ยกโทษให้ฉัน- ละคร หัวใจศิลา1. เพลง เธอสวย- ละคร แหวนดอกไม้1. เพลง ความรักเข้ามาเมื่อไหร่- ละคร ทองเนื้อแท้1. เพลง หนึ่งในไม่กี่คน- ละคร มนต์รักบ้านทุ่ง1. เพลง ให้ฉันได้รักเธอ- ละคร ดวงตาสวรรค์1. เพลง บาดหัวใจ- ละคร ส้มหวานน้ำตาลเปรี้ยว1. เพลง วอน- ละคร ออฟฟิศพิชิตใจ1. เพลง โลกของเรา ร้องคู่กับ มาช่า วัฒนพานิช (เพลงเปิด) 2. เพลง รักคือความเชื่อใจ (เพลงปิด)- ละคร อย่าลืมฉัน1. เพลง A Tu Corazon สู่กลางใจเธอพิธีกรพิธีกร. - รายการ เกมชิงเกม ช่อง 3 ร่วมกับ สุวัจนี ไชยมุสิก, เกริก ชิลเลอร์ - รายการ 7 สีคอนเสิร์ต ช่อง 7 ร่วมกับ สุวัจนี ไชยมุสิก (พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2544) - รายการ เกมทะลุจอ ช่อง 3 ร่วมกับ อ้อม พิยดา จุฑารัตนกุล (พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2542)อื่น ๆอื่น ๆ. - คณะกรรมการตัดสินรายการ The Voice Thailand (2555 - ปัจจุบัน) - แสดงนำ ใน Club Friday The Series ตอน "รักแท้ดูแลไม่ได้" คู่กับ นุสบา ปุณณกันต์ (2555) - ให้เสียงพากย์ สารคดี "พินัยกรรมธรรมชาติ" ช่อง Thai PBS (2556) - พ็อกเก็ตบุ๊ค Real Kong - หนังสือ "แม่เล่าเรื่องก้อง" (แม่พี่ก้องเขียนเล่าเรื่องของก้อง สหรัถ) - ร้องเพลงให้วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
| บิดาของก้อง สหรัถ สังคปรีชา คือใคร | {
"answer": [
"วีระพงษ์ สังคปรีชา"
],
"answer_begin_position": [
299
],
"answer_end_position": [
317
]
} |
2,949 | 284,130 | อาณาจักรปลาทอง อาณาจักรปลาทอง เป็นหนังสือส่งเสริมการอ่านแนววิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาที่กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำ โดยให้ ถนัดกิจ ปิณินทรีย์ เป็นผู้เขียน เป็นเรื่องราวการผจญภัยของปลาทองพันธุ์สิงห์วุ้นซึ่งมีชื่อว่า "สิงห์" เป็นตัวละครเอก ดำเนินเรื่องตั้งแต่เกิดจนตาย ถนัดกิจ ปิณินทรีย์ เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์จริงในการเลี้ยงปลาทองในวัยเด็กของตนเอง จึงต้องการที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ให้เด็ก ๆ ที่คิดจะเลี้ยงปลาทอง รู้จักธรรมชาติของปลาทอง รู้จักวิธีการเลี้ยงดู และปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับปลาที่เลี้ยง ...
| กระทรวงใดเป็นผู้จัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่านแนววิทยาศาสตร์เรื่องอาณาจักรปลาทอง | {
"answer": [
"กระทรวงศึกษาธิการ"
],
"answer_begin_position": [
188
],
"answer_end_position": [
205
]
} |
2,950 | 284,130 | อาณาจักรปลาทอง อาณาจักรปลาทอง เป็นหนังสือส่งเสริมการอ่านแนววิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาที่กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำ โดยให้ ถนัดกิจ ปิณินทรีย์ เป็นผู้เขียน เป็นเรื่องราวการผจญภัยของปลาทองพันธุ์สิงห์วุ้นซึ่งมีชื่อว่า "สิงห์" เป็นตัวละครเอก ดำเนินเรื่องตั้งแต่เกิดจนตาย ถนัดกิจ ปิณินทรีย์ เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์จริงในการเลี้ยงปลาทองในวัยเด็กของตนเอง จึงต้องการที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ให้เด็ก ๆ ที่คิดจะเลี้ยงปลาทอง รู้จักธรรมชาติของปลาทอง รู้จักวิธีการเลี้ยงดู และปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับปลาที่เลี้ยง ...
| ตัวละครเอกในหนังสือส่งเสริมการอ่านแนววิทยาศาสตร์เรื่องอาณาจักรปลาทองมีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"สิงห์"
],
"answer_begin_position": [
312
],
"answer_end_position": [
317
]
} |
2,951 | 202,281 | หม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล หม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล ท.จ.ว.(ราชสกุลเดิม: สนิทวงศ์; 4 ตุลาคม พ.ศ. 2452 — 28 ธันวาคม พ.ศ. 2527) คุณท่านเป็นหม่อมเอกในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล หม่อมหลวงสร้อยระย้าเป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์สุวพันธุ์ สนิทวงศ์ กับยี่สุ่น สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม มังกรพันธ์) เสกสมรสกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 มีพระโอรส-ธิดา 3 พระองค์ คือ1. หม่อมเจ้าพันธุ์สวลี ยุคล หรือ ท่านปิ๋ม (24 กันยายน พ.ศ. 2476) ต่อมาได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ เพื่อทรงสมรสกับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร ทรงมีธิดาสองคน ซึ่งคนโตคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ 2. หม่อมเจ้าฐิติพันธ์ุ ยุคล หรือ ท่านกบ (11 ตุลาคม พ.ศ. 2478 — 27 สิงหาคม พ.ศ. 2538) ทรงมีหม่อมคือ หม่อมอุ่นเรือน ธรรมเสน, หม่อมวาสนา ใสเครือ และหม่อมชลาศัย ขวัญฐิติ ทรงมีโอรสสองคนและธิดาหนึ่งคน 3. หม่อมเจ้ารังษีนภดล ยุคล หรือ ท่านอ๋อย (2 ตุลาคม พ.ศ. 2480 — 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560) ต่อมาได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อทรงสมรสกับหม่อมหลวงตวง สนิทวงศ์ และต่อมาได้ทรงสมรสกับนายแพทย์วิเชียร ตระกูลสิน มีบุตร-ธิดาจากการสมรสครั้งแรก 4 คน หม่อมหลวงสร้อยระย้า ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2527 อายุ 75 ปี และพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2528เครื่องราชอิสริยาภรณ์
| หม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล มีบุตรกี่คน | {
"answer": [
"3"
],
"answer_begin_position": [
501
],
"answer_end_position": [
502
]
} |
2,952 | 202,281 | หม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล หม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล ท.จ.ว.(ราชสกุลเดิม: สนิทวงศ์; 4 ตุลาคม พ.ศ. 2452 — 28 ธันวาคม พ.ศ. 2527) คุณท่านเป็นหม่อมเอกในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล หม่อมหลวงสร้อยระย้าเป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์สุวพันธุ์ สนิทวงศ์ กับยี่สุ่น สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม มังกรพันธ์) เสกสมรสกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 มีพระโอรส-ธิดา 3 พระองค์ คือ1. หม่อมเจ้าพันธุ์สวลี ยุคล หรือ ท่านปิ๋ม (24 กันยายน พ.ศ. 2476) ต่อมาได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ เพื่อทรงสมรสกับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร ทรงมีธิดาสองคน ซึ่งคนโตคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ 2. หม่อมเจ้าฐิติพันธ์ุ ยุคล หรือ ท่านกบ (11 ตุลาคม พ.ศ. 2478 — 27 สิงหาคม พ.ศ. 2538) ทรงมีหม่อมคือ หม่อมอุ่นเรือน ธรรมเสน, หม่อมวาสนา ใสเครือ และหม่อมชลาศัย ขวัญฐิติ ทรงมีโอรสสองคนและธิดาหนึ่งคน 3. หม่อมเจ้ารังษีนภดล ยุคล หรือ ท่านอ๋อย (2 ตุลาคม พ.ศ. 2480 — 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560) ต่อมาได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อทรงสมรสกับหม่อมหลวงตวง สนิทวงศ์ และต่อมาได้ทรงสมรสกับนายแพทย์วิเชียร ตระกูลสิน มีบุตร-ธิดาจากการสมรสครั้งแรก 4 คน หม่อมหลวงสร้อยระย้า ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2527 อายุ 75 ปี และพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2528เครื่องราชอิสริยาภรณ์
| หม่อมหลวงสร้อยระย้า ยุคล ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อมีอายุกี่ปี | {
"answer": [
"75"
],
"answer_begin_position": [
1238
],
"answer_end_position": [
1240
]
} |
2,953 | 1,659 | เจาะเวลาหาจิ๋นซี (นวนิยาย) เจาะเวลาหาจิ๋นซี ( - ถอดความเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า The Chronicles of Finding Qin, ) เป็นนิยายกำลังภายใน แต่งโดยหวงอี้ ฉบับภาษาไทยแปลและเรียบเรียงโดย น.นพรัตน์ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ มีความยาว 8 เล่ม ซึ่งในภายหลังหวงอี้ได้ปรับปรุงต้นฉบับใหม่อีกครั้งเหลือ 7 เล่มเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. เซี่ยงเส้าหลง ทหารกองกำลังที่ 7 รัฐบาลจีนในศตวรรษที่ 21 ที่ถูกทดลองย้อนเวลากลับไปยังยุคเลียดก๊ก ยุคสมัยที่ จิ๋นซีฮ่องเต้จะรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่น แต่การทดลองล้มเหลวอุปกรณ์ย้อนเวลาระเบิดทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับไปได้ เขาต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังแตกเป็นเจ็ดก๊กและเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนประวัติศาสตร์และชักนำให้เด็กน้อยผู้ที่ชื่อเสี่ยวผาน (จ้าวผาน) ได้กลายมาเป็นอิ๋งเจิ้ง หรือ "จิ๋นซีฮ่องเต้"รายชื่อตัวละครรายชื่อตัวละคร. - เซี่ยงเส้าหลง ทหารจากกองกำลังที่ 7 ในศตวรรษที่ 21 ถูกกระทรวงวิทยาศาสตร์ส่งตัวย้อนเวลาไปยังยุคเลียดก๊กเพื่อทดสอบเครื่องย้อนเวลา แต่กลับเกิดอุบัติเหตุเครื่องย้อนเวลาระเบิดทำให้ติดอยู่ในสมัยนั้น และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการขึ้นครองอำนาจของจิ๋นซี- จิ๋นซีฮ่องเต้ (อิ๋งเจิ้ง) เดิมเป็นเชื้อพระวงศ์ในรัฐจ้าว ชื่อจ้าวผาน บิดาเสียชีวิตแต่น้อย มารดาคือหนีฮูหยิน จ้าวผานนับถือเซี่ยงเส้าหลงเป็นอาจารย์ เมือเซี่ยงเส้าหลงทราบว่าอิ้งเจิ้งตัวจริงเสียชีวิต จึงให้จ้าวผานสวมรอยเป็นอิ้งเจิ้ง- หลี่ซือ เป็นผู้ผลักดันอิ้งเจิ๊ง (จ้าวผาน) เป็นจี๋นซีฮองเต้ เป็นผู้มีความรอบรู้มาก เดิมเคยทำงานอยู่กับหลี่ปู่เหว่ย ในเรื่องถูกเซี่ยงเส้าหลงผลักดันให้ได้มีโอกาสเป็นผู้ใกล้ชิดของอิ๋งเจิ้ง (จ้าวผาน) เป็นหนึ่งในคนที่มีบทบาทสำคัญเบื้องหลังจิ๋นซีฮ่องเต้- หลี่มุ แม่ทัพแคว้นจ้าวเป็นปู่บุญธรรมของจ้าวผาน ฝีมือเก่งกาจ จนได้รับขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน4ยอดขุนพลยุคเลียดก๊ก ภายหลังเจ้ารัฐจ้าวถูกอุบายหลอกลวงจนพระราชทานยาพิษให้แม่ทัพหลี่มุฆ่าตัวตาย ฐานไม่ฟังคำสั่ง- หนีฮูหยิน สาวงามแห่งรัฐจ้าว เป็นพระขนิษฐา (น้องสาว) เจ้ารัฐจ้าว นางเป็นม่ายสามีเสียชีวิตในสงครามฉางผิง นางเป็นมารดาของ จ้าวผาน นางถูกจ้าวมุบีบคั้นและย่ำยี จนนางตัดสินใจฆ่าตัวตาย- จี้เอียนหยาน ยอดหญิงผู้มีเชื้อพระวงศ์ชาวเวี่ยที่สิ้นชาติไป ได้รับการขนานนามเป็นยอดหญิงในยุค เป็นผู้มีฝีมือ และความรู้สูงส่ง เป็นหนึ่งในภรรยารักของเซี่ยงเส้าหลง ร่วมทุกข์ร่วมสุข และช่วยเหลือเซี่ยงเส้าหลงเอาไว้หลายครั้ง- ฉินชิง เป็นหญิงม่ายผู้มีศักดิ์ฐานะสูงส่งในเมืองฉิน หลังจากที่ในคืนแต่งงานสามีโดนเรียกตัวไปยังกองทัพ เพื่อนำทัพรัฐฉินออกสู้รบ และตายในสนามรบนั้นเอง เป็นพระอาจารย์ของอิ้งเจิ๊ง และภรรยาของเซี่ยงเส้าหลงในภายหลัง- อูถิงฟาง เป็นธิดาของอูอิ้งหยวน และเป็นภรรยาของเซี่ยงเส้าหลง- เถิงอี้ เป็นพี่น้องร่วมสาบานของเซี่ยงเส้าหลงและจิงจวิ้น จากเหตุการณ์ที่เซี่ยงเส้าหลงได้ช่วยแก้แค้นให้กับครอบครัวของเขาที่ถูกโจรร้ายเซียวเว่ยโหมว ฆ่าล้างตระกูล- จิงจวิ้น เป็นพี่น้องร่วมสาบานของเซี่ยงเส้าหลงและเถิงอี้ เป็นนายพรานฝีมือดีที่มีวิชาสะกดรอย และแกะรอยเยี่ยมยอดแห่งหมู่บ้านตระกูลจิง- พระยามฤค จ้าวมุ เป็นท่านชายของเจ้ารัฐจ้าว เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดรองจากเจ้ารัฐจ้าว- หลี่ปู้เหว่ย มหาคหบดีแคว้นฉิน เดิมเป็นพ่อค้าชาวหาน และจูจีซึ่งเป็นมารดาของอิ๋งเจิ้งตัวจริงเคยเป็นนางบำเรอของเขา ก่อนที่จะยกให้แก่จวงเซียงอ๋อง (เจ้ารัฐฉินองค์ก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้) เป็นผู้ที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย โดยในทีแรกพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้อิ๋งเจิ้งขึ้นครองราชบัลลังก์โดยเร็วที่สุด เป็นศัตรูคู่แค้นของเซี่ยงเส้าหลง- จ้าวจื้อ (จือจื้อ) หนึ่งในภรรยาของเซี่ยงเส้าหลง เป็นลูกศิษย์ของจ้าวป้าผู้ซึ่งเป็นเจ้าสำนักที่โด่งดังในรัฐจ้าว มีพี่สาวอีกคนหนึ่งชื่อสั่งโหย่ว จ้าวจื้อและสั้งโหย่วได้รับความช่วยเหลือในการแก้แค้นจ้าวมู่ ผู้ซึ่งเป็นตัวการให้ครอบครัวของทั้งสองพี่น้องถูกฆ่าทั้งตระกูล- จีฮองเฮา ฮองเฮาแคว้นจ้าว- จูจี มารดาของอิ๋งเจิ้ง เป็นสนมของจวงเซียงอ๋อง (อิ๋งอี้เหยิน) เคยเป็นนางบำเรอของหลี่ปู้เหว่ย แต่ หลี่ปู้เหว่ย ยกให้ อิ๋งอี้เหยินเพราะนางตั้งท้องกับตน เป็นชู้กับเหล่าไหว้ สุดท้ายถูกจ้าวผานสั่งฆ่า- เหล่าไหว้/เหลียนจิ้ง (สรุปจากละครชุด ตามต้นฉบับ เหล่าไหว้มีชื่อเรียกว่าเล่าไอ่ และ เป็นตัวละครคนละคนกับเหลียนจิ้ง ซึ่งถูกเซี่ยงเส้าหลงฆ่าตายไปตั้งแต่แรก แต่เพื่อจำกัดตัวละครให้คนดูติดตามได้ง่ายขึ้นรูปแบบละครจึงตัดแปลงเรื่องและรวมเอาตัวละครหลายตัวรวมกัน รวมถึงตัวละครสองตัวนี้ด้วย) เดิม เหลียนจิ้ง เคยเป็นคนรักของ อูถิงฟาง จนกระทั่ง เซี่ยงเส้าหลง ปรากฏตัว จึงทำให้ อูถิงฟาง ตีตนออกห่าง เพราะนางเริ่มมีใจให้ เซี่ยงเส้าหลง เหลียนจิ้ง เดิมเป็นคนสนิทของ จ้าวมุ หลังจากพ่ายแพ้การประลองกับ เซี่ยงเส้าหลง เขาได้ถูก เซี่ยงเส้าหลง ฟันเอ็นมือขวาขาด จึงทำให้เขาถูก จ้าวมุ ไล่ออก แล้วพเนจรไปตามประสาคนพิการ จนกระทั่งได้พบกับ เหล่าไหว้ มือกระบี่ซ้าย จึงขอฝากตัวเป็นศิษย์ เหลียนจิ้ง ยอมทำเรื่องอัปยศทุกอย่าง เพื่อที่จะได้เป็นศิษย์ของ เหล่าไหว้ แม้กระทั่งยอมวางยา อูถิงฟาง เพื่อให้ เหล่าไหว้ ย่ำยี จนกระทั่งได้เป็นศิษย์ของเหล่าไหว้ เรียนวิชาจนสำเร็จ เขาก็ได้สังหาร เหล่าไหว้ เพื่อแก้แค้นให้ ถิงฟาง และ เหลียนจิ้ง ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เหล่าไหว้ เสียเอง หลังจากนั้นเขาได้เข้ามารับใช้ หลี่ปู้เหว่ย และแอบคบชู้กับ ไทเฮาจูจี จนได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น อ๋องฉางซุ๊น และสุดท้าย ทั้งเขาและไทเฮาจูจี ถูกฮ่องเต้อิ๋งเจิ้ง (จ้าวผาน) สั่งสังหารทั้งสามคนพ่อแม่ลูก- ก่วนตงแสฉบับการ์ตูนและละครชุด ฉบับการ์ตูนและละครชุด. เจาะเวลาหาจิ๋นซีได้รับการดัดแปลงเป็นหนังสือการ์ตูน ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ และเป็นละครชุดทางโทรทัศน์ของสถานี TVB ฉายใน ค.ศ. 2001 ความยาว 40 ตอนลำดับรายการโทรทัศน์ ลำดับรายการโทรทัศน์.
| ใครคือผู้ประพันธ์นิยายกำลังภายในจีนเรื่องเจาะเวลาหาจิ๋นซี | {
"answer": [
"หวงอี้"
],
"answer_begin_position": [
233
],
"answer_end_position": [
239
]
} |
2,954 | 1,659 | เจาะเวลาหาจิ๋นซี (นวนิยาย) เจาะเวลาหาจิ๋นซี ( - ถอดความเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า The Chronicles of Finding Qin, ) เป็นนิยายกำลังภายใน แต่งโดยหวงอี้ ฉบับภาษาไทยแปลและเรียบเรียงโดย น.นพรัตน์ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ มีความยาว 8 เล่ม ซึ่งในภายหลังหวงอี้ได้ปรับปรุงต้นฉบับใหม่อีกครั้งเหลือ 7 เล่มเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง. เซี่ยงเส้าหลง ทหารกองกำลังที่ 7 รัฐบาลจีนในศตวรรษที่ 21 ที่ถูกทดลองย้อนเวลากลับไปยังยุคเลียดก๊ก ยุคสมัยที่ จิ๋นซีฮ่องเต้จะรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่น แต่การทดลองล้มเหลวอุปกรณ์ย้อนเวลาระเบิดทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับไปได้ เขาต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังแตกเป็นเจ็ดก๊กและเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนประวัติศาสตร์และชักนำให้เด็กน้อยผู้ที่ชื่อเสี่ยวผาน (จ้าวผาน) ได้กลายมาเป็นอิ๋งเจิ้ง หรือ "จิ๋นซีฮ่องเต้"รายชื่อตัวละครรายชื่อตัวละคร. - เซี่ยงเส้าหลง ทหารจากกองกำลังที่ 7 ในศตวรรษที่ 21 ถูกกระทรวงวิทยาศาสตร์ส่งตัวย้อนเวลาไปยังยุคเลียดก๊กเพื่อทดสอบเครื่องย้อนเวลา แต่กลับเกิดอุบัติเหตุเครื่องย้อนเวลาระเบิดทำให้ติดอยู่ในสมัยนั้น และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการขึ้นครองอำนาจของจิ๋นซี- จิ๋นซีฮ่องเต้ (อิ๋งเจิ้ง) เดิมเป็นเชื้อพระวงศ์ในรัฐจ้าว ชื่อจ้าวผาน บิดาเสียชีวิตแต่น้อย มารดาคือหนีฮูหยิน จ้าวผานนับถือเซี่ยงเส้าหลงเป็นอาจารย์ เมือเซี่ยงเส้าหลงทราบว่าอิ้งเจิ้งตัวจริงเสียชีวิต จึงให้จ้าวผานสวมรอยเป็นอิ้งเจิ้ง- หลี่ซือ เป็นผู้ผลักดันอิ้งเจิ๊ง (จ้าวผาน) เป็นจี๋นซีฮองเต้ เป็นผู้มีความรอบรู้มาก เดิมเคยทำงานอยู่กับหลี่ปู่เหว่ย ในเรื่องถูกเซี่ยงเส้าหลงผลักดันให้ได้มีโอกาสเป็นผู้ใกล้ชิดของอิ๋งเจิ้ง (จ้าวผาน) เป็นหนึ่งในคนที่มีบทบาทสำคัญเบื้องหลังจิ๋นซีฮ่องเต้- หลี่มุ แม่ทัพแคว้นจ้าวเป็นปู่บุญธรรมของจ้าวผาน ฝีมือเก่งกาจ จนได้รับขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน4ยอดขุนพลยุคเลียดก๊ก ภายหลังเจ้ารัฐจ้าวถูกอุบายหลอกลวงจนพระราชทานยาพิษให้แม่ทัพหลี่มุฆ่าตัวตาย ฐานไม่ฟังคำสั่ง- หนีฮูหยิน สาวงามแห่งรัฐจ้าว เป็นพระขนิษฐา (น้องสาว) เจ้ารัฐจ้าว นางเป็นม่ายสามีเสียชีวิตในสงครามฉางผิง นางเป็นมารดาของ จ้าวผาน นางถูกจ้าวมุบีบคั้นและย่ำยี จนนางตัดสินใจฆ่าตัวตาย- จี้เอียนหยาน ยอดหญิงผู้มีเชื้อพระวงศ์ชาวเวี่ยที่สิ้นชาติไป ได้รับการขนานนามเป็นยอดหญิงในยุค เป็นผู้มีฝีมือ และความรู้สูงส่ง เป็นหนึ่งในภรรยารักของเซี่ยงเส้าหลง ร่วมทุกข์ร่วมสุข และช่วยเหลือเซี่ยงเส้าหลงเอาไว้หลายครั้ง- ฉินชิง เป็นหญิงม่ายผู้มีศักดิ์ฐานะสูงส่งในเมืองฉิน หลังจากที่ในคืนแต่งงานสามีโดนเรียกตัวไปยังกองทัพ เพื่อนำทัพรัฐฉินออกสู้รบ และตายในสนามรบนั้นเอง เป็นพระอาจารย์ของอิ้งเจิ๊ง และภรรยาของเซี่ยงเส้าหลงในภายหลัง- อูถิงฟาง เป็นธิดาของอูอิ้งหยวน และเป็นภรรยาของเซี่ยงเส้าหลง- เถิงอี้ เป็นพี่น้องร่วมสาบานของเซี่ยงเส้าหลงและจิงจวิ้น จากเหตุการณ์ที่เซี่ยงเส้าหลงได้ช่วยแก้แค้นให้กับครอบครัวของเขาที่ถูกโจรร้ายเซียวเว่ยโหมว ฆ่าล้างตระกูล- จิงจวิ้น เป็นพี่น้องร่วมสาบานของเซี่ยงเส้าหลงและเถิงอี้ เป็นนายพรานฝีมือดีที่มีวิชาสะกดรอย และแกะรอยเยี่ยมยอดแห่งหมู่บ้านตระกูลจิง- พระยามฤค จ้าวมุ เป็นท่านชายของเจ้ารัฐจ้าว เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดรองจากเจ้ารัฐจ้าว- หลี่ปู้เหว่ย มหาคหบดีแคว้นฉิน เดิมเป็นพ่อค้าชาวหาน และจูจีซึ่งเป็นมารดาของอิ๋งเจิ้งตัวจริงเคยเป็นนางบำเรอของเขา ก่อนที่จะยกให้แก่จวงเซียงอ๋อง (เจ้ารัฐฉินองค์ก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้) เป็นผู้ที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย โดยในทีแรกพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้อิ๋งเจิ้งขึ้นครองราชบัลลังก์โดยเร็วที่สุด เป็นศัตรูคู่แค้นของเซี่ยงเส้าหลง- จ้าวจื้อ (จือจื้อ) หนึ่งในภรรยาของเซี่ยงเส้าหลง เป็นลูกศิษย์ของจ้าวป้าผู้ซึ่งเป็นเจ้าสำนักที่โด่งดังในรัฐจ้าว มีพี่สาวอีกคนหนึ่งชื่อสั่งโหย่ว จ้าวจื้อและสั้งโหย่วได้รับความช่วยเหลือในการแก้แค้นจ้าวมู่ ผู้ซึ่งเป็นตัวการให้ครอบครัวของทั้งสองพี่น้องถูกฆ่าทั้งตระกูล- จีฮองเฮา ฮองเฮาแคว้นจ้าว- จูจี มารดาของอิ๋งเจิ้ง เป็นสนมของจวงเซียงอ๋อง (อิ๋งอี้เหยิน) เคยเป็นนางบำเรอของหลี่ปู้เหว่ย แต่ หลี่ปู้เหว่ย ยกให้ อิ๋งอี้เหยินเพราะนางตั้งท้องกับตน เป็นชู้กับเหล่าไหว้ สุดท้ายถูกจ้าวผานสั่งฆ่า- เหล่าไหว้/เหลียนจิ้ง (สรุปจากละครชุด ตามต้นฉบับ เหล่าไหว้มีชื่อเรียกว่าเล่าไอ่ และ เป็นตัวละครคนละคนกับเหลียนจิ้ง ซึ่งถูกเซี่ยงเส้าหลงฆ่าตายไปตั้งแต่แรก แต่เพื่อจำกัดตัวละครให้คนดูติดตามได้ง่ายขึ้นรูปแบบละครจึงตัดแปลงเรื่องและรวมเอาตัวละครหลายตัวรวมกัน รวมถึงตัวละครสองตัวนี้ด้วย) เดิม เหลียนจิ้ง เคยเป็นคนรักของ อูถิงฟาง จนกระทั่ง เซี่ยงเส้าหลง ปรากฏตัว จึงทำให้ อูถิงฟาง ตีตนออกห่าง เพราะนางเริ่มมีใจให้ เซี่ยงเส้าหลง เหลียนจิ้ง เดิมเป็นคนสนิทของ จ้าวมุ หลังจากพ่ายแพ้การประลองกับ เซี่ยงเส้าหลง เขาได้ถูก เซี่ยงเส้าหลง ฟันเอ็นมือขวาขาด จึงทำให้เขาถูก จ้าวมุ ไล่ออก แล้วพเนจรไปตามประสาคนพิการ จนกระทั่งได้พบกับ เหล่าไหว้ มือกระบี่ซ้าย จึงขอฝากตัวเป็นศิษย์ เหลียนจิ้ง ยอมทำเรื่องอัปยศทุกอย่าง เพื่อที่จะได้เป็นศิษย์ของ เหล่าไหว้ แม้กระทั่งยอมวางยา อูถิงฟาง เพื่อให้ เหล่าไหว้ ย่ำยี จนกระทั่งได้เป็นศิษย์ของเหล่าไหว้ เรียนวิชาจนสำเร็จ เขาก็ได้สังหาร เหล่าไหว้ เพื่อแก้แค้นให้ ถิงฟาง และ เหลียนจิ้ง ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เหล่าไหว้ เสียเอง หลังจากนั้นเขาได้เข้ามารับใช้ หลี่ปู้เหว่ย และแอบคบชู้กับ ไทเฮาจูจี จนได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น อ๋องฉางซุ๊น และสุดท้าย ทั้งเขาและไทเฮาจูจี ถูกฮ่องเต้อิ๋งเจิ้ง (จ้าวผาน) สั่งสังหารทั้งสามคนพ่อแม่ลูก- ก่วนตงแสฉบับการ์ตูนและละครชุด ฉบับการ์ตูนและละครชุด. เจาะเวลาหาจิ๋นซีได้รับการดัดแปลงเป็นหนังสือการ์ตูน ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ และเป็นละครชุดทางโทรทัศน์ของสถานี TVB ฉายใน ค.ศ. 2001 ความยาว 40 ตอนลำดับรายการโทรทัศน์ ลำดับรายการโทรทัศน์.
| ใครคือผู้แปลนิยายกำลังภายในจีนเรื่องเจาะเวลาหาจิ๋นซีภาคภาษาไทย | {
"answer": [
"น.นพรัตน์"
],
"answer_begin_position": [
271
],
"answer_end_position": [
280
]
} |
2,955 | 130,196 | บางปู บางปู หรือ สถานตากอากาศบางปู ในชื่ออย่างเป็นทางการ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในแบบพักผ่อนตากอากาศทางชายทะเลด้านอ่าวไทยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย บางปูได้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2480 ตามดำริของ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีพื้นที่ทั้งหมด 639 ไร่ ต่อมาจึงได้สร้างสะพานขึ้นมา ชื่อ "สะพานสุขตา" สะพานสุขตาถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของสถานพักผ่อนตากอากาศแห่งนี้ ซึ่งในเวลาต่อมาสะพานสุขตา ได้มีการสร้างเป็นอาคารขึ้นมาในปลายสะพาน ในชื่อ "ศาลาสุขใจ" ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร และเป็นที่นัดพบของผู้สูงอายุ สำหรับกิจกรรมเต้นลีลาศ ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. สถานตากอากาศบางปูตั้งอยู่ที่ ถนนสุขุมวิท กิโลเมตรที่ 37 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จึงทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนที่ได้รับความนิยมอย่างมากของวัยรุ่น คนหนุ่มสาวในยุคก่อนพุทธทศวรรษ 2500 นอกจากนี้แล้ว บางปูยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวและดูนกที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนกนางนวล ที่อพยพหนีหนาวจากไซบีเรียมาในช่วงต้นฤดูหนาวของทุกปี โดยมีจำนวนนกไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัวในแต่ละปี และมีจำนวนนกกว่า 200 ชนิดที่อาศัยอยู่ ณ ที่นี่
| สถานตากอากาศบางปูสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ใด | {
"answer": [
"2480"
],
"answer_begin_position": [
270
],
"answer_end_position": [
274
]
} |
2,956 | 130,196 | บางปู บางปู หรือ สถานตากอากาศบางปู ในชื่ออย่างเป็นทางการ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในแบบพักผ่อนตากอากาศทางชายทะเลด้านอ่าวไทยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย บางปูได้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2480 ตามดำริของ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีพื้นที่ทั้งหมด 639 ไร่ ต่อมาจึงได้สร้างสะพานขึ้นมา ชื่อ "สะพานสุขตา" สะพานสุขตาถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของสถานพักผ่อนตากอากาศแห่งนี้ ซึ่งในเวลาต่อมาสะพานสุขตา ได้มีการสร้างเป็นอาคารขึ้นมาในปลายสะพาน ในชื่อ "ศาลาสุขใจ" ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร และเป็นที่นัดพบของผู้สูงอายุ สำหรับกิจกรรมเต้นลีลาศ ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. สถานตากอากาศบางปูตั้งอยู่ที่ ถนนสุขุมวิท กิโลเมตรที่ 37 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จึงทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนที่ได้รับความนิยมอย่างมากของวัยรุ่น คนหนุ่มสาวในยุคก่อนพุทธทศวรรษ 2500 นอกจากนี้แล้ว บางปูยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวและดูนกที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนกนางนวล ที่อพยพหนีหนาวจากไซบีเรียมาในช่วงต้นฤดูหนาวของทุกปี โดยมีจำนวนนกไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัวในแต่ละปี และมีจำนวนนกกว่า 200 ชนิดที่อาศัยอยู่ ณ ที่นี่
| ใครคือผู้สั่งให้สร้างสถานตากอากาศบางปู | {
"answer": [
"จอมพลแปลก พิบูลสงคราม"
],
"answer_begin_position": [
286
],
"answer_end_position": [
307
]
} |
2,957 | 67,849 | แอร์ สุชาวดี แอร์ สุชาวดี เป็นนักร้องลูกทุ่ง เจ้าของเพลงดัง ติด ร. วิชาลืม และเพลงจะฝันถึงเธอประวัติ ประวัติ. แอร์ สุชาวดี มีชื่อจริงว่า ศิริพร พลนรา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "ปุณวรินทร์ พลนรา" เกิดเมื่อวันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ที่ จ. นครราชสีมา เป็นบุตรนายวัชระและนางกัญญารัตน์ พลนรา พ่อมีตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณคือปลัดอำเภอพระทองคำ จ.นครราชสีมา แม่ทำธุรกิจจัดสรรที่ดิน ปลูกบ้านจัดสรร จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.สุรนารีวิทยา สอบเอนทรานส์ ติดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แต่สละสิทธิ เพราะต้องมาเป็นนักร้องอาชีพที่กรุงเทพฯ จึงมาสมัครเรียนที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปัจจุบันกำลังศึกษา"คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แอร์ สุชาวดี เป็นบุตรคนเดียวของพ่อแม่ และมีพี่สาวต่างมารดาอีก 2 คน เป็นหลานของ พรพรรณ วนา ด้วยเหตุที่พ่อกับแม่ชอบเปิดฟังเพลงลูกทุ่งอยู่เป็นประจำ จึงเป็นผลทำให้แอร์ สุชาวดี ชอบเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เกิดก็ว่าได้เข้าสู่วงการ เข้าสู่วงการ. แอร์ สุชาวดี คลั่งไคล้การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งอย่างมากมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้น ม. 2 ประเภทรางวัลอะไรไม่สน ขอให้ได้ประกวด โดยมีพ่อกับแม่ช่วยเหลือในการฝึกซ้อมร้องเพลง จนในที่สุดเมื่อเรียนอยู่ชั้น ม.6 เธอก็ชนะเลิศการประกวดร้องเพลงในโครงการ “ฟอร์ด เรนเจอร์ ออนทัวร์” ที่จัดประกวดขึ้นที่จังหวัด นครราชสีมา ภาพและประวัติของผู้ชนะเลิศทั้งฝ่ายหญิงและชาย จะได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารราชาเสียงเพลง เรื่องนี้ทำให้ทางทีมงานชัวร์ออดิโอได้อ่านเจอประวัติของเธอ และสนใจจึงได้ติดต่อให้มาเทสต์เสียง และได้เซ็นสัญญาเป็นนักร้องในสังกัดในที่สุด โดยหลังจากที่ฝึกร้องอยู่ 1 ปี จึงได้มีผลงานในชุด ชัวร์ ช่า ช่า ช่า 3 , 4 , 5 และ 6 ก่อนจะได้ออกผลงานเดี่ยว ที่โด่งดังอย่างมาก หลังจากนั้นศิลปินเกิดมีปัญหากับทางค่ายเรื่องของส่วนแบ่งรายได้ที่ทางบริษัทแจ้งไม่ชัดเจน จึงได้หยุดร่วมงานกัน เพราะยังติดสัญญาอยู่กับทางบริษัท จึงทำให้ตลอดระยะเวลา 4 ปีกว่าที่ผ่านมา แอร์ สุชาวดีไม่สามารถออกผลงานเพลงชุดใหม่ได้ และเมื่อหมดอายุสัญญากับทางบริษัทชัวร์ออดิโอแล้ว แอร์ สุชาวดี จึงได้มีโอกาสออกผลงานเพลงชุดใหม่กับทางต้นสังกัดใหม่ คือ บริษัท รถไฟดนตรี ที่มีคุณระย้าเป็นบอสใหญ่ของค่าย ในชื่อชุดอัลบัม "สาวไฮเซอร์" เป็นอัลบัมเปิดตัว แอร์ สุชาวดี เป็นหลานสาวของพรพรรณ วนา อดีตนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสุชาร์ มานะยิ่ง (ออม) ดารา/นักแสดง อีกด้วยผลงานผลงานเดี่ยวผลงาน. ผลงานเดี่ยว. - ชุด ติด ร. วิชาลืม (2547) - ชุด สาวไฮเซอร์ (2551) - ชุด เจ้าสาวคนต่อไป (2554) - ชุด ผู้หญิงอย่างฉันไม่ได้ง่ายกับใครทุกคน (2555) 3 เพลง- ผู้หญิงอย่างฉันไม่ได้ง่ายกับใครทุกคน - ไม่มีเขาไม่เหงาตาย - เอาไปเลย LOVEผลงานกลุ่มผลงานกลุ่ม. - ชัวร์ชะชะช่า ชุดที่ 3 (ต.ค. 45) ร่วมกับมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ,ดำรง วงศ์ทอง , เกษม คมสันต์ , สมชาย ไทรงาม , ฝน ธนสุนทร ,อัมพร แหวนเพชร และ บุญตา เมืองใหม่ - ชัวร์ชะชะช่า ชุดที่ 4 (ต.ค. 45) ร่วมกับมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ,ดำรง วงศ์ทอง , เกษม คมสันต์ , สมชาย ไทรงาม , ฝน ธนสุนทร ,อัมพร แหวนเพชร และ บุญตา เมืองใหม่ - ชัวร์ชะชะช่า ชุดที่ 5 (ต.ค. 46) ร่วมกับเกษม คมสันต์ ,สมชาย ไทรงาม , สันติสุข มุกดาหาร , บุญตา เมืองใหม่ และ สุพรรษา มาภิรมย์ - ชัวร์ชะชะช่า ชุดที่ 6 (ต.ค. 46) ร่วมกับเกษม คมสันต์ ,สมชาย ไทรงาม , สันติสุข มุกดาหาร , บุญตา เมืองใหม่ และ สุพรรษา มาภิรมย์ - จดหมายรักจากชัวร์ (ส.ค. 46) ร่วมกับมนต์สิทธิ์ คำสร้อย , ดำรง วงศ์ทอง , เกษม คมสันต์ , สมชาย ไทรงาม ,ฝน ธนสุนทร และ บุญตา เมืองใหม่รางวัลรางวัล. - เพลงไทยลูกทุ่งหญิงยอดนิยม “รางวัลพระพิฆเนศทองพระราชทาน ครั้งที่ 6” จากเพลง ติด ร. วิชาลืม เมื่อ 21 พฤษภาคม 2548
| ใครเป็นเจ้าของเพลงลูกทุ่ง ติด ร. วิชาลืม | {
"answer": [
"แอร์ สุชาวดี"
],
"answer_begin_position": [
98
],
"answer_end_position": [
110
]
} |
2,958 | 67,849 | แอร์ สุชาวดี แอร์ สุชาวดี เป็นนักร้องลูกทุ่ง เจ้าของเพลงดัง ติด ร. วิชาลืม และเพลงจะฝันถึงเธอประวัติ ประวัติ. แอร์ สุชาวดี มีชื่อจริงว่า ศิริพร พลนรา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "ปุณวรินทร์ พลนรา" เกิดเมื่อวันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ที่ จ. นครราชสีมา เป็นบุตรนายวัชระและนางกัญญารัตน์ พลนรา พ่อมีตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณคือปลัดอำเภอพระทองคำ จ.นครราชสีมา แม่ทำธุรกิจจัดสรรที่ดิน ปลูกบ้านจัดสรร จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.สุรนารีวิทยา สอบเอนทรานส์ ติดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แต่สละสิทธิ เพราะต้องมาเป็นนักร้องอาชีพที่กรุงเทพฯ จึงมาสมัครเรียนที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปัจจุบันกำลังศึกษา"คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แอร์ สุชาวดี เป็นบุตรคนเดียวของพ่อแม่ และมีพี่สาวต่างมารดาอีก 2 คน เป็นหลานของ พรพรรณ วนา ด้วยเหตุที่พ่อกับแม่ชอบเปิดฟังเพลงลูกทุ่งอยู่เป็นประจำ จึงเป็นผลทำให้แอร์ สุชาวดี ชอบเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เกิดก็ว่าได้เข้าสู่วงการ เข้าสู่วงการ. แอร์ สุชาวดี คลั่งไคล้การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งอย่างมากมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้น ม. 2 ประเภทรางวัลอะไรไม่สน ขอให้ได้ประกวด โดยมีพ่อกับแม่ช่วยเหลือในการฝึกซ้อมร้องเพลง จนในที่สุดเมื่อเรียนอยู่ชั้น ม.6 เธอก็ชนะเลิศการประกวดร้องเพลงในโครงการ “ฟอร์ด เรนเจอร์ ออนทัวร์” ที่จัดประกวดขึ้นที่จังหวัด นครราชสีมา ภาพและประวัติของผู้ชนะเลิศทั้งฝ่ายหญิงและชาย จะได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารราชาเสียงเพลง เรื่องนี้ทำให้ทางทีมงานชัวร์ออดิโอได้อ่านเจอประวัติของเธอ และสนใจจึงได้ติดต่อให้มาเทสต์เสียง และได้เซ็นสัญญาเป็นนักร้องในสังกัดในที่สุด โดยหลังจากที่ฝึกร้องอยู่ 1 ปี จึงได้มีผลงานในชุด ชัวร์ ช่า ช่า ช่า 3 , 4 , 5 และ 6 ก่อนจะได้ออกผลงานเดี่ยว ที่โด่งดังอย่างมาก หลังจากนั้นศิลปินเกิดมีปัญหากับทางค่ายเรื่องของส่วนแบ่งรายได้ที่ทางบริษัทแจ้งไม่ชัดเจน จึงได้หยุดร่วมงานกัน เพราะยังติดสัญญาอยู่กับทางบริษัท จึงทำให้ตลอดระยะเวลา 4 ปีกว่าที่ผ่านมา แอร์ สุชาวดีไม่สามารถออกผลงานเพลงชุดใหม่ได้ และเมื่อหมดอายุสัญญากับทางบริษัทชัวร์ออดิโอแล้ว แอร์ สุชาวดี จึงได้มีโอกาสออกผลงานเพลงชุดใหม่กับทางต้นสังกัดใหม่ คือ บริษัท รถไฟดนตรี ที่มีคุณระย้าเป็นบอสใหญ่ของค่าย ในชื่อชุดอัลบัม "สาวไฮเซอร์" เป็นอัลบัมเปิดตัว แอร์ สุชาวดี เป็นหลานสาวของพรพรรณ วนา อดีตนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสุชาร์ มานะยิ่ง (ออม) ดารา/นักแสดง อีกด้วยผลงานผลงานเดี่ยวผลงาน. ผลงานเดี่ยว. - ชุด ติด ร. วิชาลืม (2547) - ชุด สาวไฮเซอร์ (2551) - ชุด เจ้าสาวคนต่อไป (2554) - ชุด ผู้หญิงอย่างฉันไม่ได้ง่ายกับใครทุกคน (2555) 3 เพลง- ผู้หญิงอย่างฉันไม่ได้ง่ายกับใครทุกคน - ไม่มีเขาไม่เหงาตาย - เอาไปเลย LOVEผลงานกลุ่มผลงานกลุ่ม. - ชัวร์ชะชะช่า ชุดที่ 3 (ต.ค. 45) ร่วมกับมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ,ดำรง วงศ์ทอง , เกษม คมสันต์ , สมชาย ไทรงาม , ฝน ธนสุนทร ,อัมพร แหวนเพชร และ บุญตา เมืองใหม่ - ชัวร์ชะชะช่า ชุดที่ 4 (ต.ค. 45) ร่วมกับมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ,ดำรง วงศ์ทอง , เกษม คมสันต์ , สมชาย ไทรงาม , ฝน ธนสุนทร ,อัมพร แหวนเพชร และ บุญตา เมืองใหม่ - ชัวร์ชะชะช่า ชุดที่ 5 (ต.ค. 46) ร่วมกับเกษม คมสันต์ ,สมชาย ไทรงาม , สันติสุข มุกดาหาร , บุญตา เมืองใหม่ และ สุพรรษา มาภิรมย์ - ชัวร์ชะชะช่า ชุดที่ 6 (ต.ค. 46) ร่วมกับเกษม คมสันต์ ,สมชาย ไทรงาม , สันติสุข มุกดาหาร , บุญตา เมืองใหม่ และ สุพรรษา มาภิรมย์ - จดหมายรักจากชัวร์ (ส.ค. 46) ร่วมกับมนต์สิทธิ์ คำสร้อย , ดำรง วงศ์ทอง , เกษม คมสันต์ , สมชาย ไทรงาม ,ฝน ธนสุนทร และ บุญตา เมืองใหม่รางวัลรางวัล. - เพลงไทยลูกทุ่งหญิงยอดนิยม “รางวัลพระพิฆเนศทองพระราชทาน ครั้งที่ 6” จากเพลง ติด ร. วิชาลืม เมื่อ 21 พฤษภาคม 2548
| นักร้องลูกทุ่ง แอร์ สุชาวดี มีชื่อจริงว่าอะไร | {
"answer": [
"ศิริพร พลนรา"
],
"answer_begin_position": [
222
],
"answer_end_position": [
234
]
} |
2,959 | 604,438 | เพลงผีบอก เพลงผีบอก เป็นละครโทรทัศน์แนว สยองขวัญ-โรแมนติก ผลิตโดยบริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด และ บริษัท แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) สร้างจากเค้าโครงเรื่องของ นิพนธ์ ผิวเณร, ฉัตรชัย สุรสิทธิ์, ศุภชัย สิทธิอำพรพรรณ เขียนบทโทรทัศน์โดย ศุภชัย สิทธิอำพรพรรณ กำกับการแสดงโดย ฉัตรชัย สุรสิทธิ์ นำแสดงโดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, ชาคริต แย้มนาม, ชลิตา เฟื่องอารมย์ ออกอากาศทุกศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.25 - 21.25 น. เริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2543 – 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และมีแผนงานที่จะสร้างละครเรื่องนี้อีกครั้งโดยออกอากาศทางช่องวัน ในปี พ.ศ. 2560รายชื่อนักแสดงนำ พ.ศ. 2543รายชื่อนักแสดงนำ พ.ศ. 2543. - พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง รับบทเป็น เริงฤทธิ์ - ชาคริต แย้มนาม รับบทเป็น ธนาธร/แทน - ชลิตา เฟื่องอารมย์ รับบทเป็น ภัสสร - ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ รับบทเป็น ดนัย - ภาณุเดช วัฒนสุชาติ รับบทเป็น มนัส - ธัญญา วชิรบรรจง รับบทเป็น นาตยา - บดินทร์ ดุ๊ก รับบทเป็น รณ - วิศิษฐ์ ยุตติยงค์ รับบทเป็น ทยุต - ธิตินันท์ ชุ่มภาณี รับบทเป็น เจตต์ - รัฐพล จุลเปมะ รับบทเป็น ปรัตถ์ - มนตรี เกตุแก้ว รับบทเป็น หลวงตา - อรรถกร สุวรรณราช รับบทเป็น มัม - ธัชชัย ปาละกูล รับบทเป็น หมอผี - ด.ญ.พิมประภา ตั้งประภาพร รับบทเป็น มีโนร่า
| ใครคือผู้กำกับละครโทรทัศน์เรื่อง เพลงผีบอก ที่ออกอากาศเมื่อปี พ.ศ. 2543 | {
"answer": [
"ฉัตรชัย สุรสิทธิ์"
],
"answer_begin_position": [
362
],
"answer_end_position": [
379
]
} |
2,962 | 603,505 | ข้าวฟ่าง ข้าวฟ่าง, ข้าวฟ่างหางช้าง หรือ ข้าวฟ่างสมุทรโคดม () เป็นพืชปลูกในสกุลข้าวฟ่างและมีชื่อสามัญว่า sorghum เป็นพืชในวงศ์หญ้า อายุปีเดียว ต้นเดี่ยวหรือแตกกอที่โคน มีรากพิเศษเป็นรากฝอย ต้นตั้ง แห้งหรือฉ่ำน้ำ จืดหรือหวาน ส่วนกลางลำต้นมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ มีช่วงว่างในส่วนพิธ ใบเรียงสลับ กาบล้อมลำต้นโดยส่วนของกาบซ้อนเหลื่อมกัน มีไขนวลปกคลุม ลิ้นใบสั้น มีขนปกคลุมตามขอบด้านบน มีปากใบทั้งสองด้าน ดอกช่อ ผลแบบธัญพืชกลมหรือปลายมน แหลม ใช้เป็นอาหารทั้งมนุษย์และสัตว์ และใช้เป็นพืชเชื้อเพลิง ข้าวฟ่างหวานเป็นสายพันธุ์ที่ใช้ปลูกเพื่อผลิตน้ำตาลและเอทานอล ต้นสูงกว่าพันธุ์กินเมล็ดพันธุ์ พันธุ์. ข้าวฟ่างเป็นพืชที่มีความหลากหลายมาก แบ่งเป็น 5 กลุ่มพันธุ์คือ- กลุ่มพันธุ์ bicolor ช่อดอกแผ่ออก ก้านช่อดอกย่อยยาว ปลูกในเอเชียและแอฟริกา บางชนิดลำต้นมีรสหวาน ใช้ผลิตน้ำหวานและกากน้ำตาลได้ พันธุ์ที่เมล็ดมีรสขมใช้แต่งรสชาติเบียร์ได้แต่ใช้น้อย - กลุ่มพันธุ์ caudatom เมล็ดคล้ายหลังเต่า แบน 1 ด้าน โค้ง 3 ด้าน ก้านช่อดอกย่อยสั้นกว่าเมล็ดมาก พันธุ์นี้ปลูกในชาด ซูดาน ไนจีเรียและยูกันดา - กลุ่มพันธุ์ durra ช่อดอกแน่น ช่อดอกย่อยไม่มีก้าน ลักษณะแบน ก้านช่อย่อยอันล่างเป็นรอยพับ เมล็ดมักจะกลม ปลูกมากในทะเลทรายซะฮารา แอฟริกาตะวันตกและตะวันออก รวมทั้งในอินเดีย - กลุ่มพันธุ์ guiveea ช่อดอกขนาดใหญ่ ช่อแผ่กว้าง เมื่อแก่ก้านช่อดอกจะห้อยลง เมล็ดแบน บิดอยู่ระหว่างกาบช่อย่อยเมื่อแก่ นิยมปลูกในแอฟริกา ในสมัยก่อนนิยมใช้เป็นอาหารระหว่างการเดินเรือ - กลุ่มพันธุ์ kafir ช่อดอกค่อนข้างแน่น ทรงกระบอก ช่อดอกรูปรี ไม่มีก้านช่อดอกย่อย เป็นอาหารหลักในแทนซาเนียและใบแอฟริกาการใช้ประโยชน์ การใช้ประโยชน์. คาดว่าข้าวฟ่างมีถิ่นกำเนิดในเอธิโอเปีย จากนั้นแพร่กระจายไปตามเส้นทางการค้าหรือการเดินเรือ เป็นพืชอาหารที่สำคัญในแอฟริกาและเอเชีย และเป็นพืชอาหารสัตว์ที่สำคัญในสหรัฐและออสเตรเลีย ปรุงได้ทั้งโดยการค่วและต้ม ใช้ทำโจ๊ก อบขนมปัง หรือผลิตเบียร์ โดยใช้เมล็ดข้าวฟ่างไปเพาะให้งอก ในจีนใช้เมล็ดข้าวฟ่างผลิตเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้ำส้มสายชู ต้นข้าวฟ่างใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง เชื้อเพลิงและอาหารสัตว์ ลำต้นของข้าวฟ่างหวานใช้เป็นอาหารสัตว์และผลิตน้ำตาล เมล็ดข้าวฟ่างมีแทนนินซึ่งทำให้โปรตีนในข้าวฟ่างย่อยได้น้อย โปรตีนในข้าวฟ่างส่วนใหญ่เป็นโพร์ลามีนที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร โปรตีนที่มีประโยชน์มีเพียง 8-9% ขาดกรดอะมิโน 3 ชนิดคือ ไลซีน เมทไทโอนีน และทรีโอนีน ลำต้นของข้าวฟ่างมีสารกลุ่มคูร์รินซึ่งจะสลายตัวได้เป็นกรดไฮโดรไซยานิก ที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ สารนี้มีมากในใบอ่อนและหน่อ และต้นที่พบปัญหาแล้งจัด ต้นที่อายุมากขึ้น กรดไฮโดรไซยานิกจะลดลง เมื่อเป็นหญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก สารนี้จะสลายตัวไป
| ข้าวฟ่างมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศใด | {
"answer": [
"เอธิโอเปีย"
],
"answer_begin_position": [
1579
],
"answer_end_position": [
1589
]
} |
2,963 | 299,715 | เฮง เฮง เฮง เฮง เฮง เฮง เป็นละครโทรทัศน์ประเภทซิตคอม ผลิตโดย บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด หรือ ฝ่ายบริหารละครโทรทัศน์และซิทคอม สถานีโทรทัศน์ช่องวัน อำนวยการผลิตโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ กำกับการแสดงโดย นพพร กำธรเจริญ และ เสกสรร สิงอุไร บทโทรทัศน์ โดย อภิศรา วงศร, ชวนนท์ สารพัฒน์,วรรณถวิล สุขน้อย และ กรณิภา ดวงมุสิทธิ์ ออกอากาศครั้งแรกทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ทุกวันเสาร์ เวลา 11.00 น.- 11.45 น. เริ่มออกอากาศวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545 ถึงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2549 ต่อมาได้ย้ายไปออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทุกวันเสาร์ เวลา 9.45 น.- 10.30 น. เริ่มออกอากาศ ปี พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 ซิทคอม เฮง เฮง เฮง ได้ย้ายมาออกอากาศทาง ช่องวัน หลังจากสิ้นสุดการออกอากาศตามระยะเวลาที่ขอต่อไว้เพิ่มเติมที่ช่อง 3 โดยเริ่มออกอากาศทางช่องวัน ทุกวันเสาร์ เวลา 11.00 น. - 12.00 น. เริ่มออกอากาศวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558 - ปัจจุบัน และตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป เฮง เฮง เฮง ได้ย้ายเวลามาออกอากาศ เป็นทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 - 11.00 น. เช่นเดียวกับ ผู้กองเจ้าเสน่ห์ และในวันที่ 25 มิถุนายน 2559 สำหรับละครเฮง เฮง เฮงจะเป็นการออกอากาศครั้งสุดท้ายโดยให้เหตุผลเดียวกับบางรักซอย 9 และ นัดกับนัดตัวละครตัวละครหลักตัวละคร. ตัวละครหลัก. - กล้วย เชิญยิ้ม รับบท อาฮวด - ปิยะมาศ โมนยะกุล รับบท อาเจ็ง - ราศี วัชราพลเมฆ รับบท อาบุ๊ง - กวินรัฎฐ์ ยศอมรสุนทร รับบท อาตง - คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ รับบท อาหมวย - เดชบดินทร์ ฉายทองดี รับบท อาเหมา - ถั่วแระ เชิญยิ้ม รับบท ป๋อง - จอย ชวนชื่น รับบท ลำไย - สินีนาฎ โพธิเวส รับบท อาม่า - เชษฐวุฒิ วัชรคุณ รับบท แจ็ค - ท๊อป ดอกกระโดน รับบท โต - ต่าย อรทัย รับบท ดอกหญ้า - ช่อน, ดุก, บู่ตัวละครรับเชิญที่ยังมีบทบาทตัวละครรับเชิญที่ยังมีบทบาท. - ไพโรจน์ ใจสิงห์ รับบท อาไซ้ - น้องคนดี - ยิ่งยง ยอดบัวงาม รับบท ต้อยติ่ง - อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล รับบท หนูแดง ก่อนอาตงแต่งงาน - กิตติ เชี่ยววงศ์กุล รับบท หนูแดง หลังอาตงแต่งงาน 5 ปี - ตี๋ ดอกสะเดา รับบท อาซ้ง - รณเดช วงศาโรจน์ รับบท แม็ค - พีรยา แดงประสิทธิ์ รับบท เนยตัวละครที่ไม่ได้ปรากฏตัวแล้วตัวละครที่ไม่ได้ปรากฏตัวแล้ว. - สรณัฐ มัสยวานิช รับบท อาเล้ง - ภคชนก์ โวอ่อนศรี รับบท สุทิน บุญทองปรือ - วสันต์ อุตตมะโยธิน รับบท อาฮุย - วนิดา แสงสุข รับบท ป้อม - ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ รับบท ซันรายชื่อตอนพ.ศ. 2545 (ปี 1)พ.ศ. 2546 (ปี 2)พ.ศ. 2547 (ปี 3)พ.ศ. 2548 (ปี 4)พ.ศ. 2549 (ปี 5)พ.ศ. 2550 (ปี 6)พ.ศ. 2551 (ปี 7)พ.ศ. 2552 (ปี 8)พ.ศ. 2553 (ปี 9)พ.ศ. 2554 (ปี 10)พ.ศ. 2555 (ปี 11)พ.ศ. 2556 (ปี 12)พ.ศ. 2557 (ปี 13)พ.ศ. 2558 (ปี 14)รายชื่อตอน. พ.ศ. 2558 (ปี 14). - หมายเหตุ - รวมจำนวนตอนที่ออกอากาศทางช่อง3ในปี 2558 ทั้งหมด 35 ตอน - ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ซิทคอม เฮง เฮง เฮง ย้ายมาออกอากาศทาง ช่องวัน เวลา 11.00 น.- 12.00 น. - หมายเหตุ - รวมจำนวนตอนที่ออกอากาศทางช่องวันในปี 2558 ทั้งหมด 12 ตอน และตอนพิเศษอีก 1 ตอนพ.ศ. 2559 (ปี 15)เพลงประกอบซิทคอมไตเติลเริ่มเรื่องเพลงประกอบซิทคอม. ไตเติลเริ่มเรื่อง. - เฮง เฮง เฮง นักร้อง ไชน่า ดอลส์ ตอนที่ 1-ปัจจุบันไตเติลจบเรื่องไตเติลจบเรื่อง. - เฮง เฮง เฮง นักร้อง ไชน่า ดอลส์ ตอนที่ 1-ปัจจุบันรางวัลรางวัล. - ได้รับรางวัลรายการตลกยอดเยี่ยม (Best Comedy Programme) ในงานประกาศผลรางวัล Asian Television Awards 2013 ที่ประเทศสิงคโปร์
| ละครโทรทัศน์ไทยเรื่อง เฮง เฮง เฮง เริ่มออกอากาศวันแรกเมื่อปี พ.ศ. ใด | {
"answer": [
"2545"
],
"answer_begin_position": [
531
],
"answer_end_position": [
535
]
} |
2,964 | 299,715 | เฮง เฮง เฮง เฮง เฮง เฮง เป็นละครโทรทัศน์ประเภทซิตคอม ผลิตโดย บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด หรือ ฝ่ายบริหารละครโทรทัศน์และซิทคอม สถานีโทรทัศน์ช่องวัน อำนวยการผลิตโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ กำกับการแสดงโดย นพพร กำธรเจริญ และ เสกสรร สิงอุไร บทโทรทัศน์ โดย อภิศรา วงศร, ชวนนท์ สารพัฒน์,วรรณถวิล สุขน้อย และ กรณิภา ดวงมุสิทธิ์ ออกอากาศครั้งแรกทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ทุกวันเสาร์ เวลา 11.00 น.- 11.45 น. เริ่มออกอากาศวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545 ถึงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2549 ต่อมาได้ย้ายไปออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทุกวันเสาร์ เวลา 9.45 น.- 10.30 น. เริ่มออกอากาศ ปี พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 ซิทคอม เฮง เฮง เฮง ได้ย้ายมาออกอากาศทาง ช่องวัน หลังจากสิ้นสุดการออกอากาศตามระยะเวลาที่ขอต่อไว้เพิ่มเติมที่ช่อง 3 โดยเริ่มออกอากาศทางช่องวัน ทุกวันเสาร์ เวลา 11.00 น. - 12.00 น. เริ่มออกอากาศวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558 - ปัจจุบัน และตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป เฮง เฮง เฮง ได้ย้ายเวลามาออกอากาศ เป็นทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 - 11.00 น. เช่นเดียวกับ ผู้กองเจ้าเสน่ห์ และในวันที่ 25 มิถุนายน 2559 สำหรับละครเฮง เฮง เฮงจะเป็นการออกอากาศครั้งสุดท้ายโดยให้เหตุผลเดียวกับบางรักซอย 9 และ นัดกับนัดตัวละครตัวละครหลักตัวละคร. ตัวละครหลัก. - กล้วย เชิญยิ้ม รับบท อาฮวด - ปิยะมาศ โมนยะกุล รับบท อาเจ็ง - ราศี วัชราพลเมฆ รับบท อาบุ๊ง - กวินรัฎฐ์ ยศอมรสุนทร รับบท อาตง - คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ รับบท อาหมวย - เดชบดินทร์ ฉายทองดี รับบท อาเหมา - ถั่วแระ เชิญยิ้ม รับบท ป๋อง - จอย ชวนชื่น รับบท ลำไย - สินีนาฎ โพธิเวส รับบท อาม่า - เชษฐวุฒิ วัชรคุณ รับบท แจ็ค - ท๊อป ดอกกระโดน รับบท โต - ต่าย อรทัย รับบท ดอกหญ้า - ช่อน, ดุก, บู่ตัวละครรับเชิญที่ยังมีบทบาทตัวละครรับเชิญที่ยังมีบทบาท. - ไพโรจน์ ใจสิงห์ รับบท อาไซ้ - น้องคนดี - ยิ่งยง ยอดบัวงาม รับบท ต้อยติ่ง - อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล รับบท หนูแดง ก่อนอาตงแต่งงาน - กิตติ เชี่ยววงศ์กุล รับบท หนูแดง หลังอาตงแต่งงาน 5 ปี - ตี๋ ดอกสะเดา รับบท อาซ้ง - รณเดช วงศาโรจน์ รับบท แม็ค - พีรยา แดงประสิทธิ์ รับบท เนยตัวละครที่ไม่ได้ปรากฏตัวแล้วตัวละครที่ไม่ได้ปรากฏตัวแล้ว. - สรณัฐ มัสยวานิช รับบท อาเล้ง - ภคชนก์ โวอ่อนศรี รับบท สุทิน บุญทองปรือ - วสันต์ อุตตมะโยธิน รับบท อาฮุย - วนิดา แสงสุข รับบท ป้อม - ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ รับบท ซันรายชื่อตอนพ.ศ. 2545 (ปี 1)พ.ศ. 2546 (ปี 2)พ.ศ. 2547 (ปี 3)พ.ศ. 2548 (ปี 4)พ.ศ. 2549 (ปี 5)พ.ศ. 2550 (ปี 6)พ.ศ. 2551 (ปี 7)พ.ศ. 2552 (ปี 8)พ.ศ. 2553 (ปี 9)พ.ศ. 2554 (ปี 10)พ.ศ. 2555 (ปี 11)พ.ศ. 2556 (ปี 12)พ.ศ. 2557 (ปี 13)พ.ศ. 2558 (ปี 14)รายชื่อตอน. พ.ศ. 2558 (ปี 14). - หมายเหตุ - รวมจำนวนตอนที่ออกอากาศทางช่อง3ในปี 2558 ทั้งหมด 35 ตอน - ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ซิทคอม เฮง เฮง เฮง ย้ายมาออกอากาศทาง ช่องวัน เวลา 11.00 น.- 12.00 น. - หมายเหตุ - รวมจำนวนตอนที่ออกอากาศทางช่องวันในปี 2558 ทั้งหมด 12 ตอน และตอนพิเศษอีก 1 ตอนพ.ศ. 2559 (ปี 15)เพลงประกอบซิทคอมไตเติลเริ่มเรื่องเพลงประกอบซิทคอม. ไตเติลเริ่มเรื่อง. - เฮง เฮง เฮง นักร้อง ไชน่า ดอลส์ ตอนที่ 1-ปัจจุบันไตเติลจบเรื่องไตเติลจบเรื่อง. - เฮง เฮง เฮง นักร้อง ไชน่า ดอลส์ ตอนที่ 1-ปัจจุบันรางวัลรางวัล. - ได้รับรางวัลรายการตลกยอดเยี่ยม (Best Comedy Programme) ในงานประกาศผลรางวัล Asian Television Awards 2013 ที่ประเทศสิงคโปร์
| นักแสดงคนใดที่รับบท อาฮวด ในละครโทรทัศน์ไทยเรื่อง เฮง เฮง เฮง | {
"answer": [
"กล้วย เชิญยิ้ม"
],
"answer_begin_position": [
1281
],
"answer_end_position": [
1295
]
} |
2,965 | 152,237 | วินัย จุลละบุษปะ วินัย จุลละบุษปะ (12 มิถุนายน พ.ศ. 2465 — 14 กันยายน พ.ศ. 2542) เป็นอดีตนักร้องนำวงดนตรีสุนทราภรณ์ และหัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ และวงสังคีตสัมพันธ์ประวัติวัยต้น ประวัติ. วัยต้น. เดิมชื่อ วัฒนา จุลละบุษปะ เกิดที่บ้านข้างวัดมหรรณพาราม กรุงเทพ เป็นบุตรคนโต ใน 5 คนของ ขุนประมาณธนกิจ (ถม จุลละบุษปะ) และนางน้อม บิดารับราชการเป็นคลังจังหวัด และต้องโยกย้ายตามบิดาตั้งแต่เด็ก จนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดราชบพิธ ญาติผู้ใหญ่เห็นว่ารักการร้องเพลง จึงฝากงานให้ที่กรมโฆษณาการ (ปัจจุบันคือ กรมประชาสัมพันธ์) และได้ใช้เวลาว่าฝึกฝนร้องเพลงกับครูเวส สุนทรจามร พร้อมกับนักร้องอีกคน คือ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี จนได้บรรจุเป็นนักร้องกรมโฆษณาการเมื่อ พ.ศ. 2488วัยทำงาน วัยทำงาน. รับราชการอยู่ที่กรมโฆษณาการ และกรมประชาสัมพันธ์นานถึง 38 ปี โดยไม่เคยไปทำงานที่อื่นเลย รับตำแหน่งหัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ สืบแทนครูเอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ปรากฏตัวต่อสาธารณชนด้วยเพลงแรก ทาสน้ำเงิน บนเวทีโรงภาพยนตร์โอเดียน โดยการสนับสนุนของครูเวส มีผลงานขับร้องทั้งสิ้น 219 เพลง ที่มีชื่อเสียงคือ เย็นลมว่าว แต่งโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน และครูแก้ว อัจฉริยะกุล ในปี พ.ศ. 2495 ได้พบกับ ศรีสุดา รัชตะวรรณ ซึ่งเข้ามาเป็นนักร้องใหม่ของกรมประชาสัมพันธ์ และใช้ชีวิตคู่กันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2499 โดยไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาได้จดทะเบียนสมรส เมื่อ พ.ศ. 2533วัยเกษียณ วัยเกษียณ. หลังเกษียณอายุราชการ เมื่อ พ.ศ. 2526 วินัยและศรีสุดาได้ร่วมกันตั้งวงดนตรีชื่อว่า วงดนตรีสังคีตสัมพันธ์ โดยมีครูเสถียร ปานคง อดีตข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ควบคุมวง วินัย จุลละบุษปะถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2542 อายุ 77 ปี พิธีพระราชทานเพลิงศพ จัดขึ้น ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร เมื่อวันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2542ผลงานเพลง ผลงานเพลง. วินัย จุลละบุษะปะ ได้ขับร้องผลงานเพลงไว้อย่างมากมายในฐานะ นักร้องนำของวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์และวงดนตรีสุนทราภรณ์ โดยได้รับฉายาว่า "ราชาแทงโก้" ซึ่งมาจากเพลงที่มีจังหวะแทงโก้หลายเพลงที่วินัยร้องไว้ ซึ่งผลงานเพลงที่ได้รับความนิยม เช่น - ฟอร์เฟื่องฟ้า - พรหมลิขิต - เย็นลมว่าว - พรานล่อเนื้อ - กลิ่นสไบนาง - ม่านมงคล และมีหลายผลงานเพลงที่ร้องคู่กับนักร้องท่านอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมเช่น - ชื่นชีวิต (นำหมู่คู่ ศรีสุดา รัชตะวรรณ) - เดือนประดับใจ (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) - ฝันหวาน (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) - พายเรือพลอดรัก (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) - ดวงเดือน (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) - ลมเพ้อ (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) เป็นต้น
| ใครคือหัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ที่รับตำแหน่งแทนครูเอื้อ สุนทรสนาน | {
"answer": [
"วินัย จุลละบุษปะ"
],
"answer_begin_position": [
108
],
"answer_end_position": [
124
]
} |
2,966 | 152,237 | วินัย จุลละบุษปะ วินัย จุลละบุษปะ (12 มิถุนายน พ.ศ. 2465 — 14 กันยายน พ.ศ. 2542) เป็นอดีตนักร้องนำวงดนตรีสุนทราภรณ์ และหัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ และวงสังคีตสัมพันธ์ประวัติวัยต้น ประวัติ. วัยต้น. เดิมชื่อ วัฒนา จุลละบุษปะ เกิดที่บ้านข้างวัดมหรรณพาราม กรุงเทพ เป็นบุตรคนโต ใน 5 คนของ ขุนประมาณธนกิจ (ถม จุลละบุษปะ) และนางน้อม บิดารับราชการเป็นคลังจังหวัด และต้องโยกย้ายตามบิดาตั้งแต่เด็ก จนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดราชบพิธ ญาติผู้ใหญ่เห็นว่ารักการร้องเพลง จึงฝากงานให้ที่กรมโฆษณาการ (ปัจจุบันคือ กรมประชาสัมพันธ์) และได้ใช้เวลาว่าฝึกฝนร้องเพลงกับครูเวส สุนทรจามร พร้อมกับนักร้องอีกคน คือ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี จนได้บรรจุเป็นนักร้องกรมโฆษณาการเมื่อ พ.ศ. 2488วัยทำงาน วัยทำงาน. รับราชการอยู่ที่กรมโฆษณาการ และกรมประชาสัมพันธ์นานถึง 38 ปี โดยไม่เคยไปทำงานที่อื่นเลย รับตำแหน่งหัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ สืบแทนครูเอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ปรากฏตัวต่อสาธารณชนด้วยเพลงแรก ทาสน้ำเงิน บนเวทีโรงภาพยนตร์โอเดียน โดยการสนับสนุนของครูเวส มีผลงานขับร้องทั้งสิ้น 219 เพลง ที่มีชื่อเสียงคือ เย็นลมว่าว แต่งโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน และครูแก้ว อัจฉริยะกุล ในปี พ.ศ. 2495 ได้พบกับ ศรีสุดา รัชตะวรรณ ซึ่งเข้ามาเป็นนักร้องใหม่ของกรมประชาสัมพันธ์ และใช้ชีวิตคู่กันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2499 โดยไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาได้จดทะเบียนสมรส เมื่อ พ.ศ. 2533วัยเกษียณ วัยเกษียณ. หลังเกษียณอายุราชการ เมื่อ พ.ศ. 2526 วินัยและศรีสุดาได้ร่วมกันตั้งวงดนตรีชื่อว่า วงดนตรีสังคีตสัมพันธ์ โดยมีครูเสถียร ปานคง อดีตข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ควบคุมวง วินัย จุลละบุษปะถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2542 อายุ 77 ปี พิธีพระราชทานเพลิงศพ จัดขึ้น ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร เมื่อวันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2542ผลงานเพลง ผลงานเพลง. วินัย จุลละบุษะปะ ได้ขับร้องผลงานเพลงไว้อย่างมากมายในฐานะ นักร้องนำของวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์และวงดนตรีสุนทราภรณ์ โดยได้รับฉายาว่า "ราชาแทงโก้" ซึ่งมาจากเพลงที่มีจังหวะแทงโก้หลายเพลงที่วินัยร้องไว้ ซึ่งผลงานเพลงที่ได้รับความนิยม เช่น - ฟอร์เฟื่องฟ้า - พรหมลิขิต - เย็นลมว่าว - พรานล่อเนื้อ - กลิ่นสไบนาง - ม่านมงคล และมีหลายผลงานเพลงที่ร้องคู่กับนักร้องท่านอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมเช่น - ชื่นชีวิต (นำหมู่คู่ ศรีสุดา รัชตะวรรณ) - เดือนประดับใจ (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) - ฝันหวาน (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) - พายเรือพลอดรัก (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) - ดวงเดือน (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) - ลมเพ้อ (คู่ ชวลีย์ ช่วงวิทย์) เป็นต้น
| วินัย จุลละบุษะปะ นักร้องนำของวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์และวงดนตรีสุนทราภรณ์ มีฉายาว่าอะไร | {
"answer": [
"ราชาแทงโก้"
],
"answer_begin_position": [
1871
],
"answer_end_position": [
1881
]
} |
2,967 | 795,634 | จักรพรรดินิโจ จักรพรรดินิโจ () (31 กรกฎาคม ค.ศ. 1143 - 5 กันยายน ค.ศ. 1165) จักรพรรดิองค์ที่ 78 แห่ง ราชวงศ์ญี่ปุ่น ตามที่ได้บันทึกไว้ใน รายพระนามจักรพรรดิญี่ปุ่น ครองสิริราชสมบัติระหว่าง ค.ศ. 1158 - ค.ศ. 1165พระราชประวัติ พระราชประวัติ. จักรพรรดินิโจมีพระนามเดิมก่อนจะขึ้นสืบราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศว่า เจ้าชายโมะริฮิโตะ () เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ใน จักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะ และเป็นพระเชษฐาต่างพระราชมารดาของ จักรพรรดิทะกะกุระ รวมถึงเป็นพระราชบิดาของ จักรพรรดิโระกุโจเหตุการณ์ในพระชนม์ชีพของจักรพรรดินิโจ เหตุการณ์ในพระชนม์ชีพของจักรพรรดินิโจ. จักรพรรดินิโจได้รับการสถาปนาเป็นรัชทายาทใน จักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะ- 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1156 (วันที่ 2 เดือน 7 ปี โฮเง็ง ที่ 1) : ไดโจโฮโอ โทะบะ สวรรคตเมื่อพระชนมายุได้ 54 พรรษา- 28 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม ค.ศ. 1156 (วันที่ 10 - 29 เดือน 7 ปี โฮเง็ง ที่ 1) : เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า กบฏปีโฮเง็ง ความขัดแย้งระหว่างอดีต จักรพรรดิซุโตะกุ กับ จักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะ ผู้เป็นพระราชอนุชา- 5 กันยายน ค.ศ. 1158 (วันที่ 11 เดือน 8 ปี โฮเง็ง ที่ 4) : ปีที่ 3 ในรัชสมัยของจักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะองค์จักรพรรดิสละราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายโมะริฮิโตะ หลังจากจักรพรรดินิโจประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกพระราชอำนาจทั้งหมดอยู่ที่อดีตจักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะทำให้ทรงเป็น ไดโจโฮโอ (มหาธรรมราชา)- 19 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1159 (วันที่ 9 - 26 เดือน 1 ปี เฮจิ ที่ 1) : เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า กบฏปีเฮจิ ความขัดแย้งระหว่างตระกูลซะมุไรใหญ่ 2 ตระกูลคือ ตระกูลไทระ และ ตระกูลมินะโมะโตะ- 14 กันยายน ค.ศ. 1164 (วันที่ 26 เดือน 8 ปี โชคัง ที่ 2) : อดีตจักรพรรดิซุโตะกุสวรรคตเมื่อพระชนมายุ 46 พรรษา- ค.ศ. 1165 (ปี เอะอิมัง ที่ 1) : จักรพรรดินิโจทรงสถาปนาเจ้าชายโนะบุฮิโตะพระราชโอรสพระองค์เดียวเป็นรัชทายาท- 3 สิงหาคม ค.ศ. 1165 (วันที่ 25 เดือน 6 ปี เอะอิมัง ที่ 1) : ปีที่ 7 ในรัชสมัยจักรพรรดินิโจทรงพระประชวรหนักทำให้ทรงสละราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายโนะบุฮิโตะที่รัชทายาทขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อมาเป็น จักรพรรดิโระกุโจ- 4 กันยายน ค.ศ. 1165 (วันที่ 27 เดือน 7 ปี เอะอิมัง ที่ 1) : จักรพรรดิโระกุโจทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกที่ พระราชวังหลวงเฮอัง- 5 กันยายน ค.ศ. 1165 (วันที่ 28 เดือน 7 ปี เอะอิมัง ที่ 1) : อดีตจักรพรรดินิโจสวรรคตเมื่อพระชนมายุเพียง 22 พรรษาพระราชวงศ์พระราชวงศ์. - จักรพรรดินี : เจ้าหญิงโยะชิโกะ (1684 – 1719) พระราชธิดาใน จักรพรรดิโทะบะ- จักรพรรดินี : ฟุจิวะระ โนะ อิกุชิ (1689 – 1716)- จักรพรรดินี : ฟุจิวะระ โนะ ทะชิ (1683 – 1744) ธิดาของ คินโยะชิ โทะกุไดจิ ธิดาบุญธรรมของ ฟุจิวะระ โนะ โยะรินะงะ จักรพรรดินีใน จักรพรรดิโคะโนะเอะ
| จักรพรรดินิโจเป็นจักรพรรดิองค์ที่เท่าไรของราชวงศ์ญี่ปุ่น | {
"answer": [
"78"
],
"answer_begin_position": [
181
],
"answer_end_position": [
183
]
} |
2,968 | 795,634 | จักรพรรดินิโจ จักรพรรดินิโจ () (31 กรกฎาคม ค.ศ. 1143 - 5 กันยายน ค.ศ. 1165) จักรพรรดิองค์ที่ 78 แห่ง ราชวงศ์ญี่ปุ่น ตามที่ได้บันทึกไว้ใน รายพระนามจักรพรรดิญี่ปุ่น ครองสิริราชสมบัติระหว่าง ค.ศ. 1158 - ค.ศ. 1165พระราชประวัติ พระราชประวัติ. จักรพรรดินิโจมีพระนามเดิมก่อนจะขึ้นสืบราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศว่า เจ้าชายโมะริฮิโตะ () เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ใน จักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะ และเป็นพระเชษฐาต่างพระราชมารดาของ จักรพรรดิทะกะกุระ รวมถึงเป็นพระราชบิดาของ จักรพรรดิโระกุโจเหตุการณ์ในพระชนม์ชีพของจักรพรรดินิโจ เหตุการณ์ในพระชนม์ชีพของจักรพรรดินิโจ. จักรพรรดินิโจได้รับการสถาปนาเป็นรัชทายาทใน จักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะ- 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1156 (วันที่ 2 เดือน 7 ปี โฮเง็ง ที่ 1) : ไดโจโฮโอ โทะบะ สวรรคตเมื่อพระชนมายุได้ 54 พรรษา- 28 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม ค.ศ. 1156 (วันที่ 10 - 29 เดือน 7 ปี โฮเง็ง ที่ 1) : เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า กบฏปีโฮเง็ง ความขัดแย้งระหว่างอดีต จักรพรรดิซุโตะกุ กับ จักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะ ผู้เป็นพระราชอนุชา- 5 กันยายน ค.ศ. 1158 (วันที่ 11 เดือน 8 ปี โฮเง็ง ที่ 4) : ปีที่ 3 ในรัชสมัยของจักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะองค์จักรพรรดิสละราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายโมะริฮิโตะ หลังจากจักรพรรดินิโจประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกพระราชอำนาจทั้งหมดอยู่ที่อดีตจักรพรรดิโกะ-ชิระกะวะทำให้ทรงเป็น ไดโจโฮโอ (มหาธรรมราชา)- 19 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1159 (วันที่ 9 - 26 เดือน 1 ปี เฮจิ ที่ 1) : เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า กบฏปีเฮจิ ความขัดแย้งระหว่างตระกูลซะมุไรใหญ่ 2 ตระกูลคือ ตระกูลไทระ และ ตระกูลมินะโมะโตะ- 14 กันยายน ค.ศ. 1164 (วันที่ 26 เดือน 8 ปี โชคัง ที่ 2) : อดีตจักรพรรดิซุโตะกุสวรรคตเมื่อพระชนมายุ 46 พรรษา- ค.ศ. 1165 (ปี เอะอิมัง ที่ 1) : จักรพรรดินิโจทรงสถาปนาเจ้าชายโนะบุฮิโตะพระราชโอรสพระองค์เดียวเป็นรัชทายาท- 3 สิงหาคม ค.ศ. 1165 (วันที่ 25 เดือน 6 ปี เอะอิมัง ที่ 1) : ปีที่ 7 ในรัชสมัยจักรพรรดินิโจทรงพระประชวรหนักทำให้ทรงสละราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายโนะบุฮิโตะที่รัชทายาทขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อมาเป็น จักรพรรดิโระกุโจ- 4 กันยายน ค.ศ. 1165 (วันที่ 27 เดือน 7 ปี เอะอิมัง ที่ 1) : จักรพรรดิโระกุโจทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกที่ พระราชวังหลวงเฮอัง- 5 กันยายน ค.ศ. 1165 (วันที่ 28 เดือน 7 ปี เอะอิมัง ที่ 1) : อดีตจักรพรรดินิโจสวรรคตเมื่อพระชนมายุเพียง 22 พรรษาพระราชวงศ์พระราชวงศ์. - จักรพรรดินี : เจ้าหญิงโยะชิโกะ (1684 – 1719) พระราชธิดาใน จักรพรรดิโทะบะ- จักรพรรดินี : ฟุจิวะระ โนะ อิกุชิ (1689 – 1716)- จักรพรรดินี : ฟุจิวะระ โนะ ทะชิ (1683 – 1744) ธิดาของ คินโยะชิ โทะกุไดจิ ธิดาบุญธรรมของ ฟุจิวะระ โนะ โยะรินะงะ จักรพรรดินีใน จักรพรรดิโคะโนะเอะ
| จักรพรรดินิโจมีพระนามเดิมก่อนจะขึ้นสืบราชบัลลังก์ว่าอะไร | {
"answer": [
"เจ้าชายโมะริฮิโตะ"
],
"answer_begin_position": [
389
],
"answer_end_position": [
406
]
} |
2,969 | 74,666 | กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ประเทศไทย) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ () เป็นหน่วยงานราชการไทยประเภทกระทรวง ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในชื่อ กระทรวงเกษตรพานิชการ มี เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ขณะมีบรรดาศักดิ์ที่พระยาภาสกรวงศ์เป็นเสนาบดีคนแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2439 ได้ยุบรวมกระทรวงเกษตรพานิชการเข้ากับ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ พร้อมกับลดฐานะลงเป็นกรม ๆ หนึ่ง ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2442 มีพระบรมราชโองการแยกกรมเกษตรพานิชการออกมาตั้งเป็นกระทรวงใหม่ใช้ชื่อว่า กระทรวงเกษตราธิการ มี เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ขณะมีบรรดาศักดิ์ที่พระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เป็นเสนาบดีคนแรก โดยใช้ หอรัษฎากรพิพัฒน์ เป็นที่ทำการชั่วคราว ในปี พ.ศ. 2475 ได้มีการยุบรวมกระทรวงเกษตราธิการเข้ากับ กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ใช้ชื่อว่า กระทรวงเกษตรพาณิชยการ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อและอำนาจหน้าที่จากกระทรวงเกษตรพาณิชยการเป็น กระทรวงเศรษฐการ ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2515 มีประกาศของคณะปฏิวัติ ที่ 216ก่อให้เกิดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนแรก ได้แก่ ดร.ปรีดา กรรณสูตภารกิจและหน้าที่ ภารกิจและหน้าที่. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเกษตรกรรม การจัดหาแหล่งน้ำและพัฒนาระบบชลประทาน ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร ส่งเสริมและพัฒนาระบบสหกรณ์ รวมตลอดทั้งกระบวนการผลิตและสินค้าเกษตรกรรม และราชการอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายนามปลัดกระทรวงหน่วยงานในสังกัดส่วนราชการหน่วยงานในสังกัด. ส่วนราชการ. - สำนักงานรัฐมนตรี - สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - กรมวิชาการเกษตร - กรมประมง - กรมปศุสัตว์ - กรมชลประทาน - กรมพัฒนาที่ดิน - กรมส่งเสริมการเกษตร - กรมส่งเสริมสหกรณ์ - กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ - สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร - สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม - สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ - กรมฝนหลวงและการบินเกษตร - กรมการข้าว - กรมหม่อนไหมรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจ. นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งมีการจัดองค์กรการบริหารในรูปรัฐวิสาหกิจ คือ- องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) - องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย - องค์การสะพานปลา - การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในอดีต- สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) - องค์การสวนยาง (อสย.) - องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป. , ถูกโอนไปสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)องค์การมหาชนองค์การมหาชน. - สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) - สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) - สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)
| กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สถาปนาเมื่อปี พ.ศ. ใด | {
"answer": [
"2435"
],
"answer_begin_position": [
241
],
"answer_end_position": [
245
]
} |
2,970 | 120,499 | เพรสสิเดนท์สคัพ การแข่งขันกอล์ฟเพรสสิเดนท์สคัพ (The Presidents Cup) เป็นการแข่งขันกอล์ฟประเภททีม ระหว่างทีมสหรัฐอเมริกา กับทีมนานาชาติ (ยกเว้นผู้เล่นจากทวีปยุโรป) จัดการแข่งขันทุกสองปี การแข่งขันครั้งแรกจัดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 แต่ละทีมจะมีผู้เล่นทีมละ 12 คน โดย 10 คน คัดเลือกจากอันดับโลก อีก 2 คนที่เหลือเป็นสิทธิ์ของกัปตันทีมที่จะเลือกผู้เล่นที่เหมาะสม ในปี ค.ศ.2007 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน ที่สนามรอยัล มอนทรีออล กอล์ฟ คลับ ในประเทศแคนาดา กัปตันทีมสหรัฐคือ แจ๊ค นิคลอส ส่วนกัปตันทีมนานาชาติคือ แกรี เพลย์เยอร์ เป็นการแข่งขันครั้งที่ 7 การแข่งขัน 6 ครั้งก่อนหน้า ทีมสหรัฐชนะ 4 ครั้ง ทีมนานาชาติชนะ 1 ครั้ง เสมอกัน 1 ครั้ง การแข่งขันในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 วัน ในวันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ ทั้งหมด 34 แมทช์ ใช้การแข่งขันแบบแมทช์เพลย์ ในรูปแบบโฟร์บอล และ โฟร์ซัม ในสามวันแรก ส่วนในวันสุดท้ายจะแข่งประเภทเดี่ยว ทีมชนะหรือผู้ชนะในแต่ละแมทช์จะได้ 1 คะแนน ถ้าเสมอกันหลังจากจบ 18 หลุมจะได้ทีมละครึ่งคะแนน เว้นแต่การแข่งขันประเภทเดี่ยวในวันสุดท้ายหากเสมอกันหลังจากจบหลุมที่ 18 จะต้องทำการเล่นต่อจนกว่าจะได้ผู้ชนะในแต่ละคู่ ทีมใดทำคะแนนได้ถึง 17.5 คะแนน จะได้ครองถ้วยเป็นเวลา 2 ปี กัปตันทีมจะเป็นผู้จับคู่ผู้เล่นเพื่อแข่งขันในแต่ละวันและแต่ละประเภทรูปแบบการแข่งขันในปี 2007รูปแบบการแข่งขันในปี 2007. - วันพฤหัสบดี โฟร์ซัม 6 แมทช์ - วันศุกร์ โฟร์บอล 6 แมทช์ - วันเสาร์ โฟร์ซัม 5 แมทช์ และ โฟร์บอล 5 แมทช์ - วันอาทิตย์ เดี่ยว 12 แมทช์
| การแข่งขันกอล์ฟเพรสสิเดนท์สคัพเป็นการแข่งขันกอล์ฟที่จัดขึ้นทุกกี่ปี | {
"answer": [
"สองปี"
],
"answer_begin_position": [
269
],
"answer_end_position": [
274
]
} |
2,971 | 180,076 | รัชชุ สุระจรัส รัชชุ สุระจรัส (ว่าน) เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 เป็นลูกชายคนโต มีน้องสาว 1 คน คือ ป่าน-ระภา สุระจรัส (ป่าน ไมค์ไอดอล) และน้องชายอีก 1 คน จบการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีผลงานการแสดงภาพยนตร์อย่างเรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย, ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น และ บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อูผลงานภาพยนตร์ผลงาน. ภาพยนตร์. - ภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (2549) รับบท เฉด - ภาพยนตร์เรื่อง ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น (2551) รับบท โจ้ - ภาพยนตร์เรื่อง บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู (2551) รับบท หยอน - ภาพยนตร์เรื่อง บุญชู จะอยู่ในใจเสมอ (2553) รับบท หยอน (รับเชิญ)ละครซีรีส์ละครซีรีส์. - ละครซีรีส์เรื่อง เซน...สื่อรักสื่อวิญญาณ (2552) รับบท พงษ์ (รับเชิญ ตอน เพราะรักและคิดถึง) - หนังสั้นเรื่อง รักจริงปิ๊งเก้อ (2556) ตอน Love Loved Loved รักไปแล้ว.. รับบท ตินโฆษณาโฆษณา. - ทรอส (2548) - ขนมวอยส์แครกเกอร์ (2548) - มายมิ้นท์ (2551)พิธีกรพิธีกร. - รายการ อุตลุดจุดฝัน - รายการ pepsi i can space (Bang Channel) - รายการ pepsi music united (Bang Channel) - รายการ Hang Over Thailand 2010 (Travel Channel) - รายการ pepsi music station (Bang Channel) - รายการ Read Write Lover Truelife Tv TrueVisions67 Sat. 13.00-13.30 (2555) - รายการ Hang Over Thailand 2016 Trip1 (GMM25)มิวสิกวิดีโอมิวสิกวิดีโอ. - เพลง หูทวนลม - ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง (2556) - เพลง ปฏิเสธอย่างไร - ลิปตา (2551) - เพลง ลำพัง วง burn (2549) - เพลง สักวันคงได้เจอ - โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ (2559)ผลงานเพลงผลงานเพลง. - อัลบั้ม Ost Seasons Change (2549) - อัลบั้ม DIY ในนามวง Lady Killers (2548) - อัลบั้ม Ost ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น (เพลง "ว่าแล้ว" ร้องเดี่ยว และ "ลอยนวล" ในนาม Lady Killers) 2551 - แชมป์ Hot wave 125 ccคอนเสิร์ตคอนเสิร์ต. - STAR THEQUE GTH 11 ปีแสงคอนเสิร์ต (2558)นิตยสารนิตยสาร. - The Boy MODELS vol. 1 no. 24 January 2008 - M Scene vol. 2 no. 13 August 2008 - I-SPY vol. 13 no. 234 August 2008 - The Boy MODELS vol. 1 no. 27 September 2008 - เธอกับฉัน vol. 27 no. 600 March 2010รางวัลที่ได้รับรางวัลที่ได้รับ. - ชนะเลิศการประกวด Systema Smile Idol 2547 - นักแสดงชายในบทสมทบจากภาพยนตร์ไทยแห่งปี เฉลิมไทยอวอร์ดครั้งที่ 6 ปี 2552
| รัชชุ สุระจรัส รับบทใดในภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย | {
"answer": [
"เฉด"
],
"answer_begin_position": [
670
],
"answer_end_position": [
673
]
} |
2,972 | 555,323 | พิ้งค์ (วงดนตรี) พิ้งค์ (Pink) เป็นวงดนตรีหญิงล้วนวงแรก ภายใต้สังกัดอาร์เอส โปรโมชั่น เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2545 กับอัลบั้ม "Pink" โดยมีโมสต์ ธิราพรรณ์ วชิรเดชกุล (ร้องนำ, เบส), บีน วรชาต์ เล็กวิจิตรธาดา (ร้อง, กลอง), อ๊อบ ณีรนุชย์ เอี่ยมอารยา (กีตาร์), แยม สุดารัตน์ จิรายุทธเจริญสุข (กีตาร์) และ เอ กชพร รัตนจันทร์ (คีย์บอร์ด) โดยอัลบั้มชุดแรก เปิดตัวด้วยเพลง "เธอเป็นคนอย่างนี้ (ตั้งแต่เมื่อไหร่)" ต่อมาได้มีอัลบั้มชุดที่สอง เป็นอัลบั้มที่มีการเปลี่ยนนักร้องนำ จากโมสต์ ธิราพรรณ์ วชิรเดชกุล มาเป็น เอ้ ศิริมาศ ชื่นวิทยา และเพิ่มมือเบส 1 คน ได้แก่ ขวัญ ขวัญชนก พันธุระ ออกอัลบั้มในชื่อ "Ladies" วางแผงเมื่อปีพ.ศ. 2546 ซึ่งอัลบั้มชุดนี้ ประสบความสำเร็จอย่างสูง เพลง "ผู้หญิงลืมยาก" ฮิตติดชาร์ต และเป็นเพลงประตัวของวงพิ้งค์จนถึงปัจจุบัน หลังจากนั้น วงพิ้งค์ก็ได้มีอัลบั้มต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น อัลบั้ม "In Love" อัลบั้ม "ไพเราะ เพราะ Pink" และอัลบั้มชุดสุดท้าย "รัก เลิก โกรธ หลง" ซึ่งอัลบั้มชุดสุดท้ายนั้น เป็นอีพีอัลบั้ม มีจำนวน 5 เพลง ซึ่งต่างจากอัลบั้มที่ผ่านมาของวงพิ้งค์ และ "เอ กชพร รัตนจันทร์" มือคีบอร์ดได้ถอนตัวจากวงไป ปัจจุบัน วงพิ้งค์ไม่ได้มีผลงานกับทางค่ายแล้ว ซึ่งสมาชิกในวงได้แยกย้ายกันไปทำงานของตนเองแตกต่างกันไปประวัติสมาชิกวง ประวัติ. สมาชิกวง. เอ้ - ศิริมาศ ชื่นวิทยา (ร้องนำ)- วันเกิด : 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 - การศึกษา : ปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ (โฆษณา) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา - ผลงาน : มีส่วนร่วมในอัลบั้มชุดที่ 2 ถึงชุดสุดท้าย, แสดงมิวสิควีดีโอเพลง "เธอเปลี่ยนไป" ของ Syam ฯลฯ บีน - วรชาต์ เล็กวิจิตรธาดา (กลอง / ร้องนำ)- วันเกิด : 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 - การศึกษา : ปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกดนตรีสากล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา - ผลงาน : มีส่วนร่วมในอัลบั้มชุดแรกถึงชุดสุดท้าย อ๊อบ - ณีรนุชย์ เอี่ยมอารยา (กีตาร์)- วันเกิด : 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 - การศึกษา : ปริญญาตรี ศิลปกรรมศาสตร์ (ดนตรีสากล) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา - ผลงาน : มีส่วนร่วมในอัลบั้มชุดแรกถึงชุดสุดท้าย แยม - สุดารัตน์ จิรายุทธเจริญสุข (กีตาร์)- วันเกิด : 15 มีนาคม พ.ศ. 2523 - การศึกษา : ปริญญาตรี ศิลปศาสตร์ (อุตสาหกรรมท่องเที่ยว) มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม - ผลงาน : มีส่วนร่วมในอัลบั้มชุดแรกถึงชุดสุดท้าย ขวัญ - ขวัญชนก พันธุระ (เบส)- วันเกิด : 21 ตุลาคม พ.ศ. 2526 - การศึกษา : ปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ (ดนตรีสากล) มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม - ผลงาน : มีส่วนร่วมในอัลบั้มชุดที่ 2 ถึงชุดสุดท้าย, ปัจจุบันเล่นเบสในวง แบงค์ Cashอดีตสมาชิก อดีตสมาชิก. โมสต์ - ธิราพรรณ์ วชิรเดชกุล (เบส / ร้องนำ)- วันเกิด : 2 มิถุนายน พ.ศ. 2525 - การศึกษา : ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ - ผลงาน : มีส่วนร่วมในอัลบั้มชุดที่ 1, ถ่ายแบบนิตยสาร "แคตช์" (Katch) ในเครือเบเกอรี่ มิวสิก เอ - กชพร รัตนจันทร์ (คีย์บอร์ด)- วันเกิด : 2 มกราคม พ.ศ. 2527 - การศึกษา : ปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ (วิทยุการกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ - ผลงาน : มีส่วนร่วมในอัลบั้มชุดที่ 1 - ชุด 4ผลงานสตูลดิโออัลบั้มอัลบั้ม Pink สังกัดอาร์เอส วางแผง 2545ผลงาน. สตูลดิโออัลบั้ม. อัลบั้ม Pink สังกัดอาร์เอส วางแผง 2545. 1. Pink (โลกสีชมพู) 2. เธอเป็นคนอย่างนี้ (ตั้งแต่เมื่อไหร่) 3. คนไม่เคยรู้จัก 4. ผ้า (ยับ) พับไว้ 5. ของขวัญในวันลา 6. ไม่ใช่ตุ๊กตา 7. ฝุ่นของดาว 8. ทำได้ลงคอ 9. เดี๋ยวจะโดน (ไม่ใช่น้อย) 10. ได้อัลบั้ม Ladies สังกัดอาร์เอส วางแผง 2546อัลบั้ม Ladies สังกัดอาร์เอส วางแผง 2546. 1. ให้รักก็ได้ ให้ร้ายก็เป็น 2. มีความสุข (บนความทุกข์ของใครรึเปล่า) 3. ผู้หญิง...ลืมยาก 4. เปลี่ยนใจก็ได้นะ 5. กุลสตรี (ตามสมัยนิยม) 6. คนแรก...ที่เท่าไหร่ 7. เธอไม่มีหัวใจ 8. 1 คน 2 ใจ กับ 1 ใจ 2 คน 9. ที่บ้านไม่มีวิทยุ 10. รับปากตัวเองแล้วอัลบั้ม In Love สังกัดอาร์เอส วางแผง 2547อัลบั้ม In Love สังกัดอาร์เอส วางแผง 2547. 1. จากวันนั้นถึงวันนี้ 2. รักหนอรัก 3. ตายทั้งเป็น 4. ระทมรัก 5. น่ารัก 6. เขิน 7. ให้ 8. เหนื่อย 9. ห้องสีขาว 10. ข่าวร้ายอัลบั้ม ไพเราะ เพราะ Pink สังกัดอาร์เอส วางแผง 2548อัลบั้ม ไพเราะ เพราะ Pink สังกัดอาร์เอส วางแผง 2548. 1. รักนะ เด็กโง่ 2. เริ่มจากร้อย 3. สาธุ 4. ไม่เสียใจที่ได้เป็น 5. Katate Ok 6. ขอบคุณที่ทิ้งกัน 7. สัญชาตญาณคนเคยรัก 8. ใน 7 วัน 9. ทำให้รักทำไม 10. เรื่องของวันพรุ่งนี้ 11. ให้เพราะรักอัลบั้ม รัก เลิก โกรธ หลง สังกัดอาร์เอส วางแผง 2550อัลบั้ม รัก เลิก โกรธ หลง สังกัดอาร์เอส วางแผง 2550. 1. รัก เลิก โกรธ หลง 2. คนลงเอย 3. ผู้หญิงนิสัยไม่ดี 4. รอวันเจ็บ 5. เสียเพื่อนไปแต่ได้แฟนอัลบั้มพิเศษอัลบั้มพิเศษ. - อัลบั้ม "เจ็บ 1 เพลงรักเจ็บลึกบาดอารมณ์" ขับร้องเพลง คิดถึง (ร่วมกับ เดอะซิส) (พ.ศ. 2546) - อัลบั้ม "คิดถึงแม่" ขับร้องเพลง แม่เชื่อก็พอ (พ.ศ. 2548) - อัลบั้ม "ลูกของพ่อ" ขับร้องเพลง ลูกของพ่อ (พ.ศ. 2549)
| ใครคือนักร้องนำวงดนตรีหญิงล้วนไทยที่ชื่อว่าพิ้งค์ | {
"answer": [
"ธิราพรรณ์ วชิรเดชกุล"
],
"answer_begin_position": [
238
],
"answer_end_position": [
258
]
} |
2,973 | 262,908 | ทังโก บุชิ ทังโก บุชิ () เป็นเพลงพื้นเมืองของญี่ปุ่น เป็นเพลงสไตล์ Ondo มีต้นกำเนิดมาจากเหมืองถ่านหินเหมืองหนึ่ง ที่ชื่อว่า บ่อถ่านหินมิอิเกะ () ใน คิวชู () เพลงนี้ส่วนหนึ่งของเพลงที่ใช้ใน บงโอโดริ () ในเทศกาล โอบง () ร้องได้หลายแบบ เพราะมีเนื้อเพลงหลายแบบมากเนื้อเพลงบางตอนแบบอักษรญี่ปุ่น เนื้อเพลงบางตอน. แบบอักษรญี่ปุ่น. 炭坑節 月が出た出た 月が出た サノヨイヨイ 三池(みいけ)炭坑の 上に出た あまり煙突が 高いので さぞやお月さん けむたかろ サノヨイヨイ 一山 二山 三山 越え サノヨイヨイ 奥に咲いたる 八重つばき なんぼ色よく 咲いたとて 様ちゃん(さまちゃん)が通わにゃ 仇(あだ)の花 サノヨイヨイ あなたがその気で 云うのなら(いうのなら) サノヨイヨイ 思い切ります 別れます もとの娘の 十八に 返してくれたら 別れます サノヨイヨイแบบอักษรโรมาจิ แบบอักษรโรมาจิ. Tankō Bushi Tsukiga- deta deta- tsukiga- deta ( a yoi yoi ) Miike Tankoh no- ueni- deta Anmari entotsuga- takai-node ( a yoisho ) sa-zoya otsukisan- kemuta-karo ( sano yoi yoi ) Hitoyama futayama miyama koe ( a yoi yoi ) okuni saitaru- yaetsu-baki na-m-bo iroyo-ku saita-tote ( a yoisho )samachan-ga kayowanya adano- hana ( sano yoi yoi ) Anataga sonokide yuno-nara ( a yoi yoi ) omoikirima-su wakare-masu motono musume-no juhachi-ni ( a yoisho ) kaeshite kureta-ra wakare-masu ( sano yoi yoi ) O-mae sakiyama shigoto- nara ( a yoi yoi ) watasha sentan- ondo-tori kuro- suru hi-to saseru- hi to ( a yoisho ) uta de noroke-te tomoka-segi ( sano yoi yoi ) Mogura- hi no me wa nigate- daga ( a yoi yoi ) yama no oira wa- ikina- mono tsu-ki ga deru no o machika-nete ( a yoisho ) ka-wai- ano ko- ga sode o- hiku ( sano yoi yoi ) Ha-rete Souhi-ga kuru made wa- ( a yoi yoi ) kokoro hito-tsu mi wa futa-tsu Ha-nare banare no setsunasa-ni ( a yoisho ) yu-me de samachan-to katarita-i ( sano yoi yoi )คำแปลภาษาไทย คำแปลภาษาไทย. ท่วงทำนองของถ่านหิน เดือนเอ๋ยเดือนจ๋า ขึ้นนภาแล้ว..เฮ เฮ้ ขึ้นมาเหนือเหมืองถ่านหินมีอิเกะแล้ว เพราะว่ายังขึ้นไม่พ้นปล่องไฟ คุณดวงจันทร์คงจะสำลักควันเป็นแน่แท้...เอ้า เฮ เฮ้ หนึ่งกอง สองกอง สามกอง ผ่านไปแล้ว เฮ เฮ้.. หากกองหลายๆชั้น ข้างในนั้นคงจะบานเหมือนดอกคาเมเรีย อีกสักกี่สีกัน ถึงจะบานเช่นนั้นได้ การได้คุยกับเธอคงจะเป็นดอกไม้อาบยาพิษ เอ้า เฮ เฮ้ คงจะดีไม้น้อย ถ้าได้พูดคุยกับเธอบ้าง เอ้า เฮ เฮ้ ความคิดถึงที่ถูกแบ่งแยกและตัดขาด... ความสาวของหญิงอายุสิบแปด แบ่งให้ฉันสักนิดได้ไหม เอ้า เฮ เฮ้ แต่ในยุคสมัยใหม่นั้น ได้มีการเปลี่ยนเนื้อเพลงจาก Miike Tanko no ue ni deta เป็น uchi no yama no ue ni deta แทน แต่อย่างไรก็ดี การเต้นบงโอโดรินี้ ก็ยังไม่ได้ถูกนำไปเล่นที่อื่นนอกจากคิวชู
| ทังโก บุชิ คือเพลงพื้นเมืองของประเทศอะไร | {
"answer": [
"ญี่ปุ่น"
],
"answer_begin_position": [
130
],
"answer_end_position": [
137
]
} |
2,974 | 6,759 | ซอสามสาย ซอสามสาย เป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่ง จำพวกเครื่องสาย มีขนาดใหญ่กว่าซอด้วงหรือซออู้ และมีลักษณะพิเศษ คือมีสามสาย มีคันชักอิสระ กะโหลกซอมีขนาดใหญ่ นับเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสง่างามชิ้นหนึ่งในวงเครื่องสาย ผู้เล่นจะอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าของวงประวัติ ประวัติ. ปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุ ลาลูแบร์ (หน้า 30) ที่บันทึกไว้ว่า ชาวสยามมีเครื่องดุริยางค์เล็กๆ มีสามสายเรียกว่า “ซอ” …."” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนนั้น มีซอสามสายและนิยมเล่นกัน และลักษณะรูปร่างของซอสามสายก็คงจะยังไม่สวยงามมากอย่างในปัจจุบันนี้ จนมาถึงยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ท่านมีอัจฉริยภาพในทางศิลปะด้านต่างๆ เช่น ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์เทพวรารามด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง อีกประการหนึ่ง พระองค์ท่านยังโปรดทรงซอสามสายเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้พระองค์ท่านได้ประดิษฐ์คิดสร้างซอสามสายได้ด้วยความประณีต งดงาม และเป็นแบบอย่างมาจนถึงปัจจุบันนี้- ส่วนต่างๆของซอสามสายมีชื่อเรียกดังนี้1. ทวนบน เป็นส่วนบนสุดของคันซอ คว้านด้านในให้เป็นโพรงโดยตลอด ด้านบนสุดมีรูปร่างเป็นทรงเทริด ทวนบนนี้ เจาะรูด้านข้างสำหรับใส่ลูกบิด 3 ลูก ด้านหน้าตรงปลายทวนตอนล่าง เจาะรูสำหรับร้อยสายซอ ที่สอดออกมาจากรัดอก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อกซอ ทวนบนนี้ทำหน้าที่คล้าย ๆ กับท่ออากาศ (Air column) ให้เสียงที่เกิดจากกะโหลกเป็นความถี่ของเสียง แล้วลอดผ่านออกมาทางทวนบนนี้ได้ 2. ทวนล่าง คือส่วนของซอที่ต่อลงมาจากทวนบน ทำเป็นรูปทรงกระบอก และประดิษฐ์ลวดลายสวยงาม เช่นลงยาตะทอง ลงถมปัด ประดับมุก หรืออย่างอื่น เป็นการเพิ่มความวิจิตรงดงาม และเรียกทวนล่างนี้ว่า ทวนเงิน ทวนทอง ทวนมุก ทวนลงยา เป็นต้น ทวนล่างนี้สวมยึดไว้กับทวนบน และเป็นที่สำหรับผูก รัดอก เพื่อบังคับให้สายซอทั้ง 3 เส้นติดอยู่กับทวน นอกจากนั้นทวนล่าง ยังทำหน้าที่เป็นตำแหน่งสำหรับกดนิ้ว ลงบนสายในตำแหน่งต่างๆ 3. พรมบน คือส่วนที่ต่อจากทวนล่างลงมา ส่วนบนกลึงเป็นลูกแก้ว ส่วนตอนล่างทำเป็นรูปปากช้างเพื่อประกบกับกะโหลกซอ 4. พรมล่าง คือส่วนที่ต่อจากกะโหลกซอลงมาข้างล่าง ส่วนที่ประกบกับกะโหลกซอทำเป็นรูปปากช้าง เช่นเดียวกับส่วนล่างของพรมบน ตรงกลางของพรมล่างเจาะรูด้านบนเพื่อใช้สำหรับเป็นที่ร้อยหนวดพราหมณ์ เพื่อคล้องกับสายซอทั้งสามสายและเหนี่ยวรั้งให้ตึง ตรงส่วนปลายสุดของพรมล่างกลึงเป็น เกลียวเจดีย์ และตอนปลายสุดเลี่ยมด้วย ทองคำ หรือ ทองเหลืองเป็นยอดแหลม เพื่อที่จะปักกับพื้นได้ สะดวกยิ่งขึ้น คันซอสามสายทั้ง 4 ท่อนนี้จะมีลักษณะกลวงตลอด ยกเว้นพรมล่างตอนที่เป็นเกลียวเจดีย์เท่านั้นที่เป็นส่วนที่ตัน เพราะต้องการ ความแข็งแรง ในขณะปักสีเวลาบรรเลง และคันซอทั้ง 4 ท่อนนี้ จะสวมไว้กับแกนที่สอดไว้กับ กะโหลกซอ 5. ถ่วงหน้า ถ่วงหน้าของซอสามสาย เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ติดอยู่ตรงหน้าซอ เพื่อควบคุมความถี่ของเสียง ทำให้มีเสียงนุ่มนวลไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น 6. หย่อง ทำด้วยไม้ไผ่ แกะให้เป็นลักษณะคู้ ปลายทั้งสองของหย่องคว้านเป็นเบ้าขนมครกเพื่อทำให้เสียง ที่เกิดขึ้นส่งผ่านไปยังหน้าซอมีความกังวานมากยิ่งขึ้น 7. คันสี (คันชัก) คันสีของซอสามสาย ประกอบด้วยไม้และหางม้า คันสีนั้นเหลาเป็นรูปคันศร โดยมากนิยมใช้ไม้แก้ว เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง และมีลวดลายงดงามเสียงของซอสามสายเสียงของซอสามสาย. - สายเอก ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง ซอล และใช้ปลายนิ้วแตะที่ข้างสายโดยใฃ้นิ้วชี้ จะเป็นเสียง ลา, ใช้นิ้วกลางแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียง ที, ใช้นิ้วนางแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียงโด, ใช้นิ้วก้อยแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียง เร (เสียงสูง) , ใช้นิ้วก้อยรูดที่สายจะเป็นเสียง มี (เสียงสูง) - สายกลาง ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง เร และใช้นิ้วชี้กดลงบนสายจะเป็นเสียง มี, ใช้นิ้วกลางกดลงบนสายจะเป็นเสียง ฟา, ใช้นิ้วนางกดลงบนสายเป็นเสียง ซอล - สายทุ้ม ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง ลา และใช้นิ้วชี้กดลงที่สายจะเป็นเสียง ที, ใช้นิ้วกลางกดลงที่สายจะเป็นเสียง โด, ใช้นิ้วนางกดลงที่สายจะเป็นเสียง เร
| ผู้เล่นซอสามสายจะนั่งอยู่ในตำแหน่งใดของวง | {
"answer": [
"ด้านหน้า"
],
"answer_begin_position": [
315
],
"answer_end_position": [
323
]
} |
2,975 | 6,759 | ซอสามสาย ซอสามสาย เป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่ง จำพวกเครื่องสาย มีขนาดใหญ่กว่าซอด้วงหรือซออู้ และมีลักษณะพิเศษ คือมีสามสาย มีคันชักอิสระ กะโหลกซอมีขนาดใหญ่ นับเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสง่างามชิ้นหนึ่งในวงเครื่องสาย ผู้เล่นจะอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าของวงประวัติ ประวัติ. ปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุ ลาลูแบร์ (หน้า 30) ที่บันทึกไว้ว่า ชาวสยามมีเครื่องดุริยางค์เล็กๆ มีสามสายเรียกว่า “ซอ” …."” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนนั้น มีซอสามสายและนิยมเล่นกัน และลักษณะรูปร่างของซอสามสายก็คงจะยังไม่สวยงามมากอย่างในปัจจุบันนี้ จนมาถึงยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ท่านมีอัจฉริยภาพในทางศิลปะด้านต่างๆ เช่น ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์เทพวรารามด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง อีกประการหนึ่ง พระองค์ท่านยังโปรดทรงซอสามสายเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้พระองค์ท่านได้ประดิษฐ์คิดสร้างซอสามสายได้ด้วยความประณีต งดงาม และเป็นแบบอย่างมาจนถึงปัจจุบันนี้- ส่วนต่างๆของซอสามสายมีชื่อเรียกดังนี้1. ทวนบน เป็นส่วนบนสุดของคันซอ คว้านด้านในให้เป็นโพรงโดยตลอด ด้านบนสุดมีรูปร่างเป็นทรงเทริด ทวนบนนี้ เจาะรูด้านข้างสำหรับใส่ลูกบิด 3 ลูก ด้านหน้าตรงปลายทวนตอนล่าง เจาะรูสำหรับร้อยสายซอ ที่สอดออกมาจากรัดอก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อกซอ ทวนบนนี้ทำหน้าที่คล้าย ๆ กับท่ออากาศ (Air column) ให้เสียงที่เกิดจากกะโหลกเป็นความถี่ของเสียง แล้วลอดผ่านออกมาทางทวนบนนี้ได้ 2. ทวนล่าง คือส่วนของซอที่ต่อลงมาจากทวนบน ทำเป็นรูปทรงกระบอก และประดิษฐ์ลวดลายสวยงาม เช่นลงยาตะทอง ลงถมปัด ประดับมุก หรืออย่างอื่น เป็นการเพิ่มความวิจิตรงดงาม และเรียกทวนล่างนี้ว่า ทวนเงิน ทวนทอง ทวนมุก ทวนลงยา เป็นต้น ทวนล่างนี้สวมยึดไว้กับทวนบน และเป็นที่สำหรับผูก รัดอก เพื่อบังคับให้สายซอทั้ง 3 เส้นติดอยู่กับทวน นอกจากนั้นทวนล่าง ยังทำหน้าที่เป็นตำแหน่งสำหรับกดนิ้ว ลงบนสายในตำแหน่งต่างๆ 3. พรมบน คือส่วนที่ต่อจากทวนล่างลงมา ส่วนบนกลึงเป็นลูกแก้ว ส่วนตอนล่างทำเป็นรูปปากช้างเพื่อประกบกับกะโหลกซอ 4. พรมล่าง คือส่วนที่ต่อจากกะโหลกซอลงมาข้างล่าง ส่วนที่ประกบกับกะโหลกซอทำเป็นรูปปากช้าง เช่นเดียวกับส่วนล่างของพรมบน ตรงกลางของพรมล่างเจาะรูด้านบนเพื่อใช้สำหรับเป็นที่ร้อยหนวดพราหมณ์ เพื่อคล้องกับสายซอทั้งสามสายและเหนี่ยวรั้งให้ตึง ตรงส่วนปลายสุดของพรมล่างกลึงเป็น เกลียวเจดีย์ และตอนปลายสุดเลี่ยมด้วย ทองคำ หรือ ทองเหลืองเป็นยอดแหลม เพื่อที่จะปักกับพื้นได้ สะดวกยิ่งขึ้น คันซอสามสายทั้ง 4 ท่อนนี้จะมีลักษณะกลวงตลอด ยกเว้นพรมล่างตอนที่เป็นเกลียวเจดีย์เท่านั้นที่เป็นส่วนที่ตัน เพราะต้องการ ความแข็งแรง ในขณะปักสีเวลาบรรเลง และคันซอทั้ง 4 ท่อนนี้ จะสวมไว้กับแกนที่สอดไว้กับ กะโหลกซอ 5. ถ่วงหน้า ถ่วงหน้าของซอสามสาย เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ติดอยู่ตรงหน้าซอ เพื่อควบคุมความถี่ของเสียง ทำให้มีเสียงนุ่มนวลไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น 6. หย่อง ทำด้วยไม้ไผ่ แกะให้เป็นลักษณะคู้ ปลายทั้งสองของหย่องคว้านเป็นเบ้าขนมครกเพื่อทำให้เสียง ที่เกิดขึ้นส่งผ่านไปยังหน้าซอมีความกังวานมากยิ่งขึ้น 7. คันสี (คันชัก) คันสีของซอสามสาย ประกอบด้วยไม้และหางม้า คันสีนั้นเหลาเป็นรูปคันศร โดยมากนิยมใช้ไม้แก้ว เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง และมีลวดลายงดงามเสียงของซอสามสายเสียงของซอสามสาย. - สายเอก ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง ซอล และใช้ปลายนิ้วแตะที่ข้างสายโดยใฃ้นิ้วชี้ จะเป็นเสียง ลา, ใช้นิ้วกลางแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียง ที, ใช้นิ้วนางแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียงโด, ใช้นิ้วก้อยแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียง เร (เสียงสูง) , ใช้นิ้วก้อยรูดที่สายจะเป็นเสียง มี (เสียงสูง) - สายกลาง ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง เร และใช้นิ้วชี้กดลงบนสายจะเป็นเสียง มี, ใช้นิ้วกลางกดลงบนสายจะเป็นเสียง ฟา, ใช้นิ้วนางกดลงบนสายเป็นเสียง ซอล - สายทุ้ม ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง ลา และใช้นิ้วชี้กดลงที่สายจะเป็นเสียง ที, ใช้นิ้วกลางกดลงที่สายจะเป็นเสียง โด, ใช้นิ้วนางกดลงที่สายจะเป็นเสียง เร
| ส่วนบนสุดของคันซอสามสายเรียกว่าอะไร | {
"answer": [
"ทวนบน"
],
"answer_begin_position": [
1031
],
"answer_end_position": [
1036
]
} |
2,976 | 26,351 | เจนตามัยซิน เจนตามัยซิย () เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ มีข้อบ่งใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันมีจำหน่ายในตลาดยาภายใต้ชอื่การค้า Garamycin และอื่นๆ ยานี้ถูกนำมาใช้วนการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียของกระดูก (osteomyelitis), เยื่อบุหัวใจอักเสบ, ภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกราน (Pelvic inflammatory disease;PID), เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ปอดบวม, การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ และ ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ รวมไปถึงโรคติดเชื้ออื่นๆอีกมากมาย แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาหนองใน หรือการติดเชื้อคลามัยเดีย โดยสามารถบริหารยาได้หลายช่องทาง ได้แก่ การฉีดเข้าหลอดเลือดดำ, การฉีดเข้าหล้ามเนื้อ หรือยาใช้ภายนอกในรูปแบบยาทา ยาทาสำหรับใช้ภายนอกนั้นมีข้อบ่งใช้สำหรับการรักษาการติดเชื้อของแผลไฟไหม้ หรืออาจมีในรูปแบบยาหยอดยาสำหรับการติดเชื้อในดวงตา ในประเทศพัฒนาแล้ว ยานี้มักถูกนำมาใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียในช่วง 2 วันแรกระหว่างรอผลการตรวจเพาะเชื้อสาเหตุและตรวจความไวของเชื้อนั้นๆต่อยาปฏิชีวนะต่างๆ จากนั้นจะมีการปรับเปลี่ยนการรักษาตามผลการตรวจดังกล่าว นอกจากนี้ การใช้ยานี้อาจจำเป็นต้องติดตามระดับยาในกระแสเลือดโดยการตรวจเลือดด้วย เพื่อเฝ้าติดตามการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงจากยานี้ เจนตามัยซินเป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ จึงมีกลไกการออกฤทธิ์ที่คล้ายคลึงกับยาปฏิชีวนะชนิดอื่นในกลุ่มเดียวกันนี้ โดยจะออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรีย ส่งผลให้เซลล์ของแบคทีเรียนั้นๆขาดโปรตีนที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและขยายพันธุ์ และตายไปในที่สุด จึงอาจกล่าวได้ว่า เจนตามัยซินเป็นยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ในการฆ่าแบคทีเรีย (bactericidal antibiotic) ซึ่งแตกต่างจากยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีนเช่นกัน แต่มีคุณสมบัติเพียงแค่ต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (bacteriostatic antibiotic) เช่นเดียวกันกับยาชนิดอื่นๆ การใช้เจนตามัยซินในการรักษา อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้หลายประการ โดยเฉพาะการเกิดพิษต่อหู และการเกิดพิษต่อไต ซึ่งถือเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงของเจนตามัยซินและยาปฏิชีวนะอื่นในกลุ่มนี้ โดยการเกิดพิษต่อหูจากยานี้จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติได้ทั้งระบบการได้ยินและระบบการทรงตัวของร่างกาย ซึ่งอาจพัฒนาเป็นความผิดปกติแบบถาวรได้ นอกจากนี้ การใช้เจนตามัยซินในระหว่างตั้งครรภ์อาจก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในกลุ่มประชากรดังกล่าว ในทางตรงกันข้าม ยานี้ไม่ถูกขับออกทางน้ำนม ทำให้สามารถใช้ยานี้ได้อย่างปลอดภัยในหญิงที่กำลังให้นมบุตร เจนตามัยซินถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1963 โดยเป็นสารปฏิชีวนะที่ถูกสร้างขึ้นโดยรา Micromonospora purpurea โดยเจนตามัยซินจัดเป็นหนึ่งในยาสำคัญของรายการยาที่จำเป็นขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization's List of Essential Medicines) ซึ่งเป็นรายการยาที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงและมีความสำคัญเป็นลำดับแรกของระบบสุขภาพพื้นฐานของประชาชนในประเทศต่างๆ ยานี้มีจำหน่ายในตลาดยาหลากหลายยี่ห้อภายใต้ชื่อสามัญเดียวกัน ในปี ค.ศ. 2014 ราคาสำหรับการขายส่งในรูปแบบยาฉีดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีราคา 0.05 – 0.58 US$ ต่อมิลลิลิตรประวัติ ประวัติ. เจนตามัยซินเป็นยาปฏิชีวนะที่ได้จากกระบวนการหมักของแบคทีเรียสายพันธุ์ Micromonospora purpurea ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1963 โดยคณะวิจัยของไวน์สไตน์ (Weinstein MJ) และแวกมัน (Wagman GH) ในห้องทดลองของบริษัทเชอริ่ง-พลาว ในเมืองบลูมฟิลด์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จากตัวอย่างดินที่ได้รับมาจากริโก วอยเชียสจีส (Rico Woyciesjes) ซึ่งต่อมาได้มีการคิดค้นวิธีการสกัดเจนตามัยซินบริสุทธิ์ได้สำเร็จ จากนั้นคณะวิจัยของบริษัทเชอริ่ง-พลาว ซึ่งนโดยเดวิด คูเปอร์ (Divid J. Cooper) ได้ทำการศึกษาโครงสร้างของยาดังกล่าวและสามารถโครงสร้างถึงโครงสร้างนั้นได้เป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ. 1971 โดยในระยะแรกหลังจากค้นพบนั้น เจนตามัยซินมักถูกใช้เป็นยาใช้ภายนอกในรูปแบบยาทาสำหรับแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกในหน่วยทหารของเมืองแอตแลนตาและแซนแอนโทนีโอ ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นยาสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำในปี ค.ศ. 1971 เพื่อใช้ในการรักษาภาวะพิษเหตุติดเชื้อจวบจนปัจจุบัน เจนตามัยซินสามารถถูกสังเคราะห์ขึ้นได้จากแบคทีเรียสกุลไมโครมอนอสปอรา ซึ่งเป็นแบคทีเรียจำพวกแกรมบวกที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ (ดินและน้ำ) โดยยาปฏิชีวนะที่มีแหล่งที่มาจากแบคทีเรียสายพันธุ์นี้จะสามารถระบุได้จากพยางค์ต่อท้ายที่มักลงท้ายด้วย ~micin เช่น Verdamicin–เวอร์ดามัยซิน, Mutamicin–มูทามัยซิน, Sisomicin–ซิโซมัยซิน, Netilmicin–เนติลมัยซิน และ Retymicin–รีทีมัยซิน ซึ่งแตกต่างจากยาอื่นในกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ที่สกัดได้จากสกุลสเตรปโตมัยซิสที่มักมีชื่อลงท้ายด้วย ~mycinการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์. เจนตามัยซินออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์ โดยส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียแกรมลบ ซึ่งรวมถึงสกุลซูโดโมแนส, สกุลโปรตีอัส, เอสเชอริเชีย โคไล, เคลบเซลลา นิวโมเนียเอ, เอนเทอโรแบคเตอร์ แอโรจีเนส, สกุลเซอราเทีย, และแบคทีเรียแกรมบวกในสกุลสแตฟฟิโลคอคคัส โดยยานี้มีข้อบ่งใช้สำหรับรักษาโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ, การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ, การติดเชื้อในกระแสเลือด, และการติดเชื้อในกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนที่มีสาเหตุมาจากจุลชีพดังข้างต้นหรือแบคทีเรียอื่นที่ไวต่อยานี้ ทั้งนี้ เจนตามัยซินไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคที่เกิดจาการติดเชื้อแบคทีเรีย ไนซีเรีย โกโนเรียอี, ไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส หรือลีจิโอเนลลา นิวโมฟิเลีย เนื่องจากจะทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะช็อกจากเอนโดทอกซินชนิดลิปิด เอ (lipid A endotoxin) ที่พบในแบคทีเรียแกรมลบดังข้างต้น นอกจากนี้ เจนตามัยซินยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบจำพวกเยอซิเนีย เพสทิส และฟรานซิเซลลา ทิวลาเรนสิส ซึ่งเป็นจุลชีพที่ทำให้เกิดโรคไข้กระต่ายที่มักพบเกิดขึ้นในพรานล่าสัตว์หรือคนดักสัตว์ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบว่าแบคทีเรียบางสายพันธุ์ในวงศ์เอนเทอร์โรแบคทีเรียซีอี, สกุลซูโดโมแนส, สกุลเอนเทอโรคอคคัส, สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส และสายพันธุ์อื่นในสกุลสแตฟฟิโลคอคคัส นั้นดื้อต่อเจนตามัยซินซัลเฟตในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไปการใช้ในกลุ่มประชากรพิเศษหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร การใช้ในกลุ่มประชากรพิเศษ. หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร. การใช้เจนตามัยซินในหญิงตั้งครรภ์อาจก่อให้เกิดพิษแก่ทารกในครรภ์ได้ เนื่องจากยาสามารถแพร่ผ่านรกได้และมีรายงานหลายรายงานที่พบการเกิดภาวะหูหนวกแต่กำเนิดในทารกที่คลอดจากแม่ที่ได้รับเจนตมัยซินระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังพบการเกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงในทารกที่ได้รับยานี้ระหว่างอยู่ในครรภ์อีกด้วย ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาจมีการใช้ยานี้ในกลุ่มประชากรดังกล่าวได้ หากประเมินแล้วพบว่าฝ่ายแม่มีความจำเป็นต้องได้รับยานี้และได้รับประโยชน์จากการใช้ยามากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ สำหรับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการใช้เจนตามัยซินในหญิงให้นมบุตรนั้นยังไม่อาจทราบได้แน่ชัดเท่าใดนัก โดยมีรายงานการตรวจพบเจนตามัยซินในน้ำนมของหญิงที่ให้นมบุตรในปริมาณเล็กน้อยผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ. การใช้เจนตามัยซินในกลุ่มประชากรผู้สูงอายุนั้น ควรมีการตรวจประเมินการทำงานของไตก่อนเริ่มการรักษาด้วยานี้เสมอ และควรมีการตรวจประเมินค่าดังกล่าวฝนระหว่างการรักษาเป็นระยะ เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีการทำงานของไตลดลงและเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อไตจากยาได้มากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ และผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีการกำจัดยาที่ช้าลง ทำให้ยานี้อยู่ในร่างกายได้นานมากขึ้น นอกจากนี้ควรใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษเมื่อต้องใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไต, การได้ยิน, การทรงตัว, ผิดปกติ, หรือการทำงานของระบบกล้ามเนื้อที่ผิดปกติอยู่ก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากยานี้อาจทำให้ความผิดปกติดังกล่าวรุนแรงมากขึ้นได้ทารก ทารก. การใช้เจนตามัยซินในกลุ่มประชากรเด็ก รวมถึง ทารกแรกเกิด และวัยเด็ก พบว่าประชากรกลุ่มนี้จะมีระดับเจนตามัยซินในกระแสเลือดและค่าครึ่งชีวิตของยาดังกล่าวที่สูงกว่าปกติ จึงไม่แนะนำให้ใช้เจนตามัยซินในประชากรกลุ่มดังกล่าว หากมีความจำเป็นต้องใช้ควรมีการตรวจวัดการทำงานของไตอยู่เป็นประจำ โดยอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่พบได้บ่อยหลังจากการบริหารเจนตามัยซินในรูปแบบฉีดให้แก่ประชากรดังกล่าว ได้แก่ ภาวะแคลเซียใในเลือดต่ำ, ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ และกล้ามเนื้ออ่อนแรงอาการไม่พึงประสงค์และข้อห้ามใช้ อาการไม่พึงประสงค์และข้อห้ามใช้. อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการได้รับการรักษาด้วยเจนตามัยซินนั้นมีอยู่หลายประการ ซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกัน โดยผู้ป่วยอาจมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยอย่างคลื่นไส้ อาเจียน หรือในบางรายอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงได้ ได้แก่:- ภาวะโลหิตจาง - ภาวะภูมิไวเกิน - โรคของรอยต่อกล้ามเนื้อร่วมประสาท - เส้นประสาทอักเสบ - การเกิดพิษต่อไต - การเกิดพิษต่อหู โดยจากอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงดังข้างต้น พบว่าการเกิดพิษต่อไต และการเกิดพิษต่อหูนั้นมีความสัมพันธุ์ในเชิงแปรผันตรงกับระดับเจนตามัยซินในกระแสเลือดเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหมายถึง การที่มีระดับยาดังกล่าวในกระแสเลือดที่สูงมากเกินไปก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวได้มากกว่าปกติเช่นกัน โดยการเกิดพิษทั้งต่อหูและต่อไตนี้อาจแสดงอาการอย่างช้าๆ ในบางครั้งอาจไม่มีอาการเลยจนกระทั่งเสร็จสิ้นการรักษาด้วยาดังกล่าวการเกิดพิษต่อไต การเกิดพิษต่อไต. การเกิดพิษต่อไตนั้นเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้ประมาณร้อยละ 10–25 ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ ซึ่งเจนตามัยซินก็ถือเป็นยาปฏิชีวนะอีกชนิดหนึ่งในยากลุ่มนี้ โดยส่วนมากแล้วความผิดปกติต่อไตที่เกิดขึ้นนี้มักผันกลับมาเป็นปกติได้หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะสาเหตุไประยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดความผิดปกติของการทำงานของไตอย่าางถาวรได้ โดยความเสี่ยงวนการเกิดพิษต่อไตจากยาปฏิชีวนะกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์นี้ขึ้นอยู่กับขนาดยา, ความถี่ในการบริหารยา, ระยะเวลาที่ใช้ยาดังกล่าวในการรักษา, และการใช้ยาอื่นที่มีผลลดการทำงานของไตร่วมด้วย เช่น ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์, ยาขับปัสสาวะ, ซิสพลาติน, [[ไซโคลสปอริน], [[เซฟาโลสปอริน], [[แอมโฟเทอริซินบี]], [[สารทึบรังสี]][[ไอโอดีน]] และ[[แวนโคมัยซิน]] เป็นต้น ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อไตจากการใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ ได้แก่:- การมีอายุมาก - การมีการทำงานของไตที่ลดลง - หญิงตั้งครรภ์ - [[ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน]] - [[ตับอักเสบ|ภาวะที่มีการทำงานของตับลดลง]] - [[การขาดน้ำ]] - [[เลือดเป็นกรด|ภาวะเลือดเป็นกรด]] - การขาด[[โซเดียม]] การเฝ้าระวังการเกิดพิษต่อไตจากยาปฏิชีวนะกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์สามารถทำได้โดยการตรวจติดตามค่า[[ครีอะตินีน]]ในกระแสเลือด, ระดับเกลือแร่, [[ปัสสาวะน้อย|ปริมาณการขับปัสสาวะออก]], [[โปรตีนในปัสสาวะ]] และความเข้มข้นของสารเคมีอื่นที่เกี่ยวข้องในกระแสเลือดการเกิดพิษต่อหูชั้นใน การเกิดพิษต่อหูชั้นใน. [[ไฟล์:Blausen 0329 EarAnatomy InternalEar.png|thumb|รูปภาพแสดงโครงสร้างภายใน[[หูชั้นใน]] ซึ่งการเกิดพิษจากเจนตามัยซินนั้นจะทำให้เกิดพยาธิสภาพในส่วน[[คอเคลีย]] และ[[เวสติบูล]]|300x300px]] ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย[[ยาปฏิชีวนะ]]ในกลุ่ม[[อะมิโนไกลโคไซด์]]จะพบการเกิดพิษต่อ[[หูชั้นใน]]ประมาณร้อยละ 11 โดยอาการแสดงที่พบได้บ่อยครั้งมากที่สุด คือ มีเสียงดังรบกวนในหู (Tinnitus), สูญเสียการได้ยิน, มี[[อาการรู้สึกหมุน]], เกิด[[ภาวะกล้ามเนื้อเสียสหการ]] (ataxia), มีอาการ[[มึนเวียนศีรษะ]] (dizziness) ทั้งนี้ การใช้เจนตามัยซินต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอาจก่อให้เกิดความผิดปกติต่อหูได้ 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือ เจนตามัยซินจะทำให้เกิดความเสียหายแก่[[เซลล์ขน]]ใน[[หูชั้นใน]]ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้ ส่วนที่สอง เจนตามัยซินจะเข้าไปทำลาย[[Vestibular system|ระบบเวสติบูลาร์]]ของ[[หูชั้นใน]] ซึ่งจะนำสู่การเกิดปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการทรงตัวได้ในที่สุด ทั้งนี้ ความเสี่ยงในการเกิดพิษต่อหูจากเจนตามัยซินนั้นสามารถถูกทำให้ลดลงได้โดยให้ผู้ป่วยได้รับ[[สารน้ำ]]ที่เพียงพอหรือไม่อยู่ในสภาะที่มี[[การขาดน้ำ]] ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายต่อหูชั้นในจากการใช้ยาเจนตามัยซิน ได้แก่:- การมีระดับ[[กรดยูริก]]ในเลือดสูง - การทำงานของไตลดน้อยลง - การทำงานของตับผิดปกติ - การได้รับยาเจนตามันซินในขนาดสูง - การได้รับการรักษาด้วยยาเจนตามัยซินเป็นระยะเวลานาน - ผู้สูงอายุ - ใช้เจนตามัยซินร่วมกับ[[ยาขับปัสสาวะ]]ที่มีฤทธิ์แรง (เช่น [[ฟูโรซีไมด์]])ข้อห้ามใช้ ข้อห้ามใช้. เจนตามัยซินมีข้อห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติการเกิด[[ภาวะภูมิไวเกิน]]ต่อยานี้หรือยาอื่นในกลุ่ม[[อะมิโนไกลโคไซด์]] เช่น [[แอนาฟิแล็กซิส]] หรืออาการพิษที่รุนแรงอื่น เป็นต้นกลไกการออกฤทธิ์ กลไกการออกฤทธิ์. เจนตามัยซินเป็น[[ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย]] (bactericidal antibiotic) โดยเข้าจับกับ[[หน่วยย่อย 30เอส]]ของ[[ไรโบโซม]][[แบคทีเรีย]]แบบไม่ผันกลับ ซึ่งจะส่งผลรบกวน[[การสังเคราะห์โปรตีน]]ของ[[เซลล์]][[แบคทีเรีย]]นั้น ทำให้[[แบคทีเรีย]]ขาด[[โปรตีน]]ที่จำเป็นในการดำรงชีพและแพร่ขยายพันธุ์ จนตายไปในที่สุด ซึ่งกลไกดังกล่าวยังถือเป็นกลไกหลักในการออกฤทธิ์ของ[[ยาปฏิชีวนะ]]ชนิดอื่นในกลุ่ม[[อะมิโนไกลโคไซด์]]ด้วยส่วนประกอบ ส่วนประกอบ. เจนตามัยซินเป็น[[ยาปฏิชีวนะ]]ที่มีส่วนประกอบเป็นสารต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับเจนตามัยซินอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีระดับความสามารถในการต้าน[[แบคทีเรีย]]ที่แตกต่างกัน โดยส่วนประกอบหลักของเจนตามัยซิน ได้แก่ [[สารผสม]]เจนตามัยซิน ซี ประกอบด้วย เจนตามัยซิน ซี1, เจนตามัยซิน ซี1, และเจนตามัยซิน ซี2 ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณเจนตามัยซินทั้งหมดและเป็นส่วนประกอบที่มีคุณสมบัติในการต้านแบคทีเรียสูงที่สุด ที่เหลือนอกจากนั้นจะเป็นส่วนผสมของเจนตามัยซิน เอ, บี, เอกซ์ และอื่นๆ ซึ่งคิดรวมเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของปริมาณเจนตามัยซินทั้งหมด และมีคุณสมบัติในการต้านแบคทีเรียที่น้อยกว่าสารผสมเจนตามัยซิน ซี สัดส่วนที่แน่นอนของสารผสมเจนตามัยซินนี้ไม่อาจระบุได้แน่ชัด โดยปริมาณของ[[สารผสม]]เจนตามัยซิน ซี หรือส่วนประกอบอื่นนั้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรอบของการผลิตขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ผลิตและกลวิธีที่ใช้ เนื่องมาจากการที่เจนตามัยซินมีสัดส่วนของสารออกฤทธิ์ที่ไม่แน่นอนในแต่ละรอบของการผลิตนี้ จึงเป็นการยากที่จะทำการศึกษาถึงคุณสมบัติต่างๆของเจนตามัยซินที่แน่นอนได้ เช่น คุณสมบัติทาง[[เภสัชจลนศาสตร์]] ความไวของ[[จุลชีพ]]ต่อยา เนื่องจากไม่ทราบสัดส่วนของ[[สารผสม]] ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับคุณสมบัติต่างๆของยาที่ทำการศึกษาก็เป็นได้การศึกษาวิจัย การศึกษาวิจัย. ด้วยคุณสมบัติพิเศษของเจนตามัยซินที่สามารถทนต่อความร้อนจากการทำให้ปราศจากเชื้อในหม้อนึ่งฆ่าเชื้อโรค (autoclave) ได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่พบได้ในยาปฏิชีวนะเพียงไม่กี่ชนิด จึงได้มีการใช้เจนตามัยซินมาใช้ในการเตรียม[[อาหารเลี้ยงเชื้อ]]บางชนิด นอกจากนี้ เจนตามัยซินยังถูกนำไปใช้เป็นยาปฏิชีวนะในการเพาะเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อเพื่อการศึกษาวิจัยด้าน[[อณูชีววิทยา]] เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนแบคทีเรียของเซลล์ที่เพาะเลี้ยงนั้นๆ อีกด้วย
| เจนตามัยซิยเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากอะไร | {
"answer": [
"การติดเชื้อแบคทีเรีย"
],
"answer_begin_position": [
183
],
"answer_end_position": [
203
]
} |
2,977 | 15,673 | ซีอาน ซีอาน () เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีนซีอาน เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกเมืองหนึ่ง ความหมาย: ความสงบสุขทางตะวันตก) เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี ในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์จีน ในอดีตซีอานได้เป็นเมืองหลวงของ 13 ราชวงศ์ รวมทั้ง โจว ชิน ฮั่น และ ถัง ซีอานยังเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางสายไหม ซีอานมีประวัติอันยาวนานมากกว่า 3,100 ปี โดยชื่อเดิมว่า ฉางอาน (长安, 長安 พินอิน: Cháng'ān) ซึ่งมีความหมายว่า "ความสงบสุขชั่วนิรันดร์" ซีอานเป็นเป็นเมืองที่เจริญและใหญ่ที่สุดในส่วนตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน และเป็น 1 ใน 10 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ภูมิอากาศของภูมิภาคนี้อบอุ่น มีฝนตกมาก มีปริมาณฝนเทียบได้ใกล้เคียงกับภูมิภาคด้านใต้ของประเทศจีนในปัจจุบัน ดังนั้น ประชากรที่นี่จึงค่อนข้างมาก ทางตะวันออกของ ซีอาน ห่างไปประมาณ 6 กิโลเมตร มีหมู่บ้านชื่อ ปั้น-ภอ-ฌุน ได้มีการค้นพบหมู่บ้านที่มีอายุกว่า 6 พันปี ซึ่งมีประชากรประมาณ 500 คน ฮ่องเต้ของราชวงศ์โจวตะวันตก ได้เคยสร้างเมืองหลวง 2 เมือง ทางตะวันตกของ ซีอานศัพทมูลวิทยา ศัพทมูลวิทยา. ตัวอักษรจีนสองตัวในชื่อ "ซีอาน (西安)" มีความหมายตามตัวอักษรว่า "สันติภาพแห่งตะวันตก (Western Peace)" คำว่า "ซึ (西)" หมายถึง ทิศตะวันตก และคำว่า "อานหรืออัน (安)" มีความหมายว่า สันติภาพ ความสงบสุข เดิมทีในสมัยราชวงศ์โจวพื้นที่บริเวณนี้ถูกเรียกว่า "เฟิงฮั่ว (Fenghao, 沣镐)" โดยพื่นที่ส่วนของเมืองที่ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเฟิง เรียกว่า "เฟิง (Feng)" และอีกส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก เรียกว่า "ฮั่ว (Hao)" ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสต์ศักราช - ปี ค.ศ. 220) ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ฉางอัน (Chang'an, 长安) หมายถึง "สันติภาพอันยาวนาน (Perpetual Peace)" และถูกเรียกว่า เมืองหลวงแห่งตะวันตก หรือ ซีจิง (Xijing, 西京) ในบางช่วงของสมัยราชวงศ์ฮั่นหลังจากการย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออกคือ เมืองลั่วหยาง ในระหว่างรัชสมัยฮั่นตะวันออก ต่อมาในปี ค.ศ. 581 ช่วงราชวงศ์สุย ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ต้าซิง (Daxing, 大興) และเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อ ฉางอัน อีกครั้งในปี ค.ศ. 618 สม้ยราชวงศ์ถัง เมืองซีอานได้รับการตั้งชื่อครั้งแรกในช่วงราชวงศ์หยวน (ปี ค.ศ. 1270 -1368) ว่า เฟิ่งหยวน (Fengyuan, 奉元) และตามด้วยชื่อ อันซี หรืออานซี (Anxi, 安西) แล้วเปลี่ยนเป็นชื่อ จิงเจ้า (Jingzhao, 京兆) ในเวลาต่อมา ในที่สุดในปี ค.ศ. 1369 สมัยราชวงศ์หมิงจึงได้ใช้ชื่อว่าซีอาน จากนั้นในปี 1930 ถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งหนึ่งเป็นชื่อ ซีจิง (Xijing, 西京) และกลับมาใช้ชื่อซีอานอีกครั้งในสมัยสาธารณรัฐจีน ปี ค.ศ 1943ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. เป็นอู่อารยธรรมเก่าแก่ แถบแม่น้ำหวงเหอ ซึ่งมีความสำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมายเมื่อ 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ทั้งยังเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของจีนมาในหลายยุคหลายสมัย ปัจจุบันมีสถานที่สำคัญหลายแห่งในมณฑลส่านซีได้ถูกจัดเป็นมรดกโลก จากองค์การสหประชาชาติ เข่น หุ่นทหารโบราณ (Army of Terracotta Worriors) ที่ถูกค้นพบในปี 1974 ซีอานมีอาณาเขตจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกราว 9 กิโลเมตร จากทิศเหนือถึงทิศใต้ประมาณ 8 กิโลเมตร ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉิน (จิ๋นซีฮ่องเต้) เมื่อรวมประเทศจีนเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ได้สถาปนาเมืองหลวงของประเทศขึ้น คือ เมืองเสียนหยาง ตั้งอยู่ทางเหนือของซีอานในปัจจุบัน ในอดีตจัดเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น มีประชากรประมาณ 5 ถึง 6 แสนคน เกือบเท่ากับ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ แต่จอมจักรพรรดิทรงเห็นว่า เมืองหลวง เสียนหยาง ยังมีขนาดใหญ่ไม่เพียงพอ จึงโปรดให้สร้างเมือง เออฝาง ขึ้นทางใต้ของเมืองเสียนหยาง กล่าวกันว่า หลังจากราชวงศ์ฉินถูกชาวนาโค่นบัลลังก์แล้วบรรดาพระราชวัง และ ตำหนักในเมืองทั้งสองถูกเผาทำลายสิ้น โดยใช้เวลาเผานานถึง 3 เดือน สมัยราชวงศ์ฮั่น ได้มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ชื่อ ฉางอาน ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ระหว่างที่ตั้งเมืองหลวงเก่าทั้งสอง ปัจจุบันยังสามารถมองเห็นที่ตั้งเมืองฉางอานได้ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองซีอาน เมือง ฉางอาน ของราชวงศ์ฮั่นนี้มีอาณาเขตโดยรอบ 25,000 เมตร พื้นที่ 35 ตารางกิโลเมตร ตำหนักภายในเมืองมีจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ เล่ากันว่า หลังจากสร้างตำหนักเสร็จแล้ว องค์จักรพรรดิฮั่น ตรัสว่า "ช่างใหญ่อะไรปานนี้" 800 ปีหลังจากนั้น จักรพรรดิ ราชวงศ์ สุย ได้สร้างเมืองหลวงอีกเมืองหนึ่งขึ้นทางใต้ของ ฉางอาน ของราชวงศ์ฮั่น ชื่อ ต้าสิ้ง และเปลี่ยน ฉางอาน เป็นสวนดอกไม้ส่วนพระองค์ และเนื่องจากจักรพรรดิราชวงศ์สุยมา จากตระกูลหยาง ผู้คนจึงเรียกเมืองนี้ว่า เมืองตระกูลหยางถึงราชวงศ์ถัง องค์จักรพรรดิได้เปลี่ยนชื่อเมือง ต้าสิ้น เป็น ฉางอาน ขณะเดียวกันก็ดำรงการก่อสร้างเมืองอย่างต่อเนื่อง จนเมือง ฉางอาน มีอาณาเขตโดยรอบถึง 36,700 เมตร พื้นที่ 84 ตารางกิโลเมตร เมือง ฉางอาน ของราชวงศ์ถัง เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนพื้นโลกในขณะนั้น มีความสัมพันธ์ด้านการค้ากับประเทศต่าง ๆ มากกว่า 300 ประเทศ ชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยมีถิ่นพำนักในเมืองนี้ จำนวนหนึ่งทำงาน อีกจำนวนหนึ่งเรียนหนังสือ อาจจะพูดได้ว่า ฉางอาน เป็นเมืองนานาชาติเมืองหนึ่ง แต่ที่น่าเสียดายคือในช่วงปลายราชวงศ์ถังได้มีศึกสงครามไม่หยุดหย่อน สิ่งก่อสร้าง 300 ปี ของฉางอานถูกทำลายหมดสิ้น เหลือเพียงสถูปห่านป่าใหญ่และสถูปห่านป่าเล็กเท่านั้น ต่อมาหลังจากราชวงศ์ถังมา 2 - 3 ราชวงศ์ แม้ว่าที่ฉางอานจะมีการก่อสร้างอีกจำนวนหนึ่ง แต่ตัวเมืองดั้งเดิมกลับเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จนเมื่อราชวงศ์หมิง เรืองอำนาจ เมืองฉางอานก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ซีอาน ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ตราบถึงปัจจุบัน เมือง ซีอานที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเมืองที่ถูกสร้างมา 600 ปีก่อนราชวงศ์หมิง โดยใน 300 ปีก่อนหน้านี้ เมืองซีอานได้มีโอกาสการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวเมืองในปัจจุบันมีพื้นที่มากถึง 129 ตารางกิโลเมตร เปรียบกับ ฉางอาน ในสมัยราชวงศ์ถังแล้วมีพื้นที่ใหญ่กว่าร้อยละ 50 มีจำนวนประชากรมากถึง 1 ล้าน 5 แสนคนโดยประมาณ ภายในเมืองนอกจากจะสร้างอาคารบ้านเรือนสมัยใหม่จำนวนมากแล้ว ยังมีการบูรณะสวนสาธารณะ และโบราณสถานที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งด้วย หอนาฬิกากลางเมืองซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ หมิง บรรดาเมืองหลวงในประวัติศาสตร์หลาย ๆ แห่งต่างมี หอนาฬิกา แต่ไม่มีที่ไหนจะมีชื่อเสียงอย่างของ ซีอาน สิ่งก่อสร้างสำคัญอีกแห่งหนึ่งทางด้านใต้ของหอนาฬิกาที่ถนนชื่อ ซานเซวี๋ย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ของมณฑล ส่านซี ภายในมีแท่ง ศิลาจารึก ที่มีชื่อเสียง ซึ่งถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง จำนวนมากกว่า 1 พัน แท่ง ด้านใต้ของซีอานยังมีสถูปห่านป่าใหญ่ (ต้าเอี้ยนถ่า วัดต้าฉือเอิน - พระถังซัมจั๋ง ) และสถูปห่านป่าเล็กเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ที่ตะลึงคนทั่วโลกเกิดขึ้น คือการค้นพบกองทัพหุ่นทหาร และม้าประจำสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ สามารถได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งของโลก เช่นเดียวกับ กำแพงเมืองจีน สุสานตั้งอยู่ที่อำเภอหลินถง ทางตะวันออกของซีอาน โดยกล่าวกันว่าเมื่อจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ก็ได้เริ่มสร้างสุสานทันที มีประชาชนร่วมก่อสร้างมากกว่า 7 แสนคน ที่ขุดค้นและจัดแสดงมี 3 หลุม (Pit) ส่วน สุสานพระศพ และ อื่นๆ ยังไม่มีการขุดค้น จนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่จะดำรงรักษาสภาพสีของ วัตถุโบราณตลอดจนหุ่นทหารดินเผา โบราณสถานที่มีชื่อเสียงในปริมณฑลของซีอาน มีมากมายโดยเฉพาะสุสานของจักรพรรดิหลาย ๆ พระองค์และคลังสมบัติ อาจจะทำให้พูดได้ว่า บริเวณเมืองซีอานคือพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ. ซีอานคือศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เป็นเมืองที่มีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุดในบรรดาเมืองทางตะวันตกของจีน อุตสาหกรรมในเมืองซีอานเป็นอุตสาหกรรมการผลิต คิดเป็นร้อยละ 97 จากอุตสาหกรรมทั้งหมด และมียอดการนำเข้าและส่งออกประมาณร้อยละ 60 ของการค้าขายทั้งหมด
| ชื่อเดิมของเมืองซีอานในประเทศจีนคืออะไร | {
"answer": [
"ฉางอาน"
],
"answer_begin_position": [
494
],
"answer_end_position": [
500
]
} |
2,978 | 187,721 | เมาคลีลูกหมาป่า เมาคลีลูกหมาป่า () เป็นนิยายชุดที่เขียนโดย รัดยาร์ด คิปลิง นักเขียนชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ในนิตยสาร ระหว่างปี ค.ศ. 1893-1894 ขณะนั้นเขาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา เนื้อเรื่องในนิยาย กล่าวถึง เมาคลี เป็นเด็กทารกที่พลัดหลงจากพ่อแม่ ในป่าลึกของอินเดีย และเติบโตมาโดยการเลี้ยงดูจากหมาป่าตัวผู้ รัดยาร์ด คิปลิงเขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ ที่ใช้ชีวิตวัยเด็กตั้งแต่เกิด จนอายุ 6 ปี ที่เมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย
| ใครคือผู้ประพันธ์นิยายชุดเมาคลีลูกหมาป่า | {
"answer": [
"รัดยาร์ด คิปลิง"
],
"answer_begin_position": [
149
],
"answer_end_position": [
164
]
} |
2,979 | 6,217 | กลุ่มดาวกิ้งก่า กลุ่มดาวกิ้งก่า อยู่ในซีกฟ้าเหนือ ระหว่างกลุ่มดาวหงส์ กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย และกลุ่มดาวแอนดรอเมดา เป็นหนึ่งในกลุ่มดาว 88 กลุ่มที่รับรองโดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ตั้งชื่อโดยโจแฮนเนส เฮเวลีอุส ในคริสต์ศตวรรษที่ 17
| กลุ่มดาวใดที่อยู่ระหว่างกลุ่มดาวหงส์ กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย และกลุ่มดาวแอนดรอเมดา | {
"answer": [
"กลุ่มดาวกิ้งก่า"
],
"answer_begin_position": [
102
],
"answer_end_position": [
117
]
} |
2,980 | 6,217 | กลุ่มดาวกิ้งก่า กลุ่มดาวกิ้งก่า อยู่ในซีกฟ้าเหนือ ระหว่างกลุ่มดาวหงส์ กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย และกลุ่มดาวแอนดรอเมดา เป็นหนึ่งในกลุ่มดาว 88 กลุ่มที่รับรองโดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ตั้งชื่อโดยโจแฮนเนส เฮเวลีอุส ในคริสต์ศตวรรษที่ 17
| ใครเป็นผู้ตั้งชื่อกลุ่มดาวกิ้งก่า | {
"answer": [
"โจแฮนเนส เฮเวลีอุส"
],
"answer_begin_position": [
271
],
"answer_end_position": [
289
]
} |
2,981 | 232,610 | ข้าวต้มมัด ข้าวต้มมัด หรือ ข้าวต้มผัด เป็นขนมชนิดหนึ่งที่ทำด้วยข้าวเหนียวผัดกับกะทิ แล้วนำไปห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าวอ่อน ใส่ไส้กล้วย นำไปนึ่งให้สุก ทางภาคใต้ใช้ข้าวเหนียวกับน้ำกะทิ ห่อด้วยใบพ้อ เรียกห่อต้ม ถ้าห่อด้วยใบมะพร้าว และมัดด้วยเชือกเรียกห่อมัด ขนมแบบเดียวกับข้าวต้มยังพบในประเทศอื่นอีก เช่นในฟิลิปปินส์เรียก อีบอส หรือ ซูมัน ที่แบ่งย่อยได้หลายชนิดเช่นเดียวกับข้าวต้มมัดของไทย ข้าวต้มมัดอีกชนิดหนึ่งเรียก ข้าวต้มลูกโยน เป็นขนมที่ใช้ในเทศกาลออกพรรษา ห่อด้วยใบพ้อหรือยอดมะพร้าวเป็นรูปรี ข้างในเป็นข้าวเหนียวผสมถั่วดำไม่มีไส้ ผูกเข้าด้วยกันเป็นพวงแล้วนำไปต้ม ส่วน ข้าวต้มมัดไต้ เป็นข้าวต้มที่ห่อแล้วมัดให้มีลักษณะเหมือนไต้ที่ใช้จุดไฟ ไส้เป็นถั่วทองโขลกกับรากผักชี กระเทียม พริกไทย ใส่หมู มันหมู ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำ น้ำตาลทราย ห่อด้วยใบตองเป็นแท่ง มัดเป็นเปลาะ 4-5 เปลาะ แล้วนำไปต้ม บางท้องที่ใช้เป็นขนมไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีนและสารทจีนด้วย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกข้าวต้มมัดว่า ข้าวต้มกล้วย ใช้ข้าวเหนียวดิบมาห่อ ปรุงรสด้วยเกลือนิดหน่อย ใส่ถั่วลิสงต้มสุกเคล้าให้เข้ากันแล้วจึงห่อเป็นมัด ใส่ไส้กล้วย เอาไปต้มให้สุก ถ้าเป็นแบบผัด จะผัดข้าวเหนียวกับกะทิก่อนแล้วจึงห่อใส่ไส้กล้วย แล้วต้มให้สุก ถ้าต้องการหวานจะเอามาจิ้มน้ำตาล ส่วนทางภาคเหนือนิยมนำข้าวต้มมัดที่สุกแล้วมาหั่นเป็นชิ้นๆ คลุกกับมะพร้าวขูด โรยน้ำตาลทราย เรียก ข้าวต้มหัวหงอก ในประเทศลาวมีข้าวต้มมัดเช่นเดียวกันเรียกว่า "เข้าต้ม" ไส้เค็มใส่มันหมูกับถั่วเขียว ไส้หวานใส่กล้วย ข้าวต้มมัดทางภาคใต้ไม่มีไส้ เป็นข้าวเหนียวผัดกับกะทิ ใส่ถั่วขาว ไม่นิยมใช้ถั่วดำ ออกรสเค็มเป็นหลัก ถ้าต้องการให้มีรสหวานจะเอาไปจิ้มน้ำตาล และมีขนมชนิดหนึ่งเรียก ข้าวต้มญวน มีลักษณะคล้ายข้าวต้มมัดแต่ห่อใหญ่กว่า ทำให้สุกด้วยการต้ม เมื่อจะรับประทานจะหั่นเป็นชิ้นๆ คลุกกับมะพร้าวขูด เกลือและน้ำตาลทราย ในปี พ.ศ. 2557 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้ขึ้นทะเบียนข้าวต้มมัดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในสาขาความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล เพื่อป้องกันมิให้สูญหาย พร้อมกับมรดกทางวัฒนธรรมอย่างอื่น
| ข้าวต้มมัดเป็นขนมที่นำข้าวชนิดใดมาผัดกับกะทิ | {
"answer": [
"ข้าวเหนียว"
],
"answer_begin_position": [
148
],
"answer_end_position": [
158
]
} |
2,984 | 198,620 | สถานีรถไฟนครลำปาง สถานีรถไฟนครลำปาง ตั้งอยู่ที่ ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง มีพื้นที่ 161 ไร่ ห่างจากสถานีรถไฟกรุงเทพ 642.29 กิโลเมตร สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 2458 และเปิดใช้งานเมื่อครั้งรถไฟหลวงขบวนแรกเดินถึงจังหวัดลำปางในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 แต่เดิม ระหว่างสถานีรถไฟห้างฉัตรกับสถานีรถไฟนครลำปางเคยมี ที่หยุดรถบ่อแฮ้ว แต่ปัจจุบันได้ถูกยุบเลิกไปแล้วลักษณะสถาปัตยกรรม ลักษณะสถาปัตยกรรม. ตัวอาคารมีรูปแบบการก่อสร้างผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมไทยภาคเหนือกับสถาปัตยกรรมยุโรป เป็นอาคาร 2 ชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นบนเป็นที่ทำการสารวัตรเดินรถลำปาง ส่วนชั้นล่างเป็นที่ทำการของสถานี รั้วระเบียงอาคารชั้นบนและเหนือวงกบประตูและหน้าต่างเป็นไม้ฉลุลายสวยงาม ส่วนทางเข้าห้องโถงชั้นล่างซึ่งเป็นห้องจำหน่ายตั๋วและทางขึ้นชั้นบนเป็นประตูรูปโค้งขนาดใหญ่ สถานีนครลำปางได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอตลอดมา ทำให้ยังคงรูปแบบและเอกลักษณ์เดิมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จนได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแห่งสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ ประจำปี พ.ศ. 2536 ในอดีตเป็นศูนย์กลางของรถไฟที่จะต่อไปที่นครเวียงพิงค์ (จังหวัดเชียงใหม่) ข้างหน้ามีสถานีมีหัวรถจักรไอน้ำ มีอักษรย่อเขียนว่า ร.ฟ.ท. อยู่ที่ข้างหัวรถจักร ข้างหน้ามีน้ำพุเป็นช้างพ่นน้ำพุ ตัวสถานีห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร และอาคารสถานีได้ถูกบันทึกเป็นอาคารอนุรักษ์ ส่วนหน้าสถานีจะมีรถไฟจะมีจุดจอดรถม้าอยู่ด้วยตารางเวลาการเดินรถเที่ยวขึ้นเที่ยวล่องรถสินค้าตารางเวลาการเดินรถ. รถสินค้า. - ขบวนรถก๊าซที่ 651/652 - ขบวนรถน้ำมันที่ 643/644, 673/674งานประจำปีที่สำคัญงานประจำปีที่สำคัญ. - งานรำลึกประวัติศาสตร์รถไฟ รถม้าลำปาง ซึ่งมีกำหนดจัดขั้นในห้วงเดือนเมษายนของทุกปี เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของรถไฟรถม้าลำปาง ซึ่งเป็นพาหนะสำคัญที่ชาวลำปางใช้สัญจรตั้งแต่อดีต ตั้งแต่รถไฟสายเหนือจากกรุงเทพฯ มาสู่นครลำปาง เป็นขบวนแรก เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 ในสมัยของรัชกาลที่ 6สถานที่สำคัญที่ใกล้เคียงสถานที่สำคัญที่ใกล้เคียง. - วัดศรีรองเมือง - ชุมชนตำบลสบตุ๋ยที่หยุดรถไฟบ่อแฮ้ว ที่หยุดรถไฟบ่อแฮ้ว. ที่หยุดรถไฟบ่อแฮ้ว เป็นที่หยุดรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ในเขตชุมชนตำบลบ่อแฮ้ว อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากสถานีรถไฟกรุงเทพเป็นระยะทาง 647.12 กิโลเมตร ในอดีตเป็นสถานีรถไฟที่มีขบวนรถไฟจอดรับ-ส่งผู้โดยสารอยู่ประจำ แต่ภายหลังถูกยุบลงเหลือเป็นเพียงที่หยุดรถไฟและปัจจุบันไม่มีขบวนใด ๆ จอดที่นี่แล้ว
| สถานีรถไฟนครลำปางสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ใด | {
"answer": [
"2458"
],
"answer_begin_position": [
260
],
"answer_end_position": [
264
]
} |
2,985 | 44,023 | ไหซอง ไหซอง เป็นเครื่องดนตรีไทยภาคอีสาน ทำมาจากไหน้ำปลาหรือไหปลาร้าที่ไม่ใช้แล้ว ขึงด้วยยางหนังสติ๊กหรือยางอื่นๆ บริเวณปากไห จัดเป็นชุด ชุดละหลายใบ โดยมีขนาดลดหลั่นกัน บรรเลงโดยการดีดด้วยนิ้ว ให้เสียงทุ้มคล้ายกีตาร์เบส ทำหน้าที่เป็นเครื่องประกอบจังหวะ ใช้บรรเลงประกอบในวงดนตรีพื้นเมืองภาคอีสานหรือที่นิยมเรียกว่าวงโปงลาง ปัจจุบันวงโปงลางส่วนใหญ่นิยมใช้พิณเบส แทนการใช้ไหซอง เนื่องจากให้เสียงดังกว่าและสามารถบรรเลงพลิกแพลงได้มากกว่า จึงแทบไม่มีการดีดไหซองเพื่อการบรรเลงจริงๆแล้ว การดีดไหซองในปัจจุบันเป็นเพียงการแสดงลีลาการดีดประกอบท่าฟ้อนรำ นิยมใช้ผู้หญิงเป็นผู้ดีด เรียกว่า นางไห ใช้แสดงในงานรื่นเริงต่างๆ
| ไหซองเป็นเครื่องดนตรีไทยภาคใด | {
"answer": [
"อีสาน"
],
"answer_begin_position": [
112
],
"answer_end_position": [
117
]
} |
2,986 | 11,331 | ประเทศกาบอง กาบอง () หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐกาบอง () เป็นประเทศในตอนกลางของภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนติดกับอิเควทอเรียลกินี แคเมอรูน สาธารณรัฐคองโก และอ่าวกินี กาบองปกครองโดยประธานาธิบดีที่สถาปนาตนเองขึ้นสู่อำนาจนับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2503 กาบองได้นำระบบหลายพรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญใหม่มาใช้ในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ที่ทำให้เกิดกระบวนการการเลือกตั้งที่โปร่งใสยิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดการปฏิรูปสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ กาบองมีจำนวนประชากรไม่มาก แต่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย จึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนเอกชนต่างชาติ ทำให้กาบองกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคนี้ภูมิศาสตร์ลักษณะภูมิประเทศลักษณะภูมิอากาศ ภูมิศาสตร์. ลักษณะภูมิอากาศ. อากาศร้อนชื้นแถบเส้นศูนย์สูตร อุณหภูมิสูงและฝนตกชุก มีฤดูแล้งยาวนานตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกันยายน หลังจากนั้นเป็นฤดูฝนช่วงสั้น ๆ และจะเป็นฤดูแล้งอีกครั้งตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และเป็นฤดูฝนอีกครั้งฝนตกโดยเฉลี่ยประมาณ 510 มิลลิเมตรต่อปีประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์. เดิมดินแดนกาบองเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์แอฟริกาตะวันตกของฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2501 กาบองได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง และ ได้ประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2504 โดยมีนาย ลียง เอ็มบา เป็นประธานาธิบดีคนแรก ในปี พ.ศ. 2507 ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น แต่ด้วยความช่วยเหลือของฝรั่งเศส โดยได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตามเดิมจนกระทั่งเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2510 นาย Albert-Bernard Bongo (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น โอมา บองโก อนดิมบา) รองประธานาธิบดี ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสให้เข้ารับตำแหน่งแทน และจัดตั้งระบบการปกครองแบบพรรคการเมืองเดียว โดยมีพรรคประชาธิปไตยกาบอง (PDG : Parti democratique gabonais) เป็นพรรครัฐบาล ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโอมา บองโก อนดิมบา ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งซ้ำในปี พ.ศ. 2516, พ.ศ. 2522 และ พ.ศ. 2529 โดยไม่มีคู่แข่ง ในปี พ.ศ. 2533 ภายใต้แรงกดดันจากกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศ รัฐบาลกาบองได้จัดให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงเป็นระบบการเมืองแบบหลายพรรค อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปไตยกาบองของประธานาธิบดีบองโก ยังคงได้รับเสียงข้างมากในสภาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีขึ้นในปี พ.ศ. 2536 นายบองโก ยังคงได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับเลือกตั้งซ้ำในปี พ.ศ. 2541 ในปี พ.ศ. 2540 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเพิ่มระยะเวลาให้ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งจากเดิมวาระละ 5 ปี เป็นวาระละ 7 ปี และมีการแต่งตั้งตำแหน่งรองประธานาธิบดีขึ้นมาอีกครั้ง และในปี พ.ศ. 2546 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งโดยยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี ซึ่งทำให้นายบองโก มีสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 และชนะการเลือกตั้ง โดยนับเป็นการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 6 และถือเป็นประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในแอฟริกา ปัจจุบัน ประธานาธิบดีโอมา บองโก อนดิมบา เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย ที่คลิกนิกแห่งหนึ่งในเมืองบาเซโลนา ประเทศสเปน ในวัย 73 ปี โดยทางการกาบองได้ประกาศไว้อาลัยแก่การเสียชีวิตของนายบองโก เป็นเวลา 30 วัน และกำหนดให้ประธานวุฒิสภานาง Rose Francine Rogombe ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีและจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 45 วัน ในชั้นนี้ สถานการณ์ในกรุงลิเบรวิลล์ยังอยู่ในความสงบไม่เกิดเหตุวุ่นวายตามที่มีการคาดไว้แต่อย่างใดการเมืองการปกครองบริหาร การเมืองการปกครอง. บริหาร. กาบองมีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ เป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลและเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีโดยการหารือกับประธานาธิบดี โดยเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากที่สุดประเทศหนึ่งในแอฟริกาตะวันตกนิติบัญญัติ นิติบัญญัติ. ในปี พ.ศ. 2533 กาบองเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้มีระบบการเมืองหลายพรรค รัฐสภาของกาบองเป็นระบบสภาคู่ โดยสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 120 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไป และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี ในส่วนของวุฒิสภาจำนวน 91 ที่นั่ง (ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2538) เลือกจากสมาชิกสภาท้องถิ่น และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปีตุลาการต่างประเทศกองทัพสิทธิมนุษยชนการแบ่งเขตการปกครองเศรษฐกิจโครงสร้างภาพรวมเศรษฐกิจ. ภาพรวม. - ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 12.90 พันล้าน USD (ไทย: 317.7 พันล้าน USD) - รายได้ประชาชาติต่อหัว 8,624.17 USD (ไทย: 4,719.8 USD) - การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.0 (ไทย: ร้อยละ 7.8) - อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 4.0 (ไทย: ร้อยละ 3.3) - เงินทุนสำรอง 1.74 พันล้าน USD (ไทย: 185.9 พันล้าน USD) - อุตสาหกรรมที่สำคัญ การกลั่นปิโตรเลียม แมงกานีส เหมืองทอง เคมีภัณฑ์ ซ่อมเรือ อาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ ไม้ซุง ไม้อัด ซีเมนต์ - ทรัพยากรธรรมชาติ ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ เพชร ไนโอเบียม แมงกานีส ยูเรเนียม ทอง ไม้ แร่เหล็ก พลังงานน้ำ - สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมันดิบ ไม้ซุง แมงกานีส ยูเรเนียม - สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ อาหาร เคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง - ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ- ส่งออกไป รัสเซีย สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส - นำเข้าจาก ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จีน เบลเยียม อิตาลี แคเมอรูน เนเธอร์แลนด์ - หน่วยเงินตรา ฟรังก์เซฟา (CFA Franc) (1 บาท =15.07 ฟรังก์เซฟา) (สถานะ ณ วันที่ 20 มิ.ย. 54) เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญประเทศหนึ่งของไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยระหว่างปี 2537-2540 ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า และไทยเพิ่งจะมาได้เปรียบดุลการค้าในช่วงปี 2541-2542 สินค้าออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ข้าว ปูนซิเมนต์ รองเท้าและชิ้นส่วน เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าผืน ผ้าปักและลูกไม้ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์พลาสติก และสินค้าเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เส้นใยใช้ในการทอ ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์ เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบการท่องเที่ยวโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม และ โทรคมนาคมวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีการศึกษาสาธารณสุขประชากรศาสตร์ ประชากรศาสตร์. จำนวนประชากร 1,485,832 คนเชื้อชาติ เชื้อชาติ. ได้แก่ เผ่า Bantu เผ่าต่าง ๆ ที่สำคัญ 4 เผ่า คือ Fang Eshira Bapounou และ Bateke นอกจากนี้ มีชาวอัฟริกันอื่น ๆ และชาว ยุโรปประมาณ 154,000 คน ซึ่งรวมทั้งชาวฝรั่งเศส 10,700 คน และมีผู้ถือสองสัญชาติ 11,000 คนศาสนา ศาสนา. ศาสนาคริสต์ 55%-75% ความเชื่อดั้งเดิม และศาสนาอิสลามน้อยกว่า 1%ภาษากีฬาฟุตบอลมวยสากลวัฒนธรรมสถาปัตยกรรมอาหารดนตรีสื่อสารมวลชนวันหยุด
| ประเทศกาบองเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศใด | {
"answer": [
"ฝรั่งเศส"
],
"answer_begin_position": [
332
],
"answer_end_position": [
340
]
} |
2,987 | 196,444 | อังคะ แคว้นอังคะ (अंग) เป็นหนึ่งในอาณาจักรในอินเดียโบราณ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศอินเดีย ในปัจจุบันคือระหว่างรัฐพิหารและรัฐเบงกอลตะวันตกและบางส่วนของประเทศบังกลาเทศ ในมหากาพย์มหาภารตะ แคว้นอังคะเป็นอาณาจักรที่ทุรโยธน์มอบให้กรรณะเพื่อแลกกับมิตรภาพและความจงรักภัคดีต่อฝ่ายเการพ
| ในมหากาพย์มหาภารตะ แคว้นใดในอินเดียโบราณที่ทุรโยธน์มอบให้กรรณะเพื่อแลกกับมิตรภาพและความจงรักภัคดีต่อฝ่ายเการพ | {
"answer": [
"แคว้นอังคะ"
],
"answer_begin_position": [
86
],
"answer_end_position": [
96
]
} |
2,988 | 755,541 | ปลาแปบหางดอก ปลาแปบหางดอก (; ) ปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีลำตัวแบนข้างมาก หัวเล็กมีสีเงิน ลำตัวใส ตาโต ครีบใสมีสีเหลืองอ่อน ครีบอกยาวเลยครีบท้อง ครีบท้องเล็ก ครีบหางเว้าตื้น มีลายสีดำเป็นแต้มคล้ำโดยมีสีพื้นเป็นสีเหลืองอ่อน นับเป็นปลาจำพวกปลาแปบหรือปลาท้องพลุเพียงชนิดเดียวที่มีสีเหลืองดำที่ครีบหาง ทำให้ดูแลคล้ายกับปลาซิวหางกรรไกร (Rasbora trilineata) เป็นปลาขนาดเล็กมีความยาวไม่เกิน 4-6 เซนติเมตร มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดเล็ก กินแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหาร พบในแหล่งน้ำและหนองบึงทั่วประเทศไทย แต่พบได้ไม่บ่อยนัก นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม
| ปลาแปบหางดอกมีลักษณะคล้ายกับปลาอะไร | {
"answer": [
"ปลาซิวหางกรรไกร"
],
"answer_begin_position": [
434
],
"answer_end_position": [
449
]
} |
2,989 | 37,886 | ปอล เดอ กัสแตลโฌ ปอล เดอ กัสแตลโฌ (; พ.ศ. 2453 — ) เป็นวิศวกรชาวฝรั่งเศสที่บริษัทรถยนต์ซิตรอง เป็นบุคคลที่คิดค้นและพัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับวาดเส้นโค้งเบซิเยร์ โดยขั้นตอนวิธีที่เข้าคิดค้น ภายหลังได้ชื่อเพื่อเป็นเกียรติ ตามชื่อนามสกุลของเขาเอง คือ ขั้นตอนวิธีของเดอกัสแตลโฌ โดยมีความซับซ้อนของการคำนวณเป็น สมการกำลังสอง formula_1
| ปอล เดอ กัสแตลโฌ เป็นวิศวกรชนชาติใด | {
"answer": [
"ฝรั่งเศส"
],
"answer_begin_position": [
153
],
"answer_end_position": [
161
]
} |
2,990 | 142,293 | อุปมานิทัศน์ อุปมานิทัศน์ () มาจากภาษากรีก “αλλος” หรือ “allos” ที่แปลว่า “อื่น” และคำว่า “αγορευειν” หรือ “agoreuein” ที่แปลว่า “การพูดในที่สาธารณะ” ซึ่งหมายถึงศิลปะที่ใช้สัญลักษณ์แทนความหมายโดยตรงในภาษาเขียน อุปมานิทัศน์มิได้ใช้แต่ในงานวรรณกรรม แต่อาจจะใช้ทางจักษุศิลป์ซึ่งมักจะพบในจิตรกรรมหรือประติมากรรม หรือ การแสดงสัญลักษณ์ทางศิลปะอื่นๆ ความหมายทางภาษาศาสตร์จะกว้างกว่าที่ใช้กันโดยทั่วไป ความหมายของ “อุปมานิทัศน์” จะมีน้ำหนักกว่ามากกว่าการใช้ “อุปลักษณ์” (metaphor) และเมื่อใช้ก็จะทำให้ผู้รับเกิดแรงบันดาลใจทางจินตนาการมากกว่า ขณะที่ “แนวเทียบ” (analogy) จะคำนึงถึงเหตุผลและตรรกศาสตร์มากกว่า เช่น “นิทานคติสอนใจ” (parable) จะเป็น “แนวเทียบ” ที่มีคำสอนทางจริยธรรมเพียงหัวข้อเดียว ความหมายของ “อุปมานิทัศน์” มักจะเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายของหัวข้อที่กว้างกว่าการใช้ “แนวเทียบ” ฉะนั้นในงาน “อุปมานิทัศน์” ชิ้นหนึ่งก็อาจจะมี “แนวเทียบ” หลายประเด็น จึงทำให้ตีความหมายกันไปได้หลายอย่าง ซึ่งบางครั้งก็อาจจะบิดเบือนไปจากความหมายที่ศิลปินตั้งใจเอาไว้ เช่นบางคนให้ความเห็นว่า “อุปมานิทัศน์” ของ “เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์” คือสงครามโลกเป็นต้น แต่วรรณกรรมชิ้นนี้เขียนก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สอง จะเกิดขึ้น และถึงแม้ว่า เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ผู้ประพันธ์จะกล่าวไว้ในคำนำในฉบับพิมพ์อเมริกันว่า “(หนังสือเล่มนี้) ไม่ใช่อุปมานิทัศน์หรือหัวข้อ...กระผมไม่ชอบอุปมานิทัศน์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใหน ...”ตัวอย่างงานอุปมานิทัศน์ตัวอย่างงานอุปมานิทัศน์. - นิทานอีสป - “The Republic” โดย เพลโต (อุปมานิทัศน์เรื่องถ้ำ) - “Phaedrus” โดย เพลโต (อุปมานิทัศน์เรื่องรถแข่ง) - “ดีวีนากอมเมเดีย” โดย ดันเต อาลีกีเอรี - “The Crucible” โดย อาเทอร์ มิลเลอร์
| อุปมานิทัศน์หมายถึงอะไร | {
"answer": [
"ศิลปะที่ใช้สัญลักษณ์แทนความหมายโดยตรงในภาษาเขียน"
],
"answer_begin_position": [
248
],
"answer_end_position": [
296
]
} |
2,991 | 214,330 | ปราโมทย์ แสงศร ปราโมทย์ แสงศร นักร้อง นักแสดง นายแบบชาวไทย เริ่มเข้าสู่วงการจาการชักชวนของพจน์ อานนท์ และเป็นที่รู้จักจากการแสดงภาพยนตร์เรื่องกลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้ และยังเคยออกอัลบั้มเดี่ยวภายใต้สังกัดอาร์เอส โปรโมชั่นประวัติ ประวัติ. ปราโมทย์ แสงศร (ชื่อเล่น โมทย์) เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2517 เป็นนักแสดงชาวไทย จบการศึกษาจากคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม เอกโฆษณา มีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยเข้าสู่วงการพร้อมนักแสดงรุ่นเดียวกัน เช่น ศรราม เทพพิทักษ์, สมชาย เข็มกลัด, ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, โชคชัย เจริญสุข และ คัทลียา แมคอินทอช คือเรื่อง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ รับบทเป็นรุ่นน้องที่โดนรุ่นพี่ตีหัว แล้วเข้าโรงพยาบาล ส่วนผลงานที่เป็นที่รู้จักเรื่องอื่นอย่าง สะแด่วแห้ว (2535) , แตก 4 รัก โลภ โกรธ เลว (2542), ผีสามบาท (2544) เมื่อ ปี พ.ศ. 2539 ปราโมทย์ แสงศร เคยออกอัลบั้มชุดแรกและชุดเดียวคือ Mote กับเพลงที่สร้างชื่อของเขา อย่างเพลง คอย, สั่นสะเทือน ซึ่งออกกับค่ายอาร์.เอส. ในช่วงระหว่างปี 2545-2549 เขาเริ่มหันหลังให้กับชีวิตนักแสดง เริ่มหันมาทำหนังอินดี้ ในปี 2549 เขามีภาพยนตร์สั้นเรื่องที่ 3 Tsu หนึ่งใน โปรเจกต์ภาพยนตร์สั้นสึนามิ และเป็นภาพยนตร์สั้นในชุดนี้ที่เดินทางไปต่างประเทศมากที่สุดของเขา นอกจากนี้ เขายังทำมิวสิกวิดีโอวงอินดี้บ้าง ทำโฆษณาบ้างผลงานแสดงภาพยนตร์ละครผลงาน. ละคร. - คุณหญิงจอมแก่น ช่อง 3 - 2 พี่น้อง ช่อง 3 - บ้านไร่เรือนรัก ช่อง 3 - พุทธานุภาพ ช่อง 3 (รับเชิญ) - ตี๋ใหญ่ 2 ดับเครื่องชน ช่อง MONO29งานพิธีกรงานพิธีกร. - รายการโทรทัศน์ 4 บวก 1 ถึงจะเท่ห์ - รายการโทรทัศน์ คู่หูคู่ใหม่ - รายการโทรทัศน์ BIX BOXผลงานกำกับภาพยนตร์สั้นผลงานกำกับภาพยนตร์สั้น. - FISH DON’T FLY (2002) - FULL LENGTH (2003) - สึ / TSU (2006)ได้รับรางวัล Minsong Award จาก Busan Asia Shotfilm Festival ประเทศเกาหลีใต้ และ รางวัลภาพยนตร์ทดลองยอดเยี่ยม จาก Taipei Golden Horse Film Festival ครั้งที่ 43 (ม้าทองคำ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน) - เมืองนิมิต / OBSERVATION OF THE MONK (2008) - ปรมาณู / BHARRAMANUH (2008) - อำนาจใหม่ / THE NEW REGIME (2008) - แสงสลายที่ปลายพริบตา / Instant Light (2009)ผลงานอื่น ๆผลงานอื่น ๆ. - ละครเวทีเรื่อง ผ่าผิวน้ำ (2010) - PRODUCER MTV EMBASSY (THAILAND) - กำกับภาพยนตร์ โฆษณา BIRDY "ZERO TO HERO" (2003)/35mm/color/85 minutes นำแสดงโดย แบงค์ ปวริศร์ - กำกับมิวสิกวิดีโอ ในชุด WHAT'S LOVE เพลง รักคือเด็กน้อย (2003) - กำกับมิวสิกวิดีโอ ในชุด Tell me เพลง Beloved (thing) by Burn Sony&BMG music Entertainment - งานภาพยนตร์เรื่องยาว 90 นาที เรื่อง ทามราษีไศล ได้รับทุน Script Development จากเทศกาลหนังนานาชาติ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้และทุนจากกระทรวงวัฒนธรรม ประเภทภาพยนตร์นอกกระแส - ได้รับทุนด้านการเขียนบทและกำกับ จากเมืองคานส์ และพักอยู่ประเทศ ฝรั่งเศส จะเดินทางกลับประเทศไทยประมาณเดือนกันยายน 2554 - เล่นมิวสิควีดีโอ เพลง "พรุ่งนี้ไม่มีจริง" ของศิลปิน ปาน ธนพร (2012) - เล่นมิวสิควีดีโอ เพลง "ควันจางลา" ของวง Desktop Error (2013)ผลงานเพลงอัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มอื่น/ซิงเกิล
| ใครเป็นผู้ชักชวนปราโมทย์ แสงศร เข้าสู่วงการบันเทิง | {
"answer": [
"พจน์ อานนท์"
],
"answer_begin_position": [
179
],
"answer_end_position": [
190
]
} |
2,992 | 214,330 | ปราโมทย์ แสงศร ปราโมทย์ แสงศร นักร้อง นักแสดง นายแบบชาวไทย เริ่มเข้าสู่วงการจาการชักชวนของพจน์ อานนท์ และเป็นที่รู้จักจากการแสดงภาพยนตร์เรื่องกลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้ และยังเคยออกอัลบั้มเดี่ยวภายใต้สังกัดอาร์เอส โปรโมชั่นประวัติ ประวัติ. ปราโมทย์ แสงศร (ชื่อเล่น โมทย์) เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2517 เป็นนักแสดงชาวไทย จบการศึกษาจากคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม เอกโฆษณา มีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยเข้าสู่วงการพร้อมนักแสดงรุ่นเดียวกัน เช่น ศรราม เทพพิทักษ์, สมชาย เข็มกลัด, ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, โชคชัย เจริญสุข และ คัทลียา แมคอินทอช คือเรื่อง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ รับบทเป็นรุ่นน้องที่โดนรุ่นพี่ตีหัว แล้วเข้าโรงพยาบาล ส่วนผลงานที่เป็นที่รู้จักเรื่องอื่นอย่าง สะแด่วแห้ว (2535) , แตก 4 รัก โลภ โกรธ เลว (2542), ผีสามบาท (2544) เมื่อ ปี พ.ศ. 2539 ปราโมทย์ แสงศร เคยออกอัลบั้มชุดแรกและชุดเดียวคือ Mote กับเพลงที่สร้างชื่อของเขา อย่างเพลง คอย, สั่นสะเทือน ซึ่งออกกับค่ายอาร์.เอส. ในช่วงระหว่างปี 2545-2549 เขาเริ่มหันหลังให้กับชีวิตนักแสดง เริ่มหันมาทำหนังอินดี้ ในปี 2549 เขามีภาพยนตร์สั้นเรื่องที่ 3 Tsu หนึ่งใน โปรเจกต์ภาพยนตร์สั้นสึนามิ และเป็นภาพยนตร์สั้นในชุดนี้ที่เดินทางไปต่างประเทศมากที่สุดของเขา นอกจากนี้ เขายังทำมิวสิกวิดีโอวงอินดี้บ้าง ทำโฆษณาบ้างผลงานแสดงภาพยนตร์ละครผลงาน. ละคร. - คุณหญิงจอมแก่น ช่อง 3 - 2 พี่น้อง ช่อง 3 - บ้านไร่เรือนรัก ช่อง 3 - พุทธานุภาพ ช่อง 3 (รับเชิญ) - ตี๋ใหญ่ 2 ดับเครื่องชน ช่อง MONO29งานพิธีกรงานพิธีกร. - รายการโทรทัศน์ 4 บวก 1 ถึงจะเท่ห์ - รายการโทรทัศน์ คู่หูคู่ใหม่ - รายการโทรทัศน์ BIX BOXผลงานกำกับภาพยนตร์สั้นผลงานกำกับภาพยนตร์สั้น. - FISH DON’T FLY (2002) - FULL LENGTH (2003) - สึ / TSU (2006)ได้รับรางวัล Minsong Award จาก Busan Asia Shotfilm Festival ประเทศเกาหลีใต้ และ รางวัลภาพยนตร์ทดลองยอดเยี่ยม จาก Taipei Golden Horse Film Festival ครั้งที่ 43 (ม้าทองคำ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน) - เมืองนิมิต / OBSERVATION OF THE MONK (2008) - ปรมาณู / BHARRAMANUH (2008) - อำนาจใหม่ / THE NEW REGIME (2008) - แสงสลายที่ปลายพริบตา / Instant Light (2009)ผลงานอื่น ๆผลงานอื่น ๆ. - ละครเวทีเรื่อง ผ่าผิวน้ำ (2010) - PRODUCER MTV EMBASSY (THAILAND) - กำกับภาพยนตร์ โฆษณา BIRDY "ZERO TO HERO" (2003)/35mm/color/85 minutes นำแสดงโดย แบงค์ ปวริศร์ - กำกับมิวสิกวิดีโอ ในชุด WHAT'S LOVE เพลง รักคือเด็กน้อย (2003) - กำกับมิวสิกวิดีโอ ในชุด Tell me เพลง Beloved (thing) by Burn Sony&BMG music Entertainment - งานภาพยนตร์เรื่องยาว 90 นาที เรื่อง ทามราษีไศล ได้รับทุน Script Development จากเทศกาลหนังนานาชาติ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้และทุนจากกระทรวงวัฒนธรรม ประเภทภาพยนตร์นอกกระแส - ได้รับทุนด้านการเขียนบทและกำกับ จากเมืองคานส์ และพักอยู่ประเทศ ฝรั่งเศส จะเดินทางกลับประเทศไทยประมาณเดือนกันยายน 2554 - เล่นมิวสิควีดีโอ เพลง "พรุ่งนี้ไม่มีจริง" ของศิลปิน ปาน ธนพร (2012) - เล่นมิวสิควีดีโอ เพลง "ควันจางลา" ของวง Desktop Error (2013)ผลงานเพลงอัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มอื่น/ซิงเกิล
| นักแสดงชาวไทยปราโมทย์ แสงศร จบการศึกษาจากคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยใด | {
"answer": [
"มหาวิทยาลัยศรีปทุม"
],
"answer_begin_position": [
441
],
"answer_end_position": [
459
]
} |
2,994 | 15,676 | บลูเรย์ จานบลูเรย์ () หรือ บีดี (BD) คือรูปแบบของจานแสงสำหรับบันทึกข้อมูลความละเอียดสูง ชื่อของจานบลูเรย์มาจากช่วงความยาวคลื่นที่ใช้ในระบบบลูเรย์ ที่ 405 nm ของเลเซอร์สี "ฟ้า" ซึ่งทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าดีวีดีที่มีขนาดแผ่นเท่ากัน โดยดีวีดีใช้เลเซอร์สีแดงความยาวคลื่น 650 nm โดยในอดีตมีคู่แข่งอย่าง HD DVD หรือ high definition optical disc format war ผลิตโดย Toshiba และเลิกผลิตเครื่องเล่น HD DVD ไปในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เนื่องจาก HD DVD ได้รับความนิยมน้อยกว่า และหันมาผลิตเครื่องเล่นจานบลูเรย์แทนตั้งแต่ พ.ศ. 2552การพัฒนา การพัฒนา. มาตรฐานของจานบลูเรย์พัฒนาโดยกลุ่มของบริษัทที่เรียกว่า Blu-ray Disc Association ซึ่งนำโดยฟิลิปส์และโซนี เปรียบเทียบกับเอชดีดีวีดี (HD-DVD) ที่มีลักษณะและการพัฒนาใกล้เคียงกัน จานบลูเรย์มีความจุ 25 GB ในแบบชั้นเดียว (Single-Layer) และ 50 GB ในแบบสองชั้น (Double-Layer) ขณะที่เอชดีดีวีดีแบบชั้นเดียว มี 15 GB และสองชั้นมี 30 GB โดยสามารถเพิ่มการหักเหแสงได้ทั้งหมด 4 ชั้นเพิ่มความจุในการอ่านเขียนไปที่ 128 GB เลยทีเดียวการรองรับคุณภาพของวิดีโอ การรองรับคุณภาพของวิดีโอ. ระบบภาพความชัดสูงหรือ High-definition video (HD) โดยใช้ระบบพิกเซลระดับ 1080p (1920×1080 pixels) ใช้ความเร็วในการฉาย 60 (59.94) ภาพต่อวินาที fields โดยมากกว่า DVD รุ่นเก่าที่สามารถทำความละเอียดภาพได้แค่ SD หรือ 480p (NTSC, 720×480 pixels) โดยอย่างมากไม่เกิน 576p (PAL, 720×576 pixels)ความจุของจานบลูเรย์ ความจุของจานบลูเรย์. ซึ่งปกติจานบลูเรย์นั้นจะมีลักษณะคล้ายกับแผ่นซีดีหรือดีวีดี โดยจานบลูเรย์จะมีลักษณะแบบหน้าเดียวและสองหน้า โดยแต่ละหน้าสามารถรองรับได้มากถึง 2 ชั้น อาทิ จาน BD-R (SL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Single Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 25 GB จาน BD-R (DL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Double Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 50 GB จาน BD-R (2DL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Double Layer แบบสองหน้า มีความจุ 100 GB โดยปี 2013 สามารถผลิต BD-XL ซึ่งมีขนาดมากกว่า 100 GB ไปที่ 128 GB ได้แล้ว ส่วนความเร็วในการอ่านหรือบันทึกจานบลูเรย์ที่มีค่า 1x, 2x, 4x ในแต่ละ 1x จะมีความเร็ว 36 เมกะบิตต่อวินาที นั่นหมายความว่า 4x นั่นจะสามารถบันทึกได้เร็วถึง 144 เมกะบิตต่อวินาที โดยมีนักวิทยาศาสตร์จาก NASA เป็น ผู้พัฒนาต่อจากระบบบันทึกข้อมูลที่ใช้ในโครงการอวกาศรายนามผู้ผลิตเครื่องเล่นจานบลูเรย์รายนามผู้ผลิตเครื่องเล่นจานบลูเรย์. - ฟิลิปส์ รุ่น BDP9000 - โซนี่ Playstation 3 - ไลท์-ออน รุ่น BDP-X1 - ไพโอเนียร์ รุ่น BDP-HD1 - โซนี่ รุ่น BDP-S1 - พานาโซนิค รุ่น DMP-BD10 - ไพโอเนียร์ รุ่น BDP-HD1 - ชาร์ป รุ่น DV-BP1 - แอลจี รุ่น BD100 - ซัมซุง รุ่น BD-P1000 - OPPO รุ่น BDP-105Dกายภาพสื่อบันทึกBDXL กายภาพสื่อบันทึก. BDXL. The BDXL รองรับขนาด 100 GB และ 128 GB โดยใช้จานเดียว และ 100 GB ในการเขียนอ่านซ้ำโดยเปิดตัวใน เดือน มิถุนายน 2553 BD-R 3.0 Format Specification (BDXL) เพิ่มคุณภาพชั้น ในการพัฒนา BDAV format ด้วยการอ่านจานความเร็ว 2× และ 4× โดยการส่งผ่านข้อมูล 100/128 GB และ ใช้พื้นที่เพียง UDF2.5/2.6. BD-RE 4.0 Format Specification (BDXL) เพิ่มคุณภาพชั้น ในการพัฒนาระบบอ่านเขียนซ้ำ BDAV พร้อมความเร็ว 2× และ 4× โดยการส่งผ่านข้อมูล 100 GB พร้อมการใช้พื้นที่เพียง UDF2.5 ในระบบความเร็วความเร็วของการอ่านและเขียน จะมีความเร็วมากกว่า ดีวีดี ถึง 3เท่า กล่าวคือเร็วกว่า วีดี ถึง 6 เท่าการพัฒนาคุณภาพAVCHD การพัฒนาคุณภาพ. AVCHD. AVCHD เป็นการพัฒนาจากระบบ ภาพความละเอียดสูง high definition tapeless camcorder โดยความเข้ากันได้จากระบบเดิม random access ที่ความคมชัดต่ำ และการบันทึกเสียงที่ต่ำไม่ได้คุณภาพ จึงจำเป็นต้องสร้างระบบ AVC-video และ ระบบเสียง Dolby AC-3 (or linear PCM) มาใช้ในแบบ ดิจิทัล โดยระบบการเล่น AVCHD playback แต่เดิมยังไม่รองรับในจานบลูเรย์ playback จนมีการยกระดับความเข้ารหัสคุณภาพของภาพและเสียงให้มากกว่าระบบเดิม โดยสามารถใช้ควบคุ่กับ ระบบ DVD เดิม ทั้งสื่อบันทึกแบบเก่า SD/SDHC memory cards, "Memory Stick" cards และฮาร์ดดิสก์AVCREC AVCREC. AVCREC สามารถใช้ใน BDAV เพื่อการบันทึกไฟล์วิดีโอ คุณภาพสูงมากกว่า DVD สามารถนำเสนอ AVCREC ในการยกระดับคุณภาพของภาพยนตร์จาก DVD ขึ้นมาเป็นระบบคุณภาพความละเอียดสูง โดยประเทศญี่ปุ่น ISDB โดยเปลี่ยจากการบันทึกแบบความคมชัดปกติไปเป็นแบบดิจิทัลทีวี digital video recorder จำเป็นต้องบันทึกในพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้น โดย BLU RAY ให้พื้นที่มากกว่า HD RECบลูเรย์สามมิติ บลูเรย์สามมิติ. Blu-ray Disc Association (BDA) กำหนดมาตรฐานสำหรับการบันทึกข้อมูลภาพพิเศษทางลักษณะการเรียงตัวของชั้นภาพ ซึ่งเรียกว่าภาพยนตร์สามมิติ (3D film) และทีวีสามมิติ (3D television) ลงบนจานบลูเรย์ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2552 BDA ประกาศมาตรฐานและคุณสมบัติของไฟล์ข้อมูลวิดีโอสามมิติ เพื่อให้สามารถบันทึกข้อมูลภาพยนตร์สามมิติลงแผ่น Blu-ray Disc และเปิดรับชมเป็นแบบภาพสามมิติได้อย่างถูกต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน อีกทั้งยังจะต้องสามารถเปิดชมจานบลูเรย์สามมิติโดยเลือกเป็นแบบภาพธรรมดาหรือสองมิติได้ตามปกติของเครื่องเล่น Blu-ray โดยบริษัท Sony ได้นำเอาความสามารถทางสามมิติและระบบเล่นจานบลูเรย์สามมิติใส่ลงใน firmware upgrade ของเครื่องเล่นเกม PlayStation 3 ในวันที่ 21 เมษายน 2553 ให้สามารถเล่นภาพยนตร์สามมิติได้ โดยในการพัฒนา version 3.70 การอัปเดต วันที่ 9 สิงหาคม 2554 PlayStation 3 รองรับระบบ เสียง DTS-HD Master Audio และ DTS-HD High Resolution Audio ในระบบการเล่นภาพยนตร์จากจานบลูเรย์สามมิติ รวมทั้ง Dolby TrueHDวิดีโอ วิดีโอ. ความละเอียดระดับสูง High-definition video โดย BD-ROMs สามารถฉายภาพขนาด 1920×1080 pixel ด้วยความเร็ว 60 (59.94) fields ต่อวินาที โดยสามารถลดความเร็วภาพเป็น 1920×1080 pixel ความเร็วในการฉาย 24 ภาพต่อวินาที สามารถเพิ่มระดับเป็น 59.94 ภาพต่อวินาที จากความละเอียดเดิม 1280×720 พิกเซล โดยปัจจุบันรองรับความกว้างของภาพที่ 1920×1080 โดยความเร็วในการฉาย 60p และ 50pระบบเสียงการเข้ารหัสการเข้ารหัสประเทศ การเข้ารหัสประเทศ. มีการแบ่งประเทศในการเข้ารหัสเพื่อการจัดจำหน่ายตามภูมิภาคต่าง ๆ
| จานบลูเรย์คืออะไร | {
"answer": [
"รูปแบบของจานแสงสำหรับบันทึกข้อมูลความละเอียดสูง"
],
"answer_begin_position": [
120
],
"answer_end_position": [
167
]
} |
2,995 | 87,205 | อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยูทางตะวันออกสุดของประเทศไทย สามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เป็นจุดแรกของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี จุดที่น่าสนใจคือภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม ผาหมอน ผาลาย ประติมากรรมธรรมชาติเสาเฉลียง และจุดชมพระอาทิตย์แสงแรกแห่งสยาม อุทยานแห่งชาติผาแต้มมีพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร (212,500 ไร่)เสาเฉลียง เสาเฉลียง. เสาเฉลียงเป็นประติมากรรมหินทรายชิ้นเอกจากธรรมชาติ โดยประกอบจากหินทรายสองชุดคือหินทรายยุคครีเตเชียส ชั้นบน (ซึ่งแข็งกว่า) และหินทรายยุคจูแรสซิก ชั้นล่าง (ซึ่งอ่อนกว่า) ถูกกระทำโดยน้ำและลมเป็นเวลายาวนานกว่าร้อยล้านปี จนเกิด "กระบวนการต้านทานทางธรรมชาติ" ซึ่งเป็นแรงกดทับ และแรงธรรมชาติอื่น ๆ ทำให้เม็ดทรายในเนื้อหินเชื่อมประสานกันแน่นขึ้น ส่งผลให้สามารถรักษารูปร่างได้ถึงปัจจุบันนี้ ส่วนชื่อ เสาเฉลียง แผลงมาจากคำว่า "สะเลียง" ซึ่งแปลว่าเสาหินผาชะนะได ผาชะนะได. ผาชะนะได เป็นสถานที่ที่อยุ่ทางทิศตะวันออกสุดของประเทศไทย ที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ตั้งอยู่ในป่าดงนาทาม ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีพิกัดภูมิศาสตร์ที่ ละติจูด 15 องศา 37 ลิปดา 3.5 พิลิปดา เหนือ ลองจิจูด 105 องศา 37 ลิปดา 17 พิลิปดา ตะวันออกรูปภาพ รูปภาพ. ผาชะนะได เป็นหน้าผาที่มีความสูงชัน ซึ่งเป็นจุดที่เห็นตะวันขึ้นเป็นจุดแรกของประเทศไทย ทิวทัศน์เบื้องล่างจะเป็นแม่น้ำโขงกั้นแบ่งเขต ไทย - ลาว เบื้อง หน้าเป็นภูเขาแดนลาว ที่สลับซับซ้อนมองดูสวยงาม ฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับความสวยงามของทะเลหมอก เหนือลำน้ำโขง และด้วยเหตุที่เป็นจุดที่เห็นตะวันขึ้นเป็นจุดแรก การรายงานข่าวของสำนักข่าวแห่งประเทศไทยได้เอาเป็นจุดรายงานดวงอาทิตย์ขึ้น เป็นแห่งแรกของประเทศ ผาชะนะได จะมีความหมายว่า การลงชื่อด้วยฝ่ามือ (ชะนะ เป็นคำเพี้ยนมาจากภาษาถิ่นโบราณ ว่า ซะนาม แปลว่าการลงชื่อ ส่วน คำว่าได แปลว่า มือ หรือ ฝ่ามือ ซึ่งจะปรากฏหลักฐานจากสถานที่ใกล้เคียง เช่น ถ้ำฝ่ามือแดง โหง่นแต้ม)
| อุทยานแห่งชาติผาแต้มตั้งอยู่ที่จังหวัดอะไร | {
"answer": [
"อุบลราชธานี"
],
"answer_begin_position": [
272
],
"answer_end_position": [
283
]
} |
3,819 | 87,205 | อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยูทางตะวันออกสุดของประเทศไทย สามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เป็นจุดแรกของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี จุดที่น่าสนใจคือภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม ผาหมอน ผาลาย ประติมากรรมธรรมชาติเสาเฉลียง และจุดชมพระอาทิตย์แสงแรกแห่งสยาม อุทยานแห่งชาติผาแต้มมีพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร (212,500 ไร่)เสาเฉลียง เสาเฉลียง. เสาเฉลียงเป็นประติมากรรมหินทรายชิ้นเอกจากธรรมชาติ โดยประกอบจากหินทรายสองชุดคือหินทรายยุคครีเตเชียส ชั้นบน (ซึ่งแข็งกว่า) และหินทรายยุคจูแรสซิก ชั้นล่าง (ซึ่งอ่อนกว่า) ถูกกระทำโดยน้ำและลมเป็นเวลายาวนานกว่าร้อยล้านปี จนเกิด "กระบวนการต้านทานทางธรรมชาติ" ซึ่งเป็นแรงกดทับ และแรงธรรมชาติอื่น ๆ ทำให้เม็ดทรายในเนื้อหินเชื่อมประสานกันแน่นขึ้น ส่งผลให้สามารถรักษารูปร่างได้ถึงปัจจุบันนี้ ส่วนชื่อ เสาเฉลียง แผลงมาจากคำว่า "สะเลียง" ซึ่งแปลว่าเสาหินผาชะนะได ผาชะนะได. ผาชะนะได เป็นสถานที่ที่อยุ่ทางทิศตะวันออกสุดของประเทศไทย ที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ตั้งอยู่ในป่าดงนาทาม ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีพิกัดภูมิศาสตร์ที่ ละติจูด 15 องศา 37 ลิปดา 3.5 พิลิปดา เหนือ ลองจิจูด 105 องศา 37 ลิปดา 17 พิลิปดา ตะวันออกรูปภาพ รูปภาพ. ผาชะนะได เป็นหน้าผาที่มีความสูงชัน ซึ่งเป็นจุดที่เห็นตะวันขึ้นเป็นจุดแรกของประเทศไทย ทิวทัศน์เบื้องล่างจะเป็นแม่น้ำโขงกั้นแบ่งเขต ไทย - ลาว เบื้อง หน้าเป็นภูเขาแดนลาว ที่สลับซับซ้อนมองดูสวยงาม ฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับความสวยงามของทะเลหมอก เหนือลำน้ำโขง และด้วยเหตุที่เป็นจุดที่เห็นตะวันขึ้นเป็นจุดแรก การรายงานข่าวของสำนักข่าวแห่งประเทศไทยได้เอาเป็นจุดรายงานดวงอาทิตย์ขึ้น เป็นแห่งแรกของประเทศ ผาชะนะได จะมีความหมายว่า การลงชื่อด้วยฝ่ามือ (ชะนะ เป็นคำเพี้ยนมาจากภาษาถิ่นโบราณ ว่า ซะนาม แปลว่าการลงชื่อ ส่วน คำว่าได แปลว่า มือ หรือ ฝ่ามือ ซึ่งจะปรากฏหลักฐานจากสถานที่ใกล้เคียง เช่น ถ้ำฝ่ามือแดง โหง่นแต้ม)
| อุทยานแห่งชาติใดที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศไทย | {
"answer": [
"อุทยานแห่งชาติผาแต้ม"
],
"answer_begin_position": [
114
],
"answer_end_position": [
134
]
} |
3,820 | 87,205 | อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยูทางตะวันออกสุดของประเทศไทย สามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เป็นจุดแรกของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี จุดที่น่าสนใจคือภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม ผาหมอน ผาลาย ประติมากรรมธรรมชาติเสาเฉลียง และจุดชมพระอาทิตย์แสงแรกแห่งสยาม อุทยานแห่งชาติผาแต้มมีพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร (212,500 ไร่)เสาเฉลียง เสาเฉลียง. เสาเฉลียงเป็นประติมากรรมหินทรายชิ้นเอกจากธรรมชาติ โดยประกอบจากหินทรายสองชุดคือหินทรายยุคครีเตเชียส ชั้นบน (ซึ่งแข็งกว่า) และหินทรายยุคจูแรสซิก ชั้นล่าง (ซึ่งอ่อนกว่า) ถูกกระทำโดยน้ำและลมเป็นเวลายาวนานกว่าร้อยล้านปี จนเกิด "กระบวนการต้านทานทางธรรมชาติ" ซึ่งเป็นแรงกดทับ และแรงธรรมชาติอื่น ๆ ทำให้เม็ดทรายในเนื้อหินเชื่อมประสานกันแน่นขึ้น ส่งผลให้สามารถรักษารูปร่างได้ถึงปัจจุบันนี้ ส่วนชื่อ เสาเฉลียง แผลงมาจากคำว่า "สะเลียง" ซึ่งแปลว่าเสาหินผาชะนะได ผาชะนะได. ผาชะนะได เป็นสถานที่ที่อยุ่ทางทิศตะวันออกสุดของประเทศไทย ที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ตั้งอยู่ในป่าดงนาทาม ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีพิกัดภูมิศาสตร์ที่ ละติจูด 15 องศา 37 ลิปดา 3.5 พิลิปดา เหนือ ลองจิจูด 105 องศา 37 ลิปดา 17 พิลิปดา ตะวันออกรูปภาพ รูปภาพ. ผาชะนะได เป็นหน้าผาที่มีความสูงชัน ซึ่งเป็นจุดที่เห็นตะวันขึ้นเป็นจุดแรกของประเทศไทย ทิวทัศน์เบื้องล่างจะเป็นแม่น้ำโขงกั้นแบ่งเขต ไทย - ลาว เบื้อง หน้าเป็นภูเขาแดนลาว ที่สลับซับซ้อนมองดูสวยงาม ฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับความสวยงามของทะเลหมอก เหนือลำน้ำโขง และด้วยเหตุที่เป็นจุดที่เห็นตะวันขึ้นเป็นจุดแรก การรายงานข่าวของสำนักข่าวแห่งประเทศไทยได้เอาเป็นจุดรายงานดวงอาทิตย์ขึ้น เป็นแห่งแรกของประเทศ ผาชะนะได จะมีความหมายว่า การลงชื่อด้วยฝ่ามือ (ชะนะ เป็นคำเพี้ยนมาจากภาษาถิ่นโบราณ ว่า ซะนาม แปลว่าการลงชื่อ ส่วน คำว่าได แปลว่า มือ หรือ ฝ่ามือ ซึ่งจะปรากฏหลักฐานจากสถานที่ใกล้เคียง เช่น ถ้ำฝ่ามือแดง โหง่นแต้ม)
| หน้าผาในอุทยานแห่งชาติผาแต้มซึ่งเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นจุดแรกของประเทศไทยคือหน้าผาใด | {
"answer": [
"ผาชะนะได"
],
"answer_begin_position": [
1251
],
"answer_end_position": [
1259
]
} |
2,996 | 369,264 | พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค (16 กรกฎาคม พ.ศ. 2418 — 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2481) พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่ง พระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโครูปที่ 3 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางนมโคระหว่างปี พ.ศ. 2478 จนถึงปี พ.ศ. 2481 ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ทรงอภิญญารูปหนึ่ง แม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม ชื่อเสียงของท่าน ยิ่งเป็นที่รู้จัก ในบรรดานักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย และการสร้างพระของท่านก็ไม่เหมือนกับวัดอื่น คือท่านมักจะสร้างเป็นรูปพระพุทธเจ้าอยู่เหนือสัตว์พาหนะอันมี ครุฑ หนุมาน เม่น ไก่ นก และปลา เป็นต้นประวัติ ประวัติ. พระครูวิหารกิจจานุการ หรือ หลวงพ่อปาน โสนันโท ท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2418ตรงกับรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บ้านตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของ นายสะอาด และ นางอิ่ม สุทธาวงศ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2439 ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดบางนมโค โดยมีหลวงพ่อสุ่น วัดปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ้อย วัดบ้านแพน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์อุ่ม วัดสุธาโภชน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาจากพระอุปัชฌาย์ว่า โสนันโท ต่อมาท่านได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงพ่อสุ่นพอสมควรแล้ว จึงได้เดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดสระเกศ กรุงเทพฯ และวัดเจ้าเจ็ดในพระนครศรีอยุธยาเรียนแพทย์แผนโบราณจากวัดสังเวชฯศึกษาเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย และ พระอาจารย์โหน่ง อิณฑสุวัณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดคลองมะดันเรียนวิชาสร้างพระเครื่องดินจากชีปะขาว เรียนการปลุกเสกพระเครื่องและเป่ายันต์เกราะเพชรจากอาจารย์แจง สวรรคโลก ได้รับพระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์มาจากครูผึ้ง อยุธยา หลังจากนั้น ท่านจึงได้มาอยู่ที่วัดบางนมโคและได้รับพระราชทานสัมณศักดิ์เป็น พระครูวิหารกิจจานุการ กิจวัตรของท่านก็คือหลังจากท่านฉันภัตตาหารเพลแล้ว ท่านก็จะมาสงเคราะห์ชาวบ้าน ตลอดทั้งวัน และการทำน้ำมนต์เพื่อรักษาคนไข้ รวมทั้งผู้ที่ถูกกระทำคุณไสยด้วย หลวงพ่อปาน โสนันโทได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ตรงกับรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รวมสิริอายุได้ 63 ปี บวชพระมาได้ 42 พรรษา เหลือแต่มรดกที่ล้ำค่า เช่น พระเครื่องดินเผา ผ้ายันต์เกราะเพชร ผ้ายันต์ชนิดต่าง ๆ และพระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์ มอบให้แก่ศิษย์สืบไป ลูกศิษย์ของท่าน ที่สืบทอดวัดบางนมโคต่อจากท่านก็คือ หลวงพ่อเล็ก เกสโร เจ้าอาวาสรูปที่ 4 ของวัดบางนมโค
| พระครูวิหารกิจจานุการ หรือหลวงพ่อปาน เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโคจนถึงปี พ.ศ. อะไร | {
"answer": [
"2481"
],
"answer_begin_position": [
355
],
"answer_end_position": [
359
]
} |
2,997 | 279,198 | พระแม่มารีบนระเบียง (บอตติเชลลี) พระแม่มารีบนระเบียง () เป็นจิตรกรรมแผงที่เขียนโดยซานโดร บอตติเชลลี จิตรกรสมัยเรอเนซองส์คนสำคัญชาวอิตาลีที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่หอศิลป์อุฟฟิซิที่เมืองฟลอเรนซ์ในประเทศอิตาลี ภาพ “พระแม่มารีบนระเบียง” เขียนโดยซานโดร บอตติเชลลีในปี ค.ศ. 1467
| พระแม่มารีบนระเบียงเป็นจิตรกรรมแผงที่เขียนโดยจิตรกรสมัยเรอเนซองส์คนใด | {
"answer": [
"ซานโดร บอตติเชลลี"
],
"answer_begin_position": [
189
],
"answer_end_position": [
206
]
} |
2,998 | 279,198 | พระแม่มารีบนระเบียง (บอตติเชลลี) พระแม่มารีบนระเบียง () เป็นจิตรกรรมแผงที่เขียนโดยซานโดร บอตติเชลลี จิตรกรสมัยเรอเนซองส์คนสำคัญชาวอิตาลีที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่หอศิลป์อุฟฟิซิที่เมืองฟลอเรนซ์ในประเทศอิตาลี ภาพ “พระแม่มารีบนระเบียง” เขียนโดยซานโดร บอตติเชลลีในปี ค.ศ. 1467
| ซานโดร บอตติเชลลีวาดภาพพระแม่มารีบนระเบียงในปีค.ศ.ใด | {
"answer": [
"1467"
],
"answer_begin_position": [
375
],
"answer_end_position": [
379
]
} |
3,001 | 166,386 | ปริญญา อินทชัย ปริญญา อินทชัย ชื่อเล่น เวย์ (10 มกราคม พ.ศ. 2524) หรือฉายาว่า PCESS และ Daboyway สัญชาติไทย-อเมริกัน เป็นแร็ปเปอร์สมาชิกวงไทยเทเนี่ยมประวัติ ประวัติ. เวย์เกิดที่แพเทอร์สัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ คุณพ่อชื่อ กาย และคุณแม่ชื่อ ชมาพร อินทชัย เป็นลูกชายคนที่สองของครอบครัว เขาใช้ชีวิตวัยเด็กที่บรู๊กลิน นิวยอร์ก พออายุได้ 16 ต้องตามพ่อกับแม่กลับมาที่ประเทศไทย มีผลงานออกอัลบั้มกับกลุ่มศิลปิน ทีนเอจเกรดเอ ซึ่งเวย์ก็มองย้อนถึงภาพตอนนั้นว่า "ไม่ใช่ตัวเราเลย" เคยมีผลงาน ละครเรื่อง วัยอลวนทางช่อง 3 และต่อมาได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกคือเรื่อง 303 กลัว กล้า อาฆาต ซึ่งก็ทำให้เห็นบรรยากาศการทำงานกองถ่ายทำให้ชื่นชอบในการแสดง จึงกลับไปนิวยอร์กหาโอกาสเรียนการแสดงเพิ่มที่โรงเรียน Black Nexus และในช่วงนั้นได้อาศัยอยู่กับขันเงิน เนื้อนวล ได้ทำเพลงตามหมู่เพื่อนฝูง จนได้มีผลงานในปี 2000 ก็มีผลงานวงฮิปฮอปในนาม ไทยเทเนี่ยม 2 อัลบั้มแรกของพวกเขาคือ AA และ Thai Riders และเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงเอ็มทีวี เอเชีย อวอร์ดส 2006 ทางด้านงานเพลง นอกเหนือจากวงไทยเทเนี่ยมแล้ว ยังจะออกวงใหม่ที่ชื่อว่า Money Exchange Movement (M.E.M.) ร่วมกับ Big Calo และ Dandee โดยจะเป็นเพลงสากลทั้งอัลบั้ม เวย์เคยได้รับตำแหน่ง The Sexiest Bachelor จากการประกวด 50 Most Eligible Bachelors 2005 ของนิตยสารคลีโอ ของสะสมของเวย์ คือ รองเท้า ปัจจุบันมีร่วมกว่า 70 คู่ (ข้อมูล กรกฎาคม 2551) เวย์ยังมีแบรนด์เสื้อผ้าคือ Never Say ร่วมกับดีเจบุดด้า และแบรนด์ Reven นอกจากนี้ยังมีร้านตัดผมชื่อ Never Say Cutz อยู่ริมถนนสุขุมวิท 49 และ 51 ปริญญาสมรสกับไรบีนา ตันวิมล นักแข่งรถ ดีเจ และพิธีกรหญิงเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล โดยทำพิธีแบบไทย, จีน และอิสลาม โดยมีพิธีหมั้นแบบไทยในช่วงเช้า และมีงานสมรสในค่ำวันเดียวกัน ซึ่งในการนี้มีการเข้ารับช่อดอกไม้จากผู้แทนพระองค์ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทั้งสองมีบุตร-ธิดาเป็นฝาแฝด คือบีน่า (ญ.) และบรู๊คลิน กาย (ช.)ผลงานละครโทรทัศน์ผลงาน. ละครโทรทัศน์. - ละครซีรีส์ "รักทีนเอจต้องเกรดเอ" (แสดงร่วมกับศิลปินวง ทีนเอจเกรดเอ) ออกอากาศทางช่อง 5 (พ.ศ. 2541) - ละครโทรทัศน์ "วัยอลวน อลวนหนนี้...ไม่มีถอย" ออกอากาศทางช่อง 3 คู่กับ อัจฉรา เคิร์ก (พ.ศ. 2542)ภาพยนตร์ภาพยนตร์. - 303 กลัว กล้า อาฆาต (พ.ศ. 2541) - จังหวัด 77 (พ.ศ. 2545) - From an Objective Point of View (พ.ศ. 2545) - Rhythm of the Saints (พ.ศ. 2546) - Spit (พ.ศ. 2548) - History (พ.ศ. 2550) - Word on the Street (พ.ศ. 2551) - Just Another Hustle (พ.ศ. 2552) - The Prince and Me 4 (พ.ศ. 2552) - มายเบสต์บอดีการ์ด (พ.ศ. 2553) - Mindfulness and Murder สติ สืบ ศพ (พ.ศ. 2553) - Choice คู่ซี้ดีแต่ฝัน (พ.ศ. 2556)ผลงานเพลงอัลบั้มเพลงผลงานเพลง. อัลบั้มเพลง. - Teen 8 Grade A (กับวง Teen 8 Grade A) - AA (2000) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - Thai Riders (2002) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - P77 (2003) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - R.A.S. (Resisting Against da System) (2004) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - Thailand's Most Wanted (2006) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - Thaitanium Limited Edition (2008) (กับวง ไทยเทเนี่ยม)ซิงเกิลซิงเกิลรับเชิญ
| Daboyway เป็นฉายาของแร็ปเปอร์ไทยคนใด | {
"answer": [
"ปริญญา อินทชัย"
],
"answer_begin_position": [
104
],
"answer_end_position": [
118
]
} |
3,002 | 166,386 | ปริญญา อินทชัย ปริญญา อินทชัย ชื่อเล่น เวย์ (10 มกราคม พ.ศ. 2524) หรือฉายาว่า PCESS และ Daboyway สัญชาติไทย-อเมริกัน เป็นแร็ปเปอร์สมาชิกวงไทยเทเนี่ยมประวัติ ประวัติ. เวย์เกิดที่แพเทอร์สัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ คุณพ่อชื่อ กาย และคุณแม่ชื่อ ชมาพร อินทชัย เป็นลูกชายคนที่สองของครอบครัว เขาใช้ชีวิตวัยเด็กที่บรู๊กลิน นิวยอร์ก พออายุได้ 16 ต้องตามพ่อกับแม่กลับมาที่ประเทศไทย มีผลงานออกอัลบั้มกับกลุ่มศิลปิน ทีนเอจเกรดเอ ซึ่งเวย์ก็มองย้อนถึงภาพตอนนั้นว่า "ไม่ใช่ตัวเราเลย" เคยมีผลงาน ละครเรื่อง วัยอลวนทางช่อง 3 และต่อมาได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกคือเรื่อง 303 กลัว กล้า อาฆาต ซึ่งก็ทำให้เห็นบรรยากาศการทำงานกองถ่ายทำให้ชื่นชอบในการแสดง จึงกลับไปนิวยอร์กหาโอกาสเรียนการแสดงเพิ่มที่โรงเรียน Black Nexus และในช่วงนั้นได้อาศัยอยู่กับขันเงิน เนื้อนวล ได้ทำเพลงตามหมู่เพื่อนฝูง จนได้มีผลงานในปี 2000 ก็มีผลงานวงฮิปฮอปในนาม ไทยเทเนี่ยม 2 อัลบั้มแรกของพวกเขาคือ AA และ Thai Riders และเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงเอ็มทีวี เอเชีย อวอร์ดส 2006 ทางด้านงานเพลง นอกเหนือจากวงไทยเทเนี่ยมแล้ว ยังจะออกวงใหม่ที่ชื่อว่า Money Exchange Movement (M.E.M.) ร่วมกับ Big Calo และ Dandee โดยจะเป็นเพลงสากลทั้งอัลบั้ม เวย์เคยได้รับตำแหน่ง The Sexiest Bachelor จากการประกวด 50 Most Eligible Bachelors 2005 ของนิตยสารคลีโอ ของสะสมของเวย์ คือ รองเท้า ปัจจุบันมีร่วมกว่า 70 คู่ (ข้อมูล กรกฎาคม 2551) เวย์ยังมีแบรนด์เสื้อผ้าคือ Never Say ร่วมกับดีเจบุดด้า และแบรนด์ Reven นอกจากนี้ยังมีร้านตัดผมชื่อ Never Say Cutz อยู่ริมถนนสุขุมวิท 49 และ 51 ปริญญาสมรสกับไรบีนา ตันวิมล นักแข่งรถ ดีเจ และพิธีกรหญิงเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล โดยทำพิธีแบบไทย, จีน และอิสลาม โดยมีพิธีหมั้นแบบไทยในช่วงเช้า และมีงานสมรสในค่ำวันเดียวกัน ซึ่งในการนี้มีการเข้ารับช่อดอกไม้จากผู้แทนพระองค์ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทั้งสองมีบุตร-ธิดาเป็นฝาแฝด คือบีน่า (ญ.) และบรู๊คลิน กาย (ช.)ผลงานละครโทรทัศน์ผลงาน. ละครโทรทัศน์. - ละครซีรีส์ "รักทีนเอจต้องเกรดเอ" (แสดงร่วมกับศิลปินวง ทีนเอจเกรดเอ) ออกอากาศทางช่อง 5 (พ.ศ. 2541) - ละครโทรทัศน์ "วัยอลวน อลวนหนนี้...ไม่มีถอย" ออกอากาศทางช่อง 3 คู่กับ อัจฉรา เคิร์ก (พ.ศ. 2542)ภาพยนตร์ภาพยนตร์. - 303 กลัว กล้า อาฆาต (พ.ศ. 2541) - จังหวัด 77 (พ.ศ. 2545) - From an Objective Point of View (พ.ศ. 2545) - Rhythm of the Saints (พ.ศ. 2546) - Spit (พ.ศ. 2548) - History (พ.ศ. 2550) - Word on the Street (พ.ศ. 2551) - Just Another Hustle (พ.ศ. 2552) - The Prince and Me 4 (พ.ศ. 2552) - มายเบสต์บอดีการ์ด (พ.ศ. 2553) - Mindfulness and Murder สติ สืบ ศพ (พ.ศ. 2553) - Choice คู่ซี้ดีแต่ฝัน (พ.ศ. 2556)ผลงานเพลงอัลบั้มเพลงผลงานเพลง. อัลบั้มเพลง. - Teen 8 Grade A (กับวง Teen 8 Grade A) - AA (2000) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - Thai Riders (2002) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - P77 (2003) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - R.A.S. (Resisting Against da System) (2004) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - Thailand's Most Wanted (2006) (กับวง ไทยเทเนี่ยม) - Thaitanium Limited Edition (2008) (กับวง ไทยเทเนี่ยม)ซิงเกิลซิงเกิลรับเชิญ
| ภรรยาของปริญญา อินทชัย หรือเวย์ แร็ปเปอร์ไทยสมาชิกวงไทยเทเนี่ยมคือใคร | {
"answer": [
"ไรบีนา ตันวิมล"
],
"answer_begin_position": [
1500
],
"answer_end_position": [
1514
]
} |
3,005 | 384,449 | รก รก คืออวัยวะพิเศษที่สร้างขึ้นมาในช่วงตั้งครรภ์ ทำหน้าที่ส่งอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทารกและกำจัดของเสีย ด้านหนึ่งของรกต่อกับเส้นเลือดที่สายสะดือของทารก อีกด้านของรกจะเกาะกับผนังมดลูก เลือดลูกกับแม่จะไม่ผสมกัน แต่มีการแลกเปลี่ยนสารต่าง ๆ ระหว่างกัน
| อวัยวะพิเศษที่สร้างขึ้นมาในช่วงตั้งครรภ์ โดยทำหน้าที่ส่งอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทารกและกำจัดของเสียมีชื่อเรียกว่าอะไร | {
"answer": [
"รก"
],
"answer_begin_position": [
80
],
"answer_end_position": [
82
]
} |
3,006 | 194,362 | คุกขี้ไก่ คุกขี้ไก่ เป็นคุกโบราณ เมื่อปี พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสได้เข้ามายึดครองจังหวัดจันทบุรี และได้สร้างคุกขี้ไก่นี้ขึ้นเพื่อกักขังนักโทษชาวไทยที่ได้ต่อต้านกับชาวฝรั่งเศส ที่มาอยู่ในประเทศไทยนี้ แต่ไม่เคยได้ใช้ พร้อมกับการสร้างตึกแดง ชั้นบนเป็นที่เลี้ยงไก่สำหรับถ่ายมูลใส่หัวนักโทษข้างล่าง คุกขี้ไก่มีลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจุตรัสลบเหลี่ยม มีขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 10 เมตร ที่ตั้งของคุกขี้ไก่อยู่หมู่ที่ 1 ตำบลปากแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรีแหล่งข้อมูลอื่นๆแหล่งข้อมูลอื่นๆ. - รายละเอียดข้อมูลคุกขี้ไก่ - ข้อมูลคุกขี้ไก่ในเว็บไซต์เที่ยวเมืองไทย.คอม
| ประเทศใดเป็นผู้สร้างคุกโบราณในไทยชื่อว่า คุกขี้ไก่ | {
"answer": [
"ฝรั่งเศส"
],
"answer_begin_position": [
135
],
"answer_end_position": [
143
]
} |
3,007 | 194,362 | คุกขี้ไก่ คุกขี้ไก่ เป็นคุกโบราณ เมื่อปี พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสได้เข้ามายึดครองจังหวัดจันทบุรี และได้สร้างคุกขี้ไก่นี้ขึ้นเพื่อกักขังนักโทษชาวไทยที่ได้ต่อต้านกับชาวฝรั่งเศส ที่มาอยู่ในประเทศไทยนี้ แต่ไม่เคยได้ใช้ พร้อมกับการสร้างตึกแดง ชั้นบนเป็นที่เลี้ยงไก่สำหรับถ่ายมูลใส่หัวนักโทษข้างล่าง คุกขี้ไก่มีลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจุตรัสลบเหลี่ยม มีขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 10 เมตร ที่ตั้งของคุกขี้ไก่อยู่หมู่ที่ 1 ตำบลปากแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรีแหล่งข้อมูลอื่นๆแหล่งข้อมูลอื่นๆ. - รายละเอียดข้อมูลคุกขี้ไก่ - ข้อมูลคุกขี้ไก่ในเว็บไซต์เที่ยวเมืองไทย.คอม
| คุกโบราณของไทยชื่อว่า คุกขี้ไก่ สร้างขึ้นโดยประเทศฝรั่งเศสที่จังหวัดใด | {
"answer": [
"จันทบุรี"
],
"answer_begin_position": [
530
],
"answer_end_position": [
538
]
} |
3,008 | 36,513 | น้ำตกไนแอการา น้ำตกไนแอการา ( ; ) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่งประกอบกัน ตั้งอยู่บนแม่น้ำไนแอการาทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ บนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา น้ำตกไนแอการาประกอบด้วยน้ำตกสามแห่งที่แยกออกจากกัน คือ "น้ำตกเกือกม้า" (Horseshoe Falls บางครั้งก็เรียก "น้ำตกแคนาดา") สูง 57 เมตร น้ำตกอเมริกา (American Falls) สูงระหว่าง 21–34 เมตร และน้ำตกขนาดเล็กกว่าที่อยู่ติดกัน คือน้ำตก Bridal Veil แม้น้ำตกไนแอการาจะไม่สูงอย่างโดดเด่น แต่ก็กว้างมาก น้ำตกไนแองการามีจุดชมวิวที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศมานานกว่าศตวรรษ แม่น้ำไนแอการาไหลมาจากทะเลสาบอีรีไหลผ่านน้ำตกไนแอการาลงสู่ทะเลสาบออนแทรีโอ เมืองสองฝั่งของน้ำตกในสองประเทศนั้นเป็นเมืองแฝด โดยในฝั่งแคนาดาคือ ไนแอการาฟอลส์ ออนแทรีโอ ส่วนในฝั่งสหรัฐอเมริกาคือ ไนแอการาฟอลส์ รัฐนิวยอร์ก
| น้ำตกไนแอการาเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือ ตั้งอยู่บนแม่น้ำใด | {
"answer": [
"ไนแอการา"
],
"answer_begin_position": [
171
],
"answer_end_position": [
179
]
} |
3,009 | 36,513 | น้ำตกไนแอการา น้ำตกไนแอการา ( ; ) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่งประกอบกัน ตั้งอยู่บนแม่น้ำไนแอการาทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ บนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา น้ำตกไนแอการาประกอบด้วยน้ำตกสามแห่งที่แยกออกจากกัน คือ "น้ำตกเกือกม้า" (Horseshoe Falls บางครั้งก็เรียก "น้ำตกแคนาดา") สูง 57 เมตร น้ำตกอเมริกา (American Falls) สูงระหว่าง 21–34 เมตร และน้ำตกขนาดเล็กกว่าที่อยู่ติดกัน คือน้ำตก Bridal Veil แม้น้ำตกไนแอการาจะไม่สูงอย่างโดดเด่น แต่ก็กว้างมาก น้ำตกไนแองการามีจุดชมวิวที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศมานานกว่าศตวรรษ แม่น้ำไนแอการาไหลมาจากทะเลสาบอีรีไหลผ่านน้ำตกไนแอการาลงสู่ทะเลสาบออนแทรีโอ เมืองสองฝั่งของน้ำตกในสองประเทศนั้นเป็นเมืองแฝด โดยในฝั่งแคนาดาคือ ไนแอการาฟอลส์ ออนแทรีโอ ส่วนในฝั่งสหรัฐอเมริกาคือ ไนแอการาฟอลส์ รัฐนิวยอร์ก
| น้ำตกไนแอการา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปใด | {
"answer": [
"อเมริกาเหนือ"
],
"answer_begin_position": [
197
],
"answer_end_position": [
209
]
} |
3,010 | 143,890 | มหาวิหารนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี มหาวิหารนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี (; ) ตั้งอยู่ที่เมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิกของคณะฟรันซิสกัน ซึ่งเป็นคณะนักบวชคาทอลิกที่นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีก่อตั้งขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13ประวัติ ประวัติ. มหาวิหารนักบุญฟรังซิสฯ เริ่มสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นมหาวิหารที่มีด้วยกันสามชั้น ส่วนล่างเริ่มสร้างไม่นานหลังจากที่ฟรังซิสได้รับการประกาศเป็นนักบุญเมื่อปี ค.ศ. 1228 ซิโมเน ดิ พูเชียเรลโล (Simone di Pucciarello) เป็นผู้อุทิศที่ดินและบริเวณเนินเขาทางด้านตะวันตกของเมืองอัสซีซีให้เป็นที่สร้างโบส์ ที่ดินบริเวณนี้แต่เดิมเรียกว่า “เนินนรก” (; ) แต่ปัจจุบันเรียกกันว่า “เนินสวรรค์” (Hill of Paradise) สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 9 ทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1228 แม้ว่าการก่อสร้างอาจจะเริ่มต้นแล้วก็ได้ ผู้ออกแบบและคุมงานคือภราดาเอเลียแห่งกอร์โตนา ศิษย์คนสำคัญของนักบุญฟรังซิสและเคยเป็นรองอัคราธิการของคณะฟรันซิสกัน ชั้นล่างของโบสถ์สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1230 เมื่อวันสมโภชพระจิตเจ้าซึ่งเป็นวันฉลอง 50 วันหลังจากอีสเตอร์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1230 ก็มีการนำร่างที่ไม่เน่าเปื่อยของนักบุญฟรังซิสจากที่เก็บชั่วคราวที่โบสถ์นักบุญจอร์จซึ่งปัจจุบันเป็นมหาวิหารนักบุญกลารา (Basilica of St. Clare) มาไว้ที่ส่วนล่างของมหาวิหารที่สร้างเสร็จ มหาวิหารชั้นบนเริ่มสร้างเมื่อ ค.ศ. 1239 และเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1253 ลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบโรมาเนสก์ผสมสถาปัตยกรรมกอทิกแบบฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมกอทิกแบบอิตาลีต่อมา การตกแต่งของมหาวิหารทำโดยศิลปินสำคัญ ๆ ในยุคนั้นจากโรม แคว้นทัสกานี และ [อุมเบรีย]] ฉะนั้นนอกจากเป็นศาสนสถานสำคัญแล้วมหาวิหารนักบุญฟรังซิสจึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ศิลปะของอิตาลีด้วย ชั้นล่างมีจิตรกรรมฝาผนังของจิตรกรผู้มีชื่อเสียง เช่น ชิมาบูเย และจอตโต ดี บอนโดเน ผู้ซึ่งวาดชั้นบนของมหาวิหารเป็นชีวประวัติของ นักบุญฟรังซิสด้วย สมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 4 ซึ่งอดีตเป็นอัคราธิการคณะฟรันซิสกันได้เลื่อนฐานะของโบสถ์ขี้นให้เป็นโบสถ์สันตะปาปาเมื่อ ค.ศ. 1288 จัตุรัสเดลเลลอจเจ (Piazza delle Logge) ที่เป็นลานหน้าวัดและทางเดินไปสู่โบสถ์สร้างเมื่อค.ศ. 1474 ใช้เป็นที่พักพิงของนักแสวงบุญที่พากันมาสักการะนักบุญฟรังซิส เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1986 และ เดือนมกราคม ค.ศ. 2002 สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เสด็จมาที่มหาวิหารเพื่อจะสวดมนต์เพื่อความสันติสุข เมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 816 ปีของวันเกิดของนักบุญฟรังซิสก็เกิดมีแผ่นดินไหวที่อาซิซิทำให้คนตายไป 4 คน มหาวิหารได้รับความเสียหายอย่างหนักต้องปิดเป็นเวลาสองปีก่อนที่จะซ่อมเสร็จชั้นล่างของมหาวิหารการตกแต่งทั่วไป ชั้นล่างของมหาวิหาร. การตกแต่งทั่วไป. หลวงพ่อเอเลียเป็นผู้ออกแบบชั้นล่างของมหาวิหารเป็นห้องใต้ดิน (crypt) โดยให้เพดานโค้งสัน (ribbed vault) ท่านมีประสบการณ์การก่อสร้างจากสร้างที่ฝังศพขนาดใหญ่ในภูเขาเมื่อไปจำพรรษาอยู่ที่ซีเรีย ทางเข้าชั้นล่างอยู่ทางด้านข้างภายใต้ซุ้มประตูแบบสถาปัตยกรรมกอทิกที่สร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีประตูไม้สองประตูโดยฝีมือช่างไม้จากอุมเบรียจากคริสต์ศตวรรษที่ 16 ทางด้านหนึ่งเป็นคูหาสวดมนต์ของพระคาร์ดินัล อัลบอร์โนซ (Egidio Albornoz) ผู้มีหน้าที่ทางกฎหมายของนครรัฐวาติกันระหว่างปี ค.ศ. 1350 ถึงปี ค.ศ. 1367 ที่อุทิศให้นักบุญแคเธอรินแห่งอะเล็กซานเดรีย งานจิตรกรรมฝาผนังภายในคูหาเป็นฉากชีวิตของนักบุญแคเธอรีน 8 ฉากวาดระหว่างปี ค.ศ. 1368 จนถึงปี ค.ศ. 1369 โดยอันเดรอัส พิกตอร์ เดอ โบโนเนีย (Andreas pictor de Bononia) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “อันเดรีย” ซึ่งอาจจะเป็นคนคนเดียวกับอันเดรีย เดอ บาร์โทลี (Andrea de’ Bartoli) ผู้เป็นจิตรกรประจำราชสำนักของอัลบอร์โนซ แต่ไม่ใช่อันเดรีย ดา บาโลนยา (Andrea da Bologna) ที่มักจะอ้างอิงกันผิด ๆ รูปนักบุญในคูหาวาดโดยพาเซ ดิ บาร์โทโล ด'อาซิซิ (ค.ศ. 1344 - ค.ศ. 1368) ทางด้านซ้ายเป็นคูหาสวดมนต์นักบุญเซบาสเตียนซึ่งวาดโดยจอร์เจ็ตตี (Giorgetti) และฉากชีวิตของนักบุญโดย จี. มาร์เทลลี (G. Martelli) ทางด้านขวามีอนุสรณ์สองอนุสรณ์ๆ หนึ่งเป็นของจิโอวานนี เดอ เซอร์ชิ (Giovanni de' Cerchi) และอีกด้านหนึ่งเป็นของจอห์นแห่งบรีน (John of Brienne) พระมหากษัตริย์เยรูซาเลมและเป็นจักรพรรดิสำเร็จราชการกรุงคอนสแตนติโนเปิล สองข้างทางเดินกลางเป็นคูหาสวดมนต์ภายในซุ้มครึ่งวงกลม ตัวทางเดินกลางตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าที่สุดในมหาวิหารโดยจิตรกรที่เรียกกันว่า “ไมสโตร ดิซานฟรานเชสโก” (Maestro di San Francesco) เป็น 5 ฉากจาก “พระทรมานของพระเยซู” (Passion of Christ) ทางด้านขวา ทางด้านซ้ายเป็น 5 ฉากจาก “ชีวประวัติของนักบุญฟรังซิส” (Life of St. Francis) การจัดวางภาพสองชุดนี้ด้วยกันเช่นนี้เป็นการจงใจของคณะฟรังซิสกันเพื่อเป็นการแนะว่านักบุญฟรังซิสเปรียบเหมือนการมาครั้งที่สองของพระเยซู ภาพที่วาดล้อมรอบด้วยกรอบสีน้ำเงินสดตกแต่งด้วยดาวทอง ภาพทางด้านล่างของกำแพงจางไปจนเกือบจะไม่เหลือรอยนอกจากทางกำแพงด้านขวาที่ยังเหลือภาพ“แม่พระและพระกุมารกับนักบุญ” โดยชิมาบูเย ภาพเขียนบนผนังใช้วิธีวาดโดยใช้สีฝุ่นผสมบนปูนแห้ง วาดเสร็จระหว่างปี ค.ศ. 1260 ถึงปี ค.ศ. 1263 ถือกันว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่ดีที่สุดในแคว้นทัสกานีก่อนชิมาบูเย เมื่อมีผู้คนมาสักการะนักบุญฟรานซิสกันมากขึ้นทางโบสถ์จึงต้องสร้างคูหาสวดมนต์สำหรับครอบครัวสำคัญๆ ระหว่างปี ค.ศ. 1270 ถึงปี ค.ศ. 1350 สองข้างทางเดินกลางซึ่งทำให้ต้องทำลายจิตรกรรมฝาผนังไปมากคูหาสวดมนต์นักบุญมาร์แต็งแห่งตูร์ คูหาสวดมนต์นักบุญมาร์แต็งแห่งตูร์. คูหาสวดมนต์แรกทางซ้ายอุทิศให้นักบุญมาร์แต็งแห่งตูร์ สร้างโดยคาร์ดินาลดา มอนเตฟอเร (Cardinal da Montefiore) ตกแต่งระหว่างปี ค.ศ. 1317 ถึงปี ค.ศ. 1319 เป็นจิตรกรรมฝาผนัง 10 ฉากของชีวิตนักบุญมาร์ติน วาดโดยซิโมเน มาร์ตินิ และมีบานภาพพับที่มีภาพของนักบุญหลายองค์ งานภายในคูหาสวดมนต์นักบุญมาร์ตินเป็นงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของซิโมเน มาร์ทินีและเป็นงานจิตรกรรมที่ดีเด่นที่สุดของคริสต์ศตวรรษที่ 14 สิ่งที่น่าเสียดายคือสีขาวตะกั่วของมาร์ทินีหม่นลงไปตามกาลเวลา คูหาสวดมนต์อีกคูหาหนึ่งทางซ้ายอุทิศให้กับนักบุญปีเตอร์แห่งอัลคันทารา (St. Peter of Alcantara)คูหาสวดมนต์อื่น ๆ คูหาสวดมนต์อื่น ๆ. คูหาสวดมนต์ทางขวาอุทิศให้:- นักบุญหลุยส์แห่งตูลูส (St. Louis of Toulouse) และนักบุญสตีเฟนแห่งฮังการี (St. Stephen of Hungary) จิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือของโดโน โดนี (Dono Doni) สร้างเมื่อ ค.ศ. 1575 และหน้าต่างประดับกระจกสีโดย ซิโมเน มาร์ทินี - นักบุญแอนโทนีแห่งปาดัว (St. Anthony of Padua) จิตรกรรมฝาผนัง เป็นฝีมือของเชซาเร เซอร์เม (Cesare Sermei) สร้างเมื่อ ค.ศ. 1610 - นักบุญมารีย์ชาวมักดาลา (St. Mary Magdalene) คูหาสวดมนต์นี้สร้างโดยเตโอบัลโด ปอนตาโน (Teobaldo Pontano) บิชอปแห่งอัสซีซีระหว่างปี ค.ศ. 1296 ถึงปี ค.ศ. 1329 เป็นคูหาที่มีงานสำคัญของเวิร์คช็อปของจอตโต ดี บอนโดเน หรือจอตโตอาจจะวาดด้วยตนเองราวปี ค.ศ. 1320 ซึ่งวาซารีสันนิษฐานผิดว่าเป็นงานของพูชิโอ ชาแพนนา (Puccio Capanna) บนกำแพงเป็นฉากจาก “ชีวิตของแมรี แม็กดาเลน” (Life of Mary Magdalene) เหนือภาพเหมือนของทีโอบาลโด ปอนตาโน ขณะที่รอบเพดานโค้งตกแต่งด้วยรูปพระเยซู พระแม่มารี แมรี แม็กดาเลน และนักบุญลาซารัสผู้เป็นพี่ชายของแมรี แม็กดาเลน เหนือทางเดินกลางเป็นเพดานโค้งประทุน สุดทางเป็นมุขครึ่งวงกลมที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยจิตรกรรมฝาผนัง ภาพเขียนทางขวาเป็นชีวิตของพระเยซูเมื่อยังทรงพระเยาว์ซึ่งบางส่วนเป็นงานของจอตโตและเวิร์คช็อพ และฉาก “การประสูติของพระเยซู” (Nativity) โดยช่างที่ไม่ทราบชื่อที่เรียกกันว่า “มาสเตอร์แห่งนิโคโล” (Maestro di San Nicola) ชั้นล่างสุดเป็นจิตรกรรมฝาผนัง 3 รูปของนักบุญฟรานซิสช่วยเด็กสองคนที่ตายไปแล้วบนฉากหลังที่เป็นทิวทัศน์ หน้าคนในภาพแสดงเริ่มแสดงออกถึงอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ทางศิลปะของยุคนั้น บนผนังทางเดินกลางชิมาบูวาดงานที่สำคัญที่สุด “แม่พระครองบัลลังก์และนักบุญฟรังซิส” (Our Lady enthroned and Saint Francis) ปี ค.ศ. 1280 ซึ่งว่ากันว่าเป็นภาพที่เหมือนนักบุญฟรังซิสตัวจริงมากที่สุด ลักษณะภาพเป็นแบบศิลปะกอทิกซึ่งต่างกันมากจากงานของจอตโตตรงที่มีชีวิตจิตใจมากกว่า ทางขวาของทางเดินกลางเป็นคูหาสวดมนต์เซนต์นิโคลัสแห่งบารี (Chapel of St. Nicolas of Bari) ผู้จ้างอาจจะเป็นนโปลิโอเน ออร์ซินิ (Napoleone Orsini) ผู้เป็นผู้แทนของพระสันตะปาปา เป็นจิตรกรรมฝาผนัง 10 ภาพโดยช่างที่ไม่ทราบชื่อที่เรียกกันว่า “มาสเตอร์แห่งนิโคโล” ระหว่างปี ค.ศ. 1295 ถึงปี ค.ศ. 1305 เป็นภาพปาฏิหาริย์และการแสดงความกรุณาของนักบุญนิโคลัส ภาพชุดนี้มีอิทธิพลมาจากชุด “ตำนานของนักบุญฟรังซิส” ที่อยู่ชั้นบนของมหาวิหาร ซึ่งวาซารีสันนิษฐานผิดว่าเป็นงานของจอตโต ช่างคนเดียวกันวาดภาพ “แม่พระรับสาร” (Annunciation) ในคูหาสวดมนต์ตรงกันข้ามทางเดินกลางและแท่นบูชา ทางเดินกลางและแท่นบูชา. ด้านซ้ายของทางเดินกลางตกแต่งโดยปีเอโตร โลเรนเซตตี (Pietro Lorenzetti) จิตรกรชาวเซียนนา ระหว่างปี ค.ศ. 1315 ถึงปี ค.ศ. 1330 ซึ่งวาซารีสันนิษฐานผิดว่าเป็นงานของจอตโตและพูชิโอ ชาแพนนา จิตรกรรมฝาผนังชิ้นนี้เป็นงานชิ้นเอกของลอเร็นเซ็ตติ เป็นชุดภาพ 6 ภาพเกี่ยวกับ “พระทรมานของพระเยซู” (Passion of Christ) โดยเฉพาะภาพ “การนำร่างของพระเยซูลงจากกางเขน” (Deposition of the Cross) เป็นภาพที่แสดงอารมณ์ของผู้อยู่ในภาพเป็นอย่างมาก การสร้างจิตรกรรมฝาผนังชิ้นนี้แบ่งเป็น 330 ขั้นซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีจึงวาดเสร็จแม้ลอเร็นเซ็ตติจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ช่วย นอกจากนั้นลอเร็นเซ็ตติยังตกแต่งโบสถ์น้อยนักบุญยอห์นแบปทิสต์ (Chapel of St John the Baptist) ข้างๆ ด้วยภาพ “Madonna dei Tramonti” การจัดวางระหว่างพระเยซูเมื่อยังทรงพระเยาว์และ “พระทรมานของพระเยซู” เป็นการเปรียบเทียบความมีความรู้สึกเศร้าใจไปกับความทุกข์ของผู้อื่นระหว่างพระเยซูกับนักบุญฟรังซิส แท่นบูชาพระสันตะปาปาตรงมุขทำด้วยหินก้อนเดียวจากโคโมเมื่อ ค.ศ. 1230 รอบแท่นบูชาตกแต่งด้วยเพดานโค้งกอธิคที่รับโดยเสาหลายแบบ เสา 12 เสาที่ล้อมรอบแท่นบูชาถูกรื้อออกไปเมื่อ ค.ศ. 1870 ที่นั่งสวดมนต์สร้างด้วยไม้วอลนัตเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1471 โดยอพอลโลนิโอ เพโตรชชิ ดา ริพาทรานโซนิ (Apollonio Petrocchi da Ripatransone) ช่วยโดยทอมัสโซ ดิ อันโตนิโอ ฟิโอเร็นทิโน (Tommaso di Antonio Fiorentino) และอันเดรีย ดา มอนเทฟาลโค (Andrea da Montefalco) เมื่อจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นอุปมานิทัศน์ของพระเยซูถูกตรึงกางเขนโดยสเตฟานโน ฟิโอเร็นทิโน (Stefano Fiorentino) ถูกทำลายไปเมื่อปี ค. ศ. 1622 ก็ทำภาพใหม่ทับเป็นภาพ “การพิพากษาครั้งสุดท้าย” (Last Judgment) โดย เซซาเร เซอร์เม ดิ ออร์เวียตโต (Cesare Sermei di Orvieto) ภาพเขียนบนมุขเป็นภาพ “ชัยชนะของนักบุญฟรังซิส” (Triumph of St Francis) และอุปมานิทัศน์สามภาพของ “ความเชื่อฟัง” “ความจน” “ความบริสุทธิ์” เชื่อกันว่าวาดโดย “นายช่างแห่งเวเล” หรือที่เรียกกันว่า “นายช่างแห่งเพดานมหาวิหารเซนต์ฟรานซิส” ผู้เป็นลูกศิษย์ของจอตโตเมื่อปี ค.ศ. 1330 หน้าต่างประดับกระจกสีเชื่อกันว่าทำโดยจิโอวานนี ดิ โบนิโนและเวิร์คช็อพห้องใต้ดิน ห้องใต้ดิน. กลางทางเดินกลางเป็นทางลงชั้นใต้ดินสองข้างนำไปสู่ที่ฝังศพของนักบุญฟรานซิส ที่ฝังศพพบเมื่อ ค.ศ. 1818 หลังจากนักบุญฟรานซิสเสียชีวิตหลวงพี่เอเลียเอาร่างไปซ่อนเพื่อป้องกันการแก่งแย่งร่างของนักบุญไปทั่วยุโรป สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9เป็นผู้สั่งให้สร้างห้องใต้ดินภายใต้มหาวิหาร โดยให้พาสคาเล เบลลี (Pasquale Belli) เป็นผู้ออกแบบด้วยหินอ่อนแบบศิลปะฟื้นฟูคลาสสิก แต่มาออกแบบเป็นแบบฟื้นฟูโรมาเนสก์ภายหลังโดยอูโก ทาร์ชิ (Ugo Tarchi) ระหว่าง ปี ค.ศ. 1925 ถึงปี ค.ศ. 1932 โลงหินโบราณที่มัดด้วยเหล็กของนักบุญฟรานซิสวางเด่นอยู่บนแท่นบูชา เมื่อปี ค.ศ. 1934 ก็มีการฝังร่างของภราดาคณะฟรันซิสกันสึ่องค์ในกำแพงรอบแท่นบูชา ต่อมาก็เพิ่มผอบใส่กระดูกของจาโคปา เดอิ เซ็ทเทโซลิ (Jacopa dei Settesoli) ตรงทางเข้าอารามนักบุญฟรานซิส อารามนักบุญฟรานซิส. มหาวิหารนักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซีเป็นส่วนหนึ่งของอารามซาโครคอนเวนโต (Sacro Convento Friary) ตัวไฟรอารีตั้งอยู่ติดกับมหาวิหารโดยเป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ประกอบด้วยซุ้มโค้ง 53 โค้งและค้ำยันที่แข็งแกร่งอยู่บนเนินสูง เมื่อมองจากข้างล่างจะดูเหมือนป้อม ตัวไฟรอารีสร้างด้วยหินสีขาวและชมพูจากภูเขาซูบาซิโอ ไฟรอารีมีไฟรอาร์อาศัยอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1230 มาจนถึงปัจจุบันนี้ การก่อสร้างใช้เวลานานทำให้ลักษณะสถาปัตยกรรมจึงเป็นแบบผสมผสานระหว่างโรมาเนสก์กับกอธิค อาคารส่วนใหญ่สร้างในสมัยสมเด็จพระสันตะปาปาซิกส์ตุสที่ 4 ระหว่างปี ค.ศ. 1474 ถึงปี ค.ศ. 1476 ในปัจจุบันสำนักสงฆ์มีห้องสมุดใหญ่ที่มีหนังสือจากยุคกลาง พิพิธภัณฑ์ที่มีงานศิลปะที่นักแสวงบุญอุทิศให้แก่วัดมาเป็นเวลาหลายร้อยปี รวมทั้งงานศิลปะ 57 ชิ้นที่เป็นศิลปะแบบฟลอเรนซ์และซีเอนาของงานชุดเพอร์คิน (Perkins collection) หอระฆังสร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1239 เป็นแบบโรมาเนสก์ชั้นบนของมหาวิหาร ชั้นบนของมหาวิหาร. ทางเข้ามหาวิหารชั้นบนอยู่ด้านหลังจากภายในซุ้มภายในอาราม สถาปัตยกรรมเป็นแบบกอธิค ภายในส่วนสำคัญตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังโดยจอตโตและชิมาบูเย หน้าต่างกระจกสีในบริเวณอารามสร้างโดยช่างชาวเยอรมนีที่มาทำงานอยู่ใกล้ๆ อาซิซิเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 หน้าต่างทางด้านซ้ายของทางเดินกลางเป็นฝีมือของช่างฝรั่งเศสที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1270 ทางด้านขวาเชื่อกันว่าสร้างโดย “นายช่างแห่งซานฟรานเชสโก” หน้าต่างเหล่านี้เป็นตัวอย่างของหน้าต่างประดับกระจกสีที่ดีที่สุดที่หนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในอิตาลี โถงกลางของมหาวิหารจะกว้างและแบ่งเป็นสี่ช่วง เพดานเป็นแบบประทุนซ้อนตกแต่งด้วยลวดลายกางเขนและใบไม้ เพดานสันสี่ด้านตกแต่งด้วยดาวสีทองบนพื้นสีน้ำเงิน เพดานอีกช่วงหนึ่งตกแต่งด้วย รูปในกรอบกลม (Roundels) ซึ่งมีรูปพระเยซูครึ่งองค์ตรงกันข้ามกับนักบุญฟรานซิส และพระแม่มารีย์ตรงกันข้ามกับนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมา เพดานทางเข้าเป็นรูป 4 รูปของ “นักปราชญ์แห่งคริสตจักร” ซึ่งมีนักบุญพระสันตะปาปาเกรกอรีตรงกันข้ามกับนักบุญเจอโรม และนักบุญแอมโบรสแห่งมิลานตรงกันข้ามกับนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป เชื่อกันว่าวาดโดยไอแซค มาสเตอร์ (Isaac Master) ที่นั่งสวดมนต์มีด้วยกัน 102 ที่นั่งที่แกะสลักอย่างสวยงามโดยโดเมนีโก อินโดวีนี (Domenico Indovini) เมื่อปี ค.ศ. 1501 ตรงกลางเป็นยกพื้นที่เป็นที่ตั้งของคาเทรดา (Cathedra) ของพระสันตะปาปา ทางด้านตะวันตกของทางเดินกลาง และมุข ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังโดย ชิมาบูเย และเวิร์คช็อพ ซึ่งเริ่มราวปี ค.ศ. 1280 เป็นรูป “พระเยซูบนกางเขน” โดยมีนักบุญฟรานซิสคุกเข่าอยู่ข้างล่างแสดงความโศกเศร้าใจในความทุกข์ของพระเยซู แต่ภาพเขียนเริ่มหลุดร่อนเพราะความชื้น และกาลเวลา และ ออกไซด์ของตะกั่ว (lead oxide) ที่ใช้ผสมสีและทา เมื่อปูนที่ไม่สดทำปฏิกิริยาทำให้ภาพกลายเป็นเน็กกาทีฟ ก่อนหน้าที่ชิมาบูเยจะเขียนภาพทางด้านเหนือของแขนกางเขน ก็มีภาพบนผนังที่เขียนมาก่อนโดยช่างจากทางภาคเหนือของยุโรป ซึ่งอาจจะเป็นช่างจากอังกฤษที่เขียนระหว่างปี ค.ศ. 1267 ถึงปี ค.ศ. 1270 ชิมาบูเยเขียนภาพในครึ่งวงกลมสองอัน และในวงกลมเป็นรูปของทูตสวรรค์ และอัครทูต อีกงานหนึ่ง “อิสยาห์” และ “เดวิด” เป็นของนายช่างชาวโรมัน ด้านบนของทางเดินกลางทั้งสองด้านได้รับความเสียหายอย่างหนักระหว่างแผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นระเบียงภาพทั้งหมด 32 ภาพจากพันธสัญญาเดิม เริ่มด้วยพระเจ้าสร้างโลก และจบด้วยโจเซฟยกโทษให้พี่ ต่อไปเป็นภาพจากพันธสัญญาใหม่เรื่มด้วย “แม่พระรับสาร” จนถึง “สตรีที่หลุมศพ” ด้านบนสุดตกแต่งด้วย “Pentecost” ไปจนถึง “พระเยซูขึ้นสวรรค์” แต่ละช่วงใช้เวลาวาดราวหกเดือน จึงใช้เวลานานมากกว่าทั้งหมดจะเสร็จ จึงมีจิตรกรหลายชุด รวมทั้งจิตรกรโรมันและจิตรกรจากทัสเคนีมาวาดต่อจากชิมาบูเย เช่น จาโคโป ทอร์ริติ (Jacopo Torriti) และเปียโตร คาวาลลินี (Pietro Cavallini) ภาพจิตรกรรมฝาผนังสองภาพของชีวิตของอิสอัค “อิสอัคให้พรยาโคบ” (Isaac blesses Jacob) และ “เอซาวต่อหน้าอิสอัค” (Esau in front of Isaac) เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของจอตโตที่วาดระหว่างปี ค.ศ. 1290 ถึงปี ค.ศ. 1295 (ซึ่งวาซาริสันนิษฐานว่าเป็นงานของ ชิมาบูเย) แต่กระนั้นก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่าเป็นงานของไอแซค มาสเตอร์จากรายละเอียดของภาพที่มีฉากหลังเป็นฉากโรมัน บางคนก็ว่าไอแซ็ค มาสเตอร์อาจจะเป็นคนคนเดียวกับเปียโตร คาวาลลินีหรือลูกศิษย์ ปีเอโตร คาวาลลินีเคยเขียนภาพคล้ายคลึงกันเมื่อราว ค.ศ. 1290 ชื่อ “อิสอัคให้พรยาโคบ” ที่คอนแวนต์โบสถ์ซานตาเซซิเลีย ใน ทราสเทเวเร (Santa Cecilia in Trastevere) ที่ กรุงโรม การวางท่าของไอแซ็คในภาพคล้ายการวางท่าของพระแม่มารีในงานโมเสก “ประสูติกาลของพระแม่พรหมจารี” (Birth of the Virgin) ภายในมุขของวัดซานตามาเรีย ใน ทราสเทเวเร (Santa Maria in Trastevere) ที่ กรุงโรมซึ่งเขียนโดยคาวาลลินี ไอแซค มาสเตอร์ถือกันว่าเป็นศิลปินคนแรกที่ใช้วิธีสร้างจิตรกรรมฝาผนังแบบที่เรียกว่า ภาพวาดปูนเปียก หรือ เฟรสโก้ “”ตำนานนักบุญฟรานซิส ตำนานนักบุญฟรานซิส. งานจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญที่สุดของมหาวิหารคือภาพชุด 28 ภาพที่เป็นประวัตินักบุญฟรานซิส หรือที่รู้จักกันว่า “ตำนานนักบุญฟรานซิส” ซึ่งเชื่อกันว่าวาดโดยจอตโตทางตอนล่างของผนังของทางเดินกลาง แต่ละช่วงเป็นภาพสามภาพเหนือส่วนล่างที่สุดของผนัง และอีกสี่ภาพใกล้ทางเข้า จอตโตใช้ “Legenda Maior” ซึ่งเป็นประวัติของนักบุญฟรานซิสที่เขียนโดยนักบุญโบนาเวนตูรา ที่เขียนเมื่อปี ค.ศ. 1266 เป็นแนวในการสร้างฉากสำคัญๆ ในชีวิตของนักบุญ ฉากชุดนี้อาจจะเป็นฉากเดียวกับที่คาวาลลินีใช้เขียนภายในวัดซานฟรานเชสโก อา ริปา (San Francesco a Ripa) ที่โรม ภาพที่จอตโตเขียนดูราวกับว่าจอตโตเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักบุญฟรานซิสด้วยตนเอง วาซาริสันนิษฐานว่าจอตโตเขียนระหว่างปี ค.ศ. 1296 ถึงปี ค.ศ. 1304 ถึงแม้ว่าจะสันนิษฐานกันว่าจอตโตเป็นผู้วาดตำนานของนักบุญฟรานซิส แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าใครเป็นผู้วาดจริง นักวิจารณ์ชาวอิตาลีส่วนใหญ่เชื่อกันว่า จอตโตและเวิร์คช็อพคือผู้วาด แต่เพราะความแตกต่างของลักษณะการวาดเมื่อเปรียบเทียบกันกับไอแซค มาสเตอร์ก็มีน้อยมาก จึงเชื่อกันว่าบางภาพหรืออาจจะทุกภาพวาดโดยศิลปินอย่างน้อยสามชุด โดยใช้เรื่องที่จอตโตวางไว้ คือมาสเตอร์แห่งซานฟรานเชสโก และ มาสเตอร์แห่งโอบซีควีส์แห่งเซนต์ฟรานซิส และซิซิเลียมาสเตอร์ ช่วงแรกของเพดานตกแต่งด้วยรูป 4 รูปของ “นักปราชญ์แห่งคริสตจักร” คือนักบุญเจอโรม นักบุญออกัสติน นักบุญเกรกอรี และนักบุญแอมโบรส เชื่อกันว่าวาดโดยจอตโต หรือ ลูกศิษย์ ช่วงที่สามเป็นรูปหัวใจสี่รูปของพระเยซู พระแม่มารี นักบุญจอห์นแบ็พทิสต์ และนักบุญฟรานซิส เขียนโดยจาโคโป ทอร์ริติ ด้านหน้ามหาวิหารเป็นแบบกอธิคมีประตูสองประตูและหน้าต่างกุหลาบ
| โบสถ์โรมันคาทอลิกของคณะฟรันซิสกันชื่อว่า มหาวิหารนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ตั้งอยู่ในประเทศใด | {
"answer": [
"อิตาลี"
],
"answer_begin_position": [
208
],
"answer_end_position": [
214
]
} |
3,011 | 143,890 | มหาวิหารนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี มหาวิหารนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี (; ) ตั้งอยู่ที่เมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิกของคณะฟรันซิสกัน ซึ่งเป็นคณะนักบวชคาทอลิกที่นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีก่อตั้งขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13ประวัติ ประวัติ. มหาวิหารนักบุญฟรังซิสฯ เริ่มสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นมหาวิหารที่มีด้วยกันสามชั้น ส่วนล่างเริ่มสร้างไม่นานหลังจากที่ฟรังซิสได้รับการประกาศเป็นนักบุญเมื่อปี ค.ศ. 1228 ซิโมเน ดิ พูเชียเรลโล (Simone di Pucciarello) เป็นผู้อุทิศที่ดินและบริเวณเนินเขาทางด้านตะวันตกของเมืองอัสซีซีให้เป็นที่สร้างโบส์ ที่ดินบริเวณนี้แต่เดิมเรียกว่า “เนินนรก” (; ) แต่ปัจจุบันเรียกกันว่า “เนินสวรรค์” (Hill of Paradise) สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 9 ทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1228 แม้ว่าการก่อสร้างอาจจะเริ่มต้นแล้วก็ได้ ผู้ออกแบบและคุมงานคือภราดาเอเลียแห่งกอร์โตนา ศิษย์คนสำคัญของนักบุญฟรังซิสและเคยเป็นรองอัคราธิการของคณะฟรันซิสกัน ชั้นล่างของโบสถ์สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1230 เมื่อวันสมโภชพระจิตเจ้าซึ่งเป็นวันฉลอง 50 วันหลังจากอีสเตอร์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1230 ก็มีการนำร่างที่ไม่เน่าเปื่อยของนักบุญฟรังซิสจากที่เก็บชั่วคราวที่โบสถ์นักบุญจอร์จซึ่งปัจจุบันเป็นมหาวิหารนักบุญกลารา (Basilica of St. Clare) มาไว้ที่ส่วนล่างของมหาวิหารที่สร้างเสร็จ มหาวิหารชั้นบนเริ่มสร้างเมื่อ ค.ศ. 1239 และเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1253 ลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบโรมาเนสก์ผสมสถาปัตยกรรมกอทิกแบบฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมกอทิกแบบอิตาลีต่อมา การตกแต่งของมหาวิหารทำโดยศิลปินสำคัญ ๆ ในยุคนั้นจากโรม แคว้นทัสกานี และ [อุมเบรีย]] ฉะนั้นนอกจากเป็นศาสนสถานสำคัญแล้วมหาวิหารนักบุญฟรังซิสจึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ศิลปะของอิตาลีด้วย ชั้นล่างมีจิตรกรรมฝาผนังของจิตรกรผู้มีชื่อเสียง เช่น ชิมาบูเย และจอตโต ดี บอนโดเน ผู้ซึ่งวาดชั้นบนของมหาวิหารเป็นชีวประวัติของ นักบุญฟรังซิสด้วย สมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 4 ซึ่งอดีตเป็นอัคราธิการคณะฟรันซิสกันได้เลื่อนฐานะของโบสถ์ขี้นให้เป็นโบสถ์สันตะปาปาเมื่อ ค.ศ. 1288 จัตุรัสเดลเลลอจเจ (Piazza delle Logge) ที่เป็นลานหน้าวัดและทางเดินไปสู่โบสถ์สร้างเมื่อค.ศ. 1474 ใช้เป็นที่พักพิงของนักแสวงบุญที่พากันมาสักการะนักบุญฟรังซิส เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1986 และ เดือนมกราคม ค.ศ. 2002 สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เสด็จมาที่มหาวิหารเพื่อจะสวดมนต์เพื่อความสันติสุข เมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 816 ปีของวันเกิดของนักบุญฟรังซิสก็เกิดมีแผ่นดินไหวที่อาซิซิทำให้คนตายไป 4 คน มหาวิหารได้รับความเสียหายอย่างหนักต้องปิดเป็นเวลาสองปีก่อนที่จะซ่อมเสร็จชั้นล่างของมหาวิหารการตกแต่งทั่วไป ชั้นล่างของมหาวิหาร. การตกแต่งทั่วไป. หลวงพ่อเอเลียเป็นผู้ออกแบบชั้นล่างของมหาวิหารเป็นห้องใต้ดิน (crypt) โดยให้เพดานโค้งสัน (ribbed vault) ท่านมีประสบการณ์การก่อสร้างจากสร้างที่ฝังศพขนาดใหญ่ในภูเขาเมื่อไปจำพรรษาอยู่ที่ซีเรีย ทางเข้าชั้นล่างอยู่ทางด้านข้างภายใต้ซุ้มประตูแบบสถาปัตยกรรมกอทิกที่สร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีประตูไม้สองประตูโดยฝีมือช่างไม้จากอุมเบรียจากคริสต์ศตวรรษที่ 16 ทางด้านหนึ่งเป็นคูหาสวดมนต์ของพระคาร์ดินัล อัลบอร์โนซ (Egidio Albornoz) ผู้มีหน้าที่ทางกฎหมายของนครรัฐวาติกันระหว่างปี ค.ศ. 1350 ถึงปี ค.ศ. 1367 ที่อุทิศให้นักบุญแคเธอรินแห่งอะเล็กซานเดรีย งานจิตรกรรมฝาผนังภายในคูหาเป็นฉากชีวิตของนักบุญแคเธอรีน 8 ฉากวาดระหว่างปี ค.ศ. 1368 จนถึงปี ค.ศ. 1369 โดยอันเดรอัส พิกตอร์ เดอ โบโนเนีย (Andreas pictor de Bononia) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “อันเดรีย” ซึ่งอาจจะเป็นคนคนเดียวกับอันเดรีย เดอ บาร์โทลี (Andrea de’ Bartoli) ผู้เป็นจิตรกรประจำราชสำนักของอัลบอร์โนซ แต่ไม่ใช่อันเดรีย ดา บาโลนยา (Andrea da Bologna) ที่มักจะอ้างอิงกันผิด ๆ รูปนักบุญในคูหาวาดโดยพาเซ ดิ บาร์โทโล ด'อาซิซิ (ค.ศ. 1344 - ค.ศ. 1368) ทางด้านซ้ายเป็นคูหาสวดมนต์นักบุญเซบาสเตียนซึ่งวาดโดยจอร์เจ็ตตี (Giorgetti) และฉากชีวิตของนักบุญโดย จี. มาร์เทลลี (G. Martelli) ทางด้านขวามีอนุสรณ์สองอนุสรณ์ๆ หนึ่งเป็นของจิโอวานนี เดอ เซอร์ชิ (Giovanni de' Cerchi) และอีกด้านหนึ่งเป็นของจอห์นแห่งบรีน (John of Brienne) พระมหากษัตริย์เยรูซาเลมและเป็นจักรพรรดิสำเร็จราชการกรุงคอนสแตนติโนเปิล สองข้างทางเดินกลางเป็นคูหาสวดมนต์ภายในซุ้มครึ่งวงกลม ตัวทางเดินกลางตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าที่สุดในมหาวิหารโดยจิตรกรที่เรียกกันว่า “ไมสโตร ดิซานฟรานเชสโก” (Maestro di San Francesco) เป็น 5 ฉากจาก “พระทรมานของพระเยซู” (Passion of Christ) ทางด้านขวา ทางด้านซ้ายเป็น 5 ฉากจาก “ชีวประวัติของนักบุญฟรังซิส” (Life of St. Francis) การจัดวางภาพสองชุดนี้ด้วยกันเช่นนี้เป็นการจงใจของคณะฟรังซิสกันเพื่อเป็นการแนะว่านักบุญฟรังซิสเปรียบเหมือนการมาครั้งที่สองของพระเยซู ภาพที่วาดล้อมรอบด้วยกรอบสีน้ำเงินสดตกแต่งด้วยดาวทอง ภาพทางด้านล่างของกำแพงจางไปจนเกือบจะไม่เหลือรอยนอกจากทางกำแพงด้านขวาที่ยังเหลือภาพ“แม่พระและพระกุมารกับนักบุญ” โดยชิมาบูเย ภาพเขียนบนผนังใช้วิธีวาดโดยใช้สีฝุ่นผสมบนปูนแห้ง วาดเสร็จระหว่างปี ค.ศ. 1260 ถึงปี ค.ศ. 1263 ถือกันว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่ดีที่สุดในแคว้นทัสกานีก่อนชิมาบูเย เมื่อมีผู้คนมาสักการะนักบุญฟรานซิสกันมากขึ้นทางโบสถ์จึงต้องสร้างคูหาสวดมนต์สำหรับครอบครัวสำคัญๆ ระหว่างปี ค.ศ. 1270 ถึงปี ค.ศ. 1350 สองข้างทางเดินกลางซึ่งทำให้ต้องทำลายจิตรกรรมฝาผนังไปมากคูหาสวดมนต์นักบุญมาร์แต็งแห่งตูร์ คูหาสวดมนต์นักบุญมาร์แต็งแห่งตูร์. คูหาสวดมนต์แรกทางซ้ายอุทิศให้นักบุญมาร์แต็งแห่งตูร์ สร้างโดยคาร์ดินาลดา มอนเตฟอเร (Cardinal da Montefiore) ตกแต่งระหว่างปี ค.ศ. 1317 ถึงปี ค.ศ. 1319 เป็นจิตรกรรมฝาผนัง 10 ฉากของชีวิตนักบุญมาร์ติน วาดโดยซิโมเน มาร์ตินิ และมีบานภาพพับที่มีภาพของนักบุญหลายองค์ งานภายในคูหาสวดมนต์นักบุญมาร์ตินเป็นงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของซิโมเน มาร์ทินีและเป็นงานจิตรกรรมที่ดีเด่นที่สุดของคริสต์ศตวรรษที่ 14 สิ่งที่น่าเสียดายคือสีขาวตะกั่วของมาร์ทินีหม่นลงไปตามกาลเวลา คูหาสวดมนต์อีกคูหาหนึ่งทางซ้ายอุทิศให้กับนักบุญปีเตอร์แห่งอัลคันทารา (St. Peter of Alcantara)คูหาสวดมนต์อื่น ๆ คูหาสวดมนต์อื่น ๆ. คูหาสวดมนต์ทางขวาอุทิศให้:- นักบุญหลุยส์แห่งตูลูส (St. Louis of Toulouse) และนักบุญสตีเฟนแห่งฮังการี (St. Stephen of Hungary) จิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือของโดโน โดนี (Dono Doni) สร้างเมื่อ ค.ศ. 1575 และหน้าต่างประดับกระจกสีโดย ซิโมเน มาร์ทินี - นักบุญแอนโทนีแห่งปาดัว (St. Anthony of Padua) จิตรกรรมฝาผนัง เป็นฝีมือของเชซาเร เซอร์เม (Cesare Sermei) สร้างเมื่อ ค.ศ. 1610 - นักบุญมารีย์ชาวมักดาลา (St. Mary Magdalene) คูหาสวดมนต์นี้สร้างโดยเตโอบัลโด ปอนตาโน (Teobaldo Pontano) บิชอปแห่งอัสซีซีระหว่างปี ค.ศ. 1296 ถึงปี ค.ศ. 1329 เป็นคูหาที่มีงานสำคัญของเวิร์คช็อปของจอตโต ดี บอนโดเน หรือจอตโตอาจจะวาดด้วยตนเองราวปี ค.ศ. 1320 ซึ่งวาซารีสันนิษฐานผิดว่าเป็นงานของพูชิโอ ชาแพนนา (Puccio Capanna) บนกำแพงเป็นฉากจาก “ชีวิตของแมรี แม็กดาเลน” (Life of Mary Magdalene) เหนือภาพเหมือนของทีโอบาลโด ปอนตาโน ขณะที่รอบเพดานโค้งตกแต่งด้วยรูปพระเยซู พระแม่มารี แมรี แม็กดาเลน และนักบุญลาซารัสผู้เป็นพี่ชายของแมรี แม็กดาเลน เหนือทางเดินกลางเป็นเพดานโค้งประทุน สุดทางเป็นมุขครึ่งวงกลมที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยจิตรกรรมฝาผนัง ภาพเขียนทางขวาเป็นชีวิตของพระเยซูเมื่อยังทรงพระเยาว์ซึ่งบางส่วนเป็นงานของจอตโตและเวิร์คช็อพ และฉาก “การประสูติของพระเยซู” (Nativity) โดยช่างที่ไม่ทราบชื่อที่เรียกกันว่า “มาสเตอร์แห่งนิโคโล” (Maestro di San Nicola) ชั้นล่างสุดเป็นจิตรกรรมฝาผนัง 3 รูปของนักบุญฟรานซิสช่วยเด็กสองคนที่ตายไปแล้วบนฉากหลังที่เป็นทิวทัศน์ หน้าคนในภาพแสดงเริ่มแสดงออกถึงอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ทางศิลปะของยุคนั้น บนผนังทางเดินกลางชิมาบูวาดงานที่สำคัญที่สุด “แม่พระครองบัลลังก์และนักบุญฟรังซิส” (Our Lady enthroned and Saint Francis) ปี ค.ศ. 1280 ซึ่งว่ากันว่าเป็นภาพที่เหมือนนักบุญฟรังซิสตัวจริงมากที่สุด ลักษณะภาพเป็นแบบศิลปะกอทิกซึ่งต่างกันมากจากงานของจอตโตตรงที่มีชีวิตจิตใจมากกว่า ทางขวาของทางเดินกลางเป็นคูหาสวดมนต์เซนต์นิโคลัสแห่งบารี (Chapel of St. Nicolas of Bari) ผู้จ้างอาจจะเป็นนโปลิโอเน ออร์ซินิ (Napoleone Orsini) ผู้เป็นผู้แทนของพระสันตะปาปา เป็นจิตรกรรมฝาผนัง 10 ภาพโดยช่างที่ไม่ทราบชื่อที่เรียกกันว่า “มาสเตอร์แห่งนิโคโล” ระหว่างปี ค.ศ. 1295 ถึงปี ค.ศ. 1305 เป็นภาพปาฏิหาริย์และการแสดงความกรุณาของนักบุญนิโคลัส ภาพชุดนี้มีอิทธิพลมาจากชุด “ตำนานของนักบุญฟรังซิส” ที่อยู่ชั้นบนของมหาวิหาร ซึ่งวาซารีสันนิษฐานผิดว่าเป็นงานของจอตโต ช่างคนเดียวกันวาดภาพ “แม่พระรับสาร” (Annunciation) ในคูหาสวดมนต์ตรงกันข้ามทางเดินกลางและแท่นบูชา ทางเดินกลางและแท่นบูชา. ด้านซ้ายของทางเดินกลางตกแต่งโดยปีเอโตร โลเรนเซตตี (Pietro Lorenzetti) จิตรกรชาวเซียนนา ระหว่างปี ค.ศ. 1315 ถึงปี ค.ศ. 1330 ซึ่งวาซารีสันนิษฐานผิดว่าเป็นงานของจอตโตและพูชิโอ ชาแพนนา จิตรกรรมฝาผนังชิ้นนี้เป็นงานชิ้นเอกของลอเร็นเซ็ตติ เป็นชุดภาพ 6 ภาพเกี่ยวกับ “พระทรมานของพระเยซู” (Passion of Christ) โดยเฉพาะภาพ “การนำร่างของพระเยซูลงจากกางเขน” (Deposition of the Cross) เป็นภาพที่แสดงอารมณ์ของผู้อยู่ในภาพเป็นอย่างมาก การสร้างจิตรกรรมฝาผนังชิ้นนี้แบ่งเป็น 330 ขั้นซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีจึงวาดเสร็จแม้ลอเร็นเซ็ตติจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ช่วย นอกจากนั้นลอเร็นเซ็ตติยังตกแต่งโบสถ์น้อยนักบุญยอห์นแบปทิสต์ (Chapel of St John the Baptist) ข้างๆ ด้วยภาพ “Madonna dei Tramonti” การจัดวางระหว่างพระเยซูเมื่อยังทรงพระเยาว์และ “พระทรมานของพระเยซู” เป็นการเปรียบเทียบความมีความรู้สึกเศร้าใจไปกับความทุกข์ของผู้อื่นระหว่างพระเยซูกับนักบุญฟรังซิส แท่นบูชาพระสันตะปาปาตรงมุขทำด้วยหินก้อนเดียวจากโคโมเมื่อ ค.ศ. 1230 รอบแท่นบูชาตกแต่งด้วยเพดานโค้งกอธิคที่รับโดยเสาหลายแบบ เสา 12 เสาที่ล้อมรอบแท่นบูชาถูกรื้อออกไปเมื่อ ค.ศ. 1870 ที่นั่งสวดมนต์สร้างด้วยไม้วอลนัตเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1471 โดยอพอลโลนิโอ เพโตรชชิ ดา ริพาทรานโซนิ (Apollonio Petrocchi da Ripatransone) ช่วยโดยทอมัสโซ ดิ อันโตนิโอ ฟิโอเร็นทิโน (Tommaso di Antonio Fiorentino) และอันเดรีย ดา มอนเทฟาลโค (Andrea da Montefalco) เมื่อจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นอุปมานิทัศน์ของพระเยซูถูกตรึงกางเขนโดยสเตฟานโน ฟิโอเร็นทิโน (Stefano Fiorentino) ถูกทำลายไปเมื่อปี ค. ศ. 1622 ก็ทำภาพใหม่ทับเป็นภาพ “การพิพากษาครั้งสุดท้าย” (Last Judgment) โดย เซซาเร เซอร์เม ดิ ออร์เวียตโต (Cesare Sermei di Orvieto) ภาพเขียนบนมุขเป็นภาพ “ชัยชนะของนักบุญฟรังซิส” (Triumph of St Francis) และอุปมานิทัศน์สามภาพของ “ความเชื่อฟัง” “ความจน” “ความบริสุทธิ์” เชื่อกันว่าวาดโดย “นายช่างแห่งเวเล” หรือที่เรียกกันว่า “นายช่างแห่งเพดานมหาวิหารเซนต์ฟรานซิส” ผู้เป็นลูกศิษย์ของจอตโตเมื่อปี ค.ศ. 1330 หน้าต่างประดับกระจกสีเชื่อกันว่าทำโดยจิโอวานนี ดิ โบนิโนและเวิร์คช็อพห้องใต้ดิน ห้องใต้ดิน. กลางทางเดินกลางเป็นทางลงชั้นใต้ดินสองข้างนำไปสู่ที่ฝังศพของนักบุญฟรานซิส ที่ฝังศพพบเมื่อ ค.ศ. 1818 หลังจากนักบุญฟรานซิสเสียชีวิตหลวงพี่เอเลียเอาร่างไปซ่อนเพื่อป้องกันการแก่งแย่งร่างของนักบุญไปทั่วยุโรป สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9เป็นผู้สั่งให้สร้างห้องใต้ดินภายใต้มหาวิหาร โดยให้พาสคาเล เบลลี (Pasquale Belli) เป็นผู้ออกแบบด้วยหินอ่อนแบบศิลปะฟื้นฟูคลาสสิก แต่มาออกแบบเป็นแบบฟื้นฟูโรมาเนสก์ภายหลังโดยอูโก ทาร์ชิ (Ugo Tarchi) ระหว่าง ปี ค.ศ. 1925 ถึงปี ค.ศ. 1932 โลงหินโบราณที่มัดด้วยเหล็กของนักบุญฟรานซิสวางเด่นอยู่บนแท่นบูชา เมื่อปี ค.ศ. 1934 ก็มีการฝังร่างของภราดาคณะฟรันซิสกันสึ่องค์ในกำแพงรอบแท่นบูชา ต่อมาก็เพิ่มผอบใส่กระดูกของจาโคปา เดอิ เซ็ทเทโซลิ (Jacopa dei Settesoli) ตรงทางเข้าอารามนักบุญฟรานซิส อารามนักบุญฟรานซิส. มหาวิหารนักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซีเป็นส่วนหนึ่งของอารามซาโครคอนเวนโต (Sacro Convento Friary) ตัวไฟรอารีตั้งอยู่ติดกับมหาวิหารโดยเป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ประกอบด้วยซุ้มโค้ง 53 โค้งและค้ำยันที่แข็งแกร่งอยู่บนเนินสูง เมื่อมองจากข้างล่างจะดูเหมือนป้อม ตัวไฟรอารีสร้างด้วยหินสีขาวและชมพูจากภูเขาซูบาซิโอ ไฟรอารีมีไฟรอาร์อาศัยอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1230 มาจนถึงปัจจุบันนี้ การก่อสร้างใช้เวลานานทำให้ลักษณะสถาปัตยกรรมจึงเป็นแบบผสมผสานระหว่างโรมาเนสก์กับกอธิค อาคารส่วนใหญ่สร้างในสมัยสมเด็จพระสันตะปาปาซิกส์ตุสที่ 4 ระหว่างปี ค.ศ. 1474 ถึงปี ค.ศ. 1476 ในปัจจุบันสำนักสงฆ์มีห้องสมุดใหญ่ที่มีหนังสือจากยุคกลาง พิพิธภัณฑ์ที่มีงานศิลปะที่นักแสวงบุญอุทิศให้แก่วัดมาเป็นเวลาหลายร้อยปี รวมทั้งงานศิลปะ 57 ชิ้นที่เป็นศิลปะแบบฟลอเรนซ์และซีเอนาของงานชุดเพอร์คิน (Perkins collection) หอระฆังสร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1239 เป็นแบบโรมาเนสก์ชั้นบนของมหาวิหาร ชั้นบนของมหาวิหาร. ทางเข้ามหาวิหารชั้นบนอยู่ด้านหลังจากภายในซุ้มภายในอาราม สถาปัตยกรรมเป็นแบบกอธิค ภายในส่วนสำคัญตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังโดยจอตโตและชิมาบูเย หน้าต่างกระจกสีในบริเวณอารามสร้างโดยช่างชาวเยอรมนีที่มาทำงานอยู่ใกล้ๆ อาซิซิเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 หน้าต่างทางด้านซ้ายของทางเดินกลางเป็นฝีมือของช่างฝรั่งเศสที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1270 ทางด้านขวาเชื่อกันว่าสร้างโดย “นายช่างแห่งซานฟรานเชสโก” หน้าต่างเหล่านี้เป็นตัวอย่างของหน้าต่างประดับกระจกสีที่ดีที่สุดที่หนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในอิตาลี โถงกลางของมหาวิหารจะกว้างและแบ่งเป็นสี่ช่วง เพดานเป็นแบบประทุนซ้อนตกแต่งด้วยลวดลายกางเขนและใบไม้ เพดานสันสี่ด้านตกแต่งด้วยดาวสีทองบนพื้นสีน้ำเงิน เพดานอีกช่วงหนึ่งตกแต่งด้วย รูปในกรอบกลม (Roundels) ซึ่งมีรูปพระเยซูครึ่งองค์ตรงกันข้ามกับนักบุญฟรานซิส และพระแม่มารีย์ตรงกันข้ามกับนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมา เพดานทางเข้าเป็นรูป 4 รูปของ “นักปราชญ์แห่งคริสตจักร” ซึ่งมีนักบุญพระสันตะปาปาเกรกอรีตรงกันข้ามกับนักบุญเจอโรม และนักบุญแอมโบรสแห่งมิลานตรงกันข้ามกับนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป เชื่อกันว่าวาดโดยไอแซค มาสเตอร์ (Isaac Master) ที่นั่งสวดมนต์มีด้วยกัน 102 ที่นั่งที่แกะสลักอย่างสวยงามโดยโดเมนีโก อินโดวีนี (Domenico Indovini) เมื่อปี ค.ศ. 1501 ตรงกลางเป็นยกพื้นที่เป็นที่ตั้งของคาเทรดา (Cathedra) ของพระสันตะปาปา ทางด้านตะวันตกของทางเดินกลาง และมุข ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังโดย ชิมาบูเย และเวิร์คช็อพ ซึ่งเริ่มราวปี ค.ศ. 1280 เป็นรูป “พระเยซูบนกางเขน” โดยมีนักบุญฟรานซิสคุกเข่าอยู่ข้างล่างแสดงความโศกเศร้าใจในความทุกข์ของพระเยซู แต่ภาพเขียนเริ่มหลุดร่อนเพราะความชื้น และกาลเวลา และ ออกไซด์ของตะกั่ว (lead oxide) ที่ใช้ผสมสีและทา เมื่อปูนที่ไม่สดทำปฏิกิริยาทำให้ภาพกลายเป็นเน็กกาทีฟ ก่อนหน้าที่ชิมาบูเยจะเขียนภาพทางด้านเหนือของแขนกางเขน ก็มีภาพบนผนังที่เขียนมาก่อนโดยช่างจากทางภาคเหนือของยุโรป ซึ่งอาจจะเป็นช่างจากอังกฤษที่เขียนระหว่างปี ค.ศ. 1267 ถึงปี ค.ศ. 1270 ชิมาบูเยเขียนภาพในครึ่งวงกลมสองอัน และในวงกลมเป็นรูปของทูตสวรรค์ และอัครทูต อีกงานหนึ่ง “อิสยาห์” และ “เดวิด” เป็นของนายช่างชาวโรมัน ด้านบนของทางเดินกลางทั้งสองด้านได้รับความเสียหายอย่างหนักระหว่างแผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นระเบียงภาพทั้งหมด 32 ภาพจากพันธสัญญาเดิม เริ่มด้วยพระเจ้าสร้างโลก และจบด้วยโจเซฟยกโทษให้พี่ ต่อไปเป็นภาพจากพันธสัญญาใหม่เรื่มด้วย “แม่พระรับสาร” จนถึง “สตรีที่หลุมศพ” ด้านบนสุดตกแต่งด้วย “Pentecost” ไปจนถึง “พระเยซูขึ้นสวรรค์” แต่ละช่วงใช้เวลาวาดราวหกเดือน จึงใช้เวลานานมากกว่าทั้งหมดจะเสร็จ จึงมีจิตรกรหลายชุด รวมทั้งจิตรกรโรมันและจิตรกรจากทัสเคนีมาวาดต่อจากชิมาบูเย เช่น จาโคโป ทอร์ริติ (Jacopo Torriti) และเปียโตร คาวาลลินี (Pietro Cavallini) ภาพจิตรกรรมฝาผนังสองภาพของชีวิตของอิสอัค “อิสอัคให้พรยาโคบ” (Isaac blesses Jacob) และ “เอซาวต่อหน้าอิสอัค” (Esau in front of Isaac) เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของจอตโตที่วาดระหว่างปี ค.ศ. 1290 ถึงปี ค.ศ. 1295 (ซึ่งวาซาริสันนิษฐานว่าเป็นงานของ ชิมาบูเย) แต่กระนั้นก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่าเป็นงานของไอแซค มาสเตอร์จากรายละเอียดของภาพที่มีฉากหลังเป็นฉากโรมัน บางคนก็ว่าไอแซ็ค มาสเตอร์อาจจะเป็นคนคนเดียวกับเปียโตร คาวาลลินีหรือลูกศิษย์ ปีเอโตร คาวาลลินีเคยเขียนภาพคล้ายคลึงกันเมื่อราว ค.ศ. 1290 ชื่อ “อิสอัคให้พรยาโคบ” ที่คอนแวนต์โบสถ์ซานตาเซซิเลีย ใน ทราสเทเวเร (Santa Cecilia in Trastevere) ที่ กรุงโรม การวางท่าของไอแซ็คในภาพคล้ายการวางท่าของพระแม่มารีในงานโมเสก “ประสูติกาลของพระแม่พรหมจารี” (Birth of the Virgin) ภายในมุขของวัดซานตามาเรีย ใน ทราสเทเวเร (Santa Maria in Trastevere) ที่ กรุงโรมซึ่งเขียนโดยคาวาลลินี ไอแซค มาสเตอร์ถือกันว่าเป็นศิลปินคนแรกที่ใช้วิธีสร้างจิตรกรรมฝาผนังแบบที่เรียกว่า ภาพวาดปูนเปียก หรือ เฟรสโก้ “”ตำนานนักบุญฟรานซิส ตำนานนักบุญฟรานซิส. งานจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญที่สุดของมหาวิหารคือภาพชุด 28 ภาพที่เป็นประวัตินักบุญฟรานซิส หรือที่รู้จักกันว่า “ตำนานนักบุญฟรานซิส” ซึ่งเชื่อกันว่าวาดโดยจอตโตทางตอนล่างของผนังของทางเดินกลาง แต่ละช่วงเป็นภาพสามภาพเหนือส่วนล่างที่สุดของผนัง และอีกสี่ภาพใกล้ทางเข้า จอตโตใช้ “Legenda Maior” ซึ่งเป็นประวัติของนักบุญฟรานซิสที่เขียนโดยนักบุญโบนาเวนตูรา ที่เขียนเมื่อปี ค.ศ. 1266 เป็นแนวในการสร้างฉากสำคัญๆ ในชีวิตของนักบุญ ฉากชุดนี้อาจจะเป็นฉากเดียวกับที่คาวาลลินีใช้เขียนภายในวัดซานฟรานเชสโก อา ริปา (San Francesco a Ripa) ที่โรม ภาพที่จอตโตเขียนดูราวกับว่าจอตโตเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักบุญฟรานซิสด้วยตนเอง วาซาริสันนิษฐานว่าจอตโตเขียนระหว่างปี ค.ศ. 1296 ถึงปี ค.ศ. 1304 ถึงแม้ว่าจะสันนิษฐานกันว่าจอตโตเป็นผู้วาดตำนานของนักบุญฟรานซิส แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าใครเป็นผู้วาดจริง นักวิจารณ์ชาวอิตาลีส่วนใหญ่เชื่อกันว่า จอตโตและเวิร์คช็อพคือผู้วาด แต่เพราะความแตกต่างของลักษณะการวาดเมื่อเปรียบเทียบกันกับไอแซค มาสเตอร์ก็มีน้อยมาก จึงเชื่อกันว่าบางภาพหรืออาจจะทุกภาพวาดโดยศิลปินอย่างน้อยสามชุด โดยใช้เรื่องที่จอตโตวางไว้ คือมาสเตอร์แห่งซานฟรานเชสโก และ มาสเตอร์แห่งโอบซีควีส์แห่งเซนต์ฟรานซิส และซิซิเลียมาสเตอร์ ช่วงแรกของเพดานตกแต่งด้วยรูป 4 รูปของ “นักปราชญ์แห่งคริสตจักร” คือนักบุญเจอโรม นักบุญออกัสติน นักบุญเกรกอรี และนักบุญแอมโบรส เชื่อกันว่าวาดโดยจอตโต หรือ ลูกศิษย์ ช่วงที่สามเป็นรูปหัวใจสี่รูปของพระเยซู พระแม่มารี นักบุญจอห์นแบ็พทิสต์ และนักบุญฟรานซิส เขียนโดยจาโคโป ทอร์ริติ ด้านหน้ามหาวิหารเป็นแบบกอธิคมีประตูสองประตูและหน้าต่างกุหลาบ
| โบสถ์โรมันคาทอลิกของคณะฟรันซิสกันในประเทศอิตาลีชื่อว่า มหาวิหารนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ก่อตั้งขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่เท่าไร | {
"answer": [
"13"
],
"answer_begin_position": [
336
],
"answer_end_position": [
338
]
} |
3,012 | 11,114 | วัดไทยพุทธคยา วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 มีเนื้อที่ราว 12 ไร่ (5 เอเคอร์) ตั้งอยู่บริเวณพุทธคยา อยู่ห่างจากองค์เจดีย์พุทธคยาประมาณ 500 เมตร เป็นวัดที่อยู่ในความดูแลและอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย ปัจจุบันมีพระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เป็นเจ้าอาวาส พระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยาจำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมของสมัยรัตนโกสินทร์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งการจำลองแบบจนดูเหมือนนี้ไม่ใช่เฉพาะภายนอก แต่ยังมีภายในที่เหมือนกันด้วย เช่น องค์พระประธานที่เป็นพระพุทธชินราช แกลประตู แกลหน้าต่าง เป็นต้นรัฐบาลอินเดียเชิญชาวพุทธทั่วโลกมาสร้างวัด รัฐบาลอินเดียเชิญชาวพุทธทั่วโลกมาสร้างวัด. ประเทศอินเดีย ได้รับได้เอกราชจากอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2490 และต่อมา ฯพณฯ ชวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดียคนแรก ได้เตรียมการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษขึ้น หรือเรียกว่า พุทธชยันตี ใน พ.ศ. 2500 จึงได้ประกาศเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาได้มาสร้างวัดด้วยศิลปะของตน ณ พุทธคยา ดินแดนตรัสรู้ของพระโคตมพุทธเจ้า โดยรัฐบาลอินเดียได้จัดสรรที่ดินให้เช่าในนามรัฐบาลต่อรัฐบาลคราวละ 99 ปี และเมื่อหมดสัญญาแล้วสามารถต่ออายุสัญญาได้อีกคราวละ 50 ปีประวัติเริ่มการสร้างวัดไทยพุทธคยาประวัติเริ่มการสร้างวัดไทยพุทธคยา. - เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2497 นายปุ่น จงประเสริฐ เลขานุการสถานเอกอัครทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้เดินทางมาพบกับพระนักศึกษาไทยที่ศึกษา ณ สถาบันการศึกษาบาลีนวนาลันทา ซึ่งมีจำนวน 4 รูป คือ พระมหานคร เขมปาลี (ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระราชรัตนโมลี อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) พระมหามนัส จิตตทะโม พระมหาโอภาส โอภาโส และพระมหาชวินทร์ สระคำ (ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระอุดรคณาธิการ ภายหลังลาสิกขาได้รับเลือกเป็น ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด) และได้แจ้งข่าวว่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีจิตศรัทธาส่งเงินจำนวน 200,000 รูปี (ในสมัยนั้นอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 รูปีอินเดียแลกได้ 4 บาทไทย) มายังสถานทูตไทย เพื่อดำเนินการสร้างวัดไทยในอินเดีย ตามที่รัฐบาลอินเดียเชิญชวน แต่ในตอนนั้น เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง นิวเดลลี คือ พระพหิทธานุกร ได้มอบให้เลขานุการสถานทูตเป็นผู้ดำเนินการสร้างแทน จึงมาปรึกษาพระสงฆ์ไทย ที่เรียนอยู่ที่นาลันทา และตกลงกันว่า จะซื้อที่ดินที่พุทธคยา และมอบให้นายปุ่น จงประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินการซื้อที่ดินจากรัฐบาลรัฐพิหาร - ซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัด เริ่มแรกติดต่อได้ที่ดินใกล้วัดทิเบตทางทิศเหนือ มีเนื้อที่ 15 เอเคอร์ ประมาณ 37 ไร่ (ปัจจุบันคือลานแสดงธรรมของท่านดาไล ลามะ หรือชาวบ้านท้องถิ่นเรียกว่า กาลจักระ ไมดาน (ไมดาน แปลว่า สนาม กาลจักร คือ พิธีการบูชาที่ยิ่งใหญ่ของทิเบต) ต่อมาทางการเห็นว่า การก่อสร้างโบสถ์และวิหารอื่นๆ อาจจะบดบังทัศนียภาพขององค์พระเจดีย์พุทธคยา และเมื่อขุดเพื่อวางเสาเข็ม ได้พบโบราณสถานมากมาย ทางการรัฐพิหาร จึงหาที่ให้ใหม่ คือบริเวณทีตั้งปัจจุบันนี้ - รัฐบาลไทยเข้ามาดูแลเรื่องสร้างวัดต่อมามีเหตุการณ์ผันแปรในการสร้างวัด จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้รับเรื่องการสร้างวัดเป็นของรัฐบาล ต่อมาท่านทูต คนใหม่ คือ ดร. บุณย์ เจริญชัย มาอยู่ทิ่อินเดีย การก่อสร้างวัดไทยในขั้นต้น จึงเสร็จเรียบร้อย คือ มีพระอุโบสถ ศิลปะรัตนโกสินทร์ แบบวัดเบญจมบพิตร และกุฏิที่พักสงฆ์ จำนวน 2 หลังที่ตั้งและอาณาเขตของวัดไทย ที่ตั้งและอาณาเขตของวัดไทย. วัดไทยพุทธคยา ตั้งอยู่ห่างจากบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาณ 500 เมตร ตำบลพุทธคยา อ.คยา รัฐพิหาร ห่างจากสถานีรถไฟคยา ประมาณ 15 กิโลเมตร และสนามบินพุทธคยา ประมาณ 10 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ (5 เอเคอร์) อยู่ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย มีฐานะเป็นพระอารามหลวง เพราะได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินเป็นประจำทุกปีพระธรรมทูตไทย ชุดแรก ณ วัดไทยพุทธคยาพระธรรมทูตไทย ชุดแรก ณ วัดไทยพุทธคยา. - พ.ศ. 2502 ทางรัฐบาลได้แจ้งให้คณะสงฆ์ทราบ และคณะสงฆ์ได้ส่งพระธรรมธีราชมหามุนี มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก พร้อมกับพระสงฆ์อีกสี่รูป ปฏิบัติหน้าที่อยู่สามปี จนถึง พ.ศ. 2505 จึงเดินทางกลับประเทศไทย นับเป็นพระสงฆ์สมณทูตชุดแรกของไทยที่เดินทางมาประกาศพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนต้นกำเนิด ภายหลังที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งท่านพระโสณะ และพระอุตระไปที่สุวรรณภูมิ เมือ พ.ศ. 236 ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกันถึง 2,266 ปีรายนามเจ้าอาวาสรายนามเจ้าอาวาส. 1. สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมธีราชมหามุนี วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ 1 ตั้งแต่ พ.ศ. 2502-2506 2. พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพวิสุทธิโมลี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2506-2532 3. พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) ป.ธ.9 Ph.D. เมื่อเป็น พระมหาทองยอด ภูริปาโล วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ 3 ตั้งแต่ พ.ศ. 2532- 2554 4. พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) ตั้งแต่ พ.ศ. 2554-ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างสิ่งก่อสร้าง. - พระอุโบสถ จำลองแบบมาจากพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ประเทศไทย แต่ไม่ได้สร้างกำแพงแก้วล้อมด้านหลัง พระประธานในพระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะทางด้านทิศตะวันออกไม่ได้ติดถนนใหญ่ จึงหันหน้าออกทางทิศเหนือ เพื่อให้ชาวอินเดียและพุทธศานิกชนจากชาติต่างๆ เข้านมัสการได้สะดวก ภายในพระอุโบสถ มีภาพวาดชาดกเรื่อง พระมหาชนก ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว- พระประธานภายในพระอุโบสถ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธชินราช (จำลอง) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานในการเททองหล่อ ณ วัดเบญจมบพิตร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย" มีความหมายว่า "พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในธรรม กลับสู่ชมพูทวีปให้เกิดสุข" ท่านจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดไทยพุทธคยา โดยเครื่องบิน C 130 ของกองทัพอเมริกา สมัยที่มาทำสงครามเวียดนาม เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ทุนทรัพย์ในการสร้างพระประธานและค่าพาหนะขนส่งจำนวน 650,000 บาท โดยเครื่องบิน C 130 เริ่มแรกนั้นต้องลงจอดที่เมืองกัลกัตตา เมื่อทำพิธีศุลกาการ แต่เมื่อบินออกจากเมืองไทยแล้ว นักบินถึงแม้จะตั้งเข็มการบินไปที่เมืองกัลกัตตา แต่ไม่สามารถบินไปกัลกัตตาได้ จึงเปลี่ยนทิศทางการบินมาที่พุทธคยา โดยตรง ปรากฏว่า สามารถบินได้อย่างสะดวก เป็นพุทธปาฏิหาริย์ที่ปรากฏต่อสายตานักบินอเมริกา- พิธีผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตร ได้มีการผูกพัทธสีมาอย่างเป็นทางการ โดยทำในนามรัฐบาลไทย เป็นรัฐพิธี สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีพระสงฆ์เข้าร่วมพิธี 112 รูป มีชาวพุทธไทยจำนวน 157 ท่านจากประเทศไทย และชาวพุทธไทยในอินเดียนจำนวน 62 ท่านมาร่วมพิธี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2509 (จารึกที่แผ่นหินอ่อนวัดไทยพุทธคยา) - อาคารรองรับผู้แสวงบุญชาวไทย มีจำนวน 2 หลัง ลักษณะ 2 ชั้น เพื่อเป็นที่พักของพุทธบริษัทชาวไทยที่เดินทางมานมัสการพุทธสังเวชนียสถาน แสวงบุญ ณ ประเทศอินเดียราชวงศ์จักรีกับวัดไทยพุทธคยาราชวงศ์จักรีกับวัดไทยพุทธคยา. - พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งราชวงศ์จักรีที่มีต่อวัดไทยพุทธคยานั้น มีมากมายคณานับ ดังต่อไปนี้1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานเททองหล่อพระพุทธปฏิมา พระพุทธชินราช เพื่ออัญเชิญมาเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยาพร้อมพระราชทานพระนามว่า “"พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย" มีความหมายว่า "พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในธรรม กลับสู่ชมพูทวีปให้เกิดสุข" 2. โปรดเกล้าฯ ให้ ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธานยกช่อฟ้าพระอุโบสถและทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน เมือวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2519 3. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฏราชกุมาร เสด็จฯ เยี่ยมวัดไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. 2535 4. สมเด็พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยี่ยมวัดไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. 2530 5. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาทินัดดามาตุ เสด็จ ในงานฉลองวัดไทยพุทธคยาครบ 50 ปี พ.ศ. 2550 6. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทานเพื่อให้พุทธบริษัทชาวไทยอัญเชิญไปทอดกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษากาลที่วัดไทยพุทธคยาเป็นประจำทุกปีนายกรัฐมนตรีนมัสการและทำบุญที่วัดไทยพุทธคยานายกรัฐมนตรีนมัสการและทำบุญที่วัดไทยพุทธคยา. 1. จอมพล ป. พิบูลสงคราม บวชที่วัดไทยพุทธคยา พ.ศ. 2503 และเป็นการบวชพระ (อุปสมบท) ครั้งแรกของวัดไทยพุทธคยา 2. สัญญา ธรรมศักดิ์ สมัยดำรงตำแหน่ง ประธานองคมนตรี ผู้แทนพระองค์เป็นประธานยกช่อฟ้าพระอุโบสถ และทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2519 3. พลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมวัดไทย 4. ชวน หลีกภัย มานมัสการพุทธสังเวชนียสถาน และเยี่ยมวัดไทย พ.ศ. 2551งานพระธรรมทูตงานพระธรรมทูต. - งานพระธรรมทูตของวัดไทยพุทคยาได้ปรากฏเด่นชัดมาตั้งแต่พระธรรมทูตรุ่นแรก จนถึงปัจจุบัน ได้ทำการประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีป และขยายงานออกไปอย่างมากมาย เช่น1. ก่อตั้งคณะสงฆ์อินเดีย (ALL India Bhikkhu Sangha) ให้เป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการบรรพชาอุปสมบทอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย โดยการจัดซื้อที่ดินให้สร้างสำนักงานคณะสงฆ์อินเดีย อบรมสั่งสอนกุลบุตรชาวอินเดียที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา 2. สร้างวัดไทยเพื่อขยายและสร้างโครงงานพระธรรมทูตออกไปยังสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยมีวัดไทยในอินเดีย ดังต่อไปนี้- วัดไทยนาลันทา พ.ศ. 2516 - วัดไทยสารนาถ พ.ศ. 2514 - วัดไทยลุมพินี พ.ศ. 2538 รัฐบาลไทยสร้าง แต่มอบหมายให้อยู่ภายใต้การดูแลของหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล - วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พ.ศ. 2537- และสาขาของวัดไทยกุสินาราอีกสองแห่ง คือ วัดไทยสาวัตถี พ.ศ. 2548 และพุทธวิหารสาลวโนทยาน 960โสเนาลี ชายแดนอินเดีย-เนปาล พ.ศ. 2548 - วัดไทยสิริราชคฤห์ พ.ศ. 2546 - วัดไทยไพสาลี พ.ศ. 2547 3. สนับสนุนชาวพุทธอินเดียสร้างพุทธวิหาร พร้อมมอบพระพุทธรูปและเครื่องอัฐบริขารในการบรรพชาอุปสมบท เช่น มอบแด่ชาวพุทธที่เมืองนาคปุร์ เมืองออรังคบาด รัฐมหารัชตะ 4. จัดตั้งคลินิกเพื่อดูแลชาวพุทธไทย และชาวพุทธทั่วโลก รวมทั้งชาวอินเดีย เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแด่ชาวพุทธที่มาไหว้พระแสวงบุญ รวมทั้งเพื่อสร้างมวลชนสัมพันธ์กับชาวบ้านท้องถิ่น 5. จัดสร้างโรงเรียนเพื่อเยาวชนชาวอินเดีย ให้ได้รับการศึกษา มีจำนวน4 แห่งคือ วัดไทยพุทธคยา สนับสนุนโรงเรียนปัญจศีล ที่พุทธคยา และโรงเรียนชาวพุทธใหม่ที่นาลันทา วัดไทยสารนาถ จัดสร้างโรงเรียนพระครูปกาศสมาธิคุณ และวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สร้างโรงเรียนต้นกล้าพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ 6. จัดอบรมพระธรรรมวิทยากร เพื่อพัฒนาบุคลากรทางพระพุทธศาสนา คือ พระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ที่มาปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูต ศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติธรรมในอินเดีย ให้รักงานเผยแพร่ วัตถุประสงค์เพื่อสามารถนำพาพุทธบริษัทที่มาไหว้พระแสวงบุญที่อินเดียให้ได้เข้าใจซาบซึ้งในคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นำสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนา อธิบายธรรม พุทธประวัติ ประวัติศาสตร์ และเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ให้แก่ชาวพุทธไทยและต่างชาติได้ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี ได้รับคำยกย่องและชื่นชมจากชาวพุทธไทยเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีการอบรม สามแห่งคือ วัดไทยพุทธคยา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และมหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี 7. ดูแลนักศึกษาไทยที่มาเรียนที่อินเดีย มหาเถรสมาคมได้มอบหมายให้เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย และเป็นผู้ดูแลพระนักศึกษาไทยที่มาศึกษาที่ประเทศอินเดีย ทางวัดไทยพุทธคยาได้จัดมอบทุนการศึกษาแด่นักศึกษาไทย และให้การสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น โครงการไหว้พระนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยพาราณสี มหาวิทยาลัยมคธ มหาวิทยาลัยเดลลี มหาวิทยาลัยปูเณ่ ฯลฯ 8. มอบทุนการศึกษาแด่พระภิกษุ-สามเณร แม่ชีและนักเรียนไทย ที่มาศึกษาในประเทศอินเดียการติดต่อที่พักสำหรับผู้แสวงบุญชาวไทยการติดต่อที่พักสำหรับผู้แสวงบุญชาวไทย. - ผู้แสวงบุญที่ประสงค์จะพักที่วัดไทยพุทธคยา ในระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคม ต้องแจ้งให้ทางวัดทราบล่วงหน้า ประมาณ 2-3 เดือนก่อนการเดินทาง พร้อมระบุจำนวนผู้เข้าพัก วันเวลาที่จะเข้าพักการเดินทางมายังวัดไทยพุทธคยาการเดินทางมายังวัดไทยพุทธคยา. - สามารถเดินทางมาได้โดยสายการบินตรงจากประเทศไทยมายังเมืองพุทธคยา คือ- สายการบินไทย - สายการบินอินเดีย - สายการบินภูฎาน ดรุกแอร์ - สายการบินเจ็ทแอร์เวย์ - รถไฟ มีชุมทางรถไฟขนาดใหญ่ เชื่อมต่อเมืองโกลกาตา เมืองนิวเดลี เมืองปัตนะ เมืองพาราณสี เมืองมุมไบ
| วัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดียมีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"วัดไทยพุทธคยา"
],
"answer_begin_position": [
100
],
"answer_end_position": [
113
]
} |
3,013 | 11,114 | วัดไทยพุทธคยา วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 มีเนื้อที่ราว 12 ไร่ (5 เอเคอร์) ตั้งอยู่บริเวณพุทธคยา อยู่ห่างจากองค์เจดีย์พุทธคยาประมาณ 500 เมตร เป็นวัดที่อยู่ในความดูแลและอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย ปัจจุบันมีพระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เป็นเจ้าอาวาส พระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยาจำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมของสมัยรัตนโกสินทร์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งการจำลองแบบจนดูเหมือนนี้ไม่ใช่เฉพาะภายนอก แต่ยังมีภายในที่เหมือนกันด้วย เช่น องค์พระประธานที่เป็นพระพุทธชินราช แกลประตู แกลหน้าต่าง เป็นต้นรัฐบาลอินเดียเชิญชาวพุทธทั่วโลกมาสร้างวัด รัฐบาลอินเดียเชิญชาวพุทธทั่วโลกมาสร้างวัด. ประเทศอินเดีย ได้รับได้เอกราชจากอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2490 และต่อมา ฯพณฯ ชวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดียคนแรก ได้เตรียมการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษขึ้น หรือเรียกว่า พุทธชยันตี ใน พ.ศ. 2500 จึงได้ประกาศเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาได้มาสร้างวัดด้วยศิลปะของตน ณ พุทธคยา ดินแดนตรัสรู้ของพระโคตมพุทธเจ้า โดยรัฐบาลอินเดียได้จัดสรรที่ดินให้เช่าในนามรัฐบาลต่อรัฐบาลคราวละ 99 ปี และเมื่อหมดสัญญาแล้วสามารถต่ออายุสัญญาได้อีกคราวละ 50 ปีประวัติเริ่มการสร้างวัดไทยพุทธคยาประวัติเริ่มการสร้างวัดไทยพุทธคยา. - เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2497 นายปุ่น จงประเสริฐ เลขานุการสถานเอกอัครทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้เดินทางมาพบกับพระนักศึกษาไทยที่ศึกษา ณ สถาบันการศึกษาบาลีนวนาลันทา ซึ่งมีจำนวน 4 รูป คือ พระมหานคร เขมปาลี (ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระราชรัตนโมลี อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) พระมหามนัส จิตตทะโม พระมหาโอภาส โอภาโส และพระมหาชวินทร์ สระคำ (ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระอุดรคณาธิการ ภายหลังลาสิกขาได้รับเลือกเป็น ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด) และได้แจ้งข่าวว่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีจิตศรัทธาส่งเงินจำนวน 200,000 รูปี (ในสมัยนั้นอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 รูปีอินเดียแลกได้ 4 บาทไทย) มายังสถานทูตไทย เพื่อดำเนินการสร้างวัดไทยในอินเดีย ตามที่รัฐบาลอินเดียเชิญชวน แต่ในตอนนั้น เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง นิวเดลลี คือ พระพหิทธานุกร ได้มอบให้เลขานุการสถานทูตเป็นผู้ดำเนินการสร้างแทน จึงมาปรึกษาพระสงฆ์ไทย ที่เรียนอยู่ที่นาลันทา และตกลงกันว่า จะซื้อที่ดินที่พุทธคยา และมอบให้นายปุ่น จงประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินการซื้อที่ดินจากรัฐบาลรัฐพิหาร - ซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัด เริ่มแรกติดต่อได้ที่ดินใกล้วัดทิเบตทางทิศเหนือ มีเนื้อที่ 15 เอเคอร์ ประมาณ 37 ไร่ (ปัจจุบันคือลานแสดงธรรมของท่านดาไล ลามะ หรือชาวบ้านท้องถิ่นเรียกว่า กาลจักระ ไมดาน (ไมดาน แปลว่า สนาม กาลจักร คือ พิธีการบูชาที่ยิ่งใหญ่ของทิเบต) ต่อมาทางการเห็นว่า การก่อสร้างโบสถ์และวิหารอื่นๆ อาจจะบดบังทัศนียภาพขององค์พระเจดีย์พุทธคยา และเมื่อขุดเพื่อวางเสาเข็ม ได้พบโบราณสถานมากมาย ทางการรัฐพิหาร จึงหาที่ให้ใหม่ คือบริเวณทีตั้งปัจจุบันนี้ - รัฐบาลไทยเข้ามาดูแลเรื่องสร้างวัดต่อมามีเหตุการณ์ผันแปรในการสร้างวัด จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้รับเรื่องการสร้างวัดเป็นของรัฐบาล ต่อมาท่านทูต คนใหม่ คือ ดร. บุณย์ เจริญชัย มาอยู่ทิ่อินเดีย การก่อสร้างวัดไทยในขั้นต้น จึงเสร็จเรียบร้อย คือ มีพระอุโบสถ ศิลปะรัตนโกสินทร์ แบบวัดเบญจมบพิตร และกุฏิที่พักสงฆ์ จำนวน 2 หลังที่ตั้งและอาณาเขตของวัดไทย ที่ตั้งและอาณาเขตของวัดไทย. วัดไทยพุทธคยา ตั้งอยู่ห่างจากบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาณ 500 เมตร ตำบลพุทธคยา อ.คยา รัฐพิหาร ห่างจากสถานีรถไฟคยา ประมาณ 15 กิโลเมตร และสนามบินพุทธคยา ประมาณ 10 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ (5 เอเคอร์) อยู่ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย มีฐานะเป็นพระอารามหลวง เพราะได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินเป็นประจำทุกปีพระธรรมทูตไทย ชุดแรก ณ วัดไทยพุทธคยาพระธรรมทูตไทย ชุดแรก ณ วัดไทยพุทธคยา. - พ.ศ. 2502 ทางรัฐบาลได้แจ้งให้คณะสงฆ์ทราบ และคณะสงฆ์ได้ส่งพระธรรมธีราชมหามุนี มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก พร้อมกับพระสงฆ์อีกสี่รูป ปฏิบัติหน้าที่อยู่สามปี จนถึง พ.ศ. 2505 จึงเดินทางกลับประเทศไทย นับเป็นพระสงฆ์สมณทูตชุดแรกของไทยที่เดินทางมาประกาศพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนต้นกำเนิด ภายหลังที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งท่านพระโสณะ และพระอุตระไปที่สุวรรณภูมิ เมือ พ.ศ. 236 ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกันถึง 2,266 ปีรายนามเจ้าอาวาสรายนามเจ้าอาวาส. 1. สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมธีราชมหามุนี วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ 1 ตั้งแต่ พ.ศ. 2502-2506 2. พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพวิสุทธิโมลี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2506-2532 3. พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) ป.ธ.9 Ph.D. เมื่อเป็น พระมหาทองยอด ภูริปาโล วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ 3 ตั้งแต่ พ.ศ. 2532- 2554 4. พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) ตั้งแต่ พ.ศ. 2554-ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างสิ่งก่อสร้าง. - พระอุโบสถ จำลองแบบมาจากพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ประเทศไทย แต่ไม่ได้สร้างกำแพงแก้วล้อมด้านหลัง พระประธานในพระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะทางด้านทิศตะวันออกไม่ได้ติดถนนใหญ่ จึงหันหน้าออกทางทิศเหนือ เพื่อให้ชาวอินเดียและพุทธศานิกชนจากชาติต่างๆ เข้านมัสการได้สะดวก ภายในพระอุโบสถ มีภาพวาดชาดกเรื่อง พระมหาชนก ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว- พระประธานภายในพระอุโบสถ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธชินราช (จำลอง) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานในการเททองหล่อ ณ วัดเบญจมบพิตร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย" มีความหมายว่า "พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในธรรม กลับสู่ชมพูทวีปให้เกิดสุข" ท่านจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดไทยพุทธคยา โดยเครื่องบิน C 130 ของกองทัพอเมริกา สมัยที่มาทำสงครามเวียดนาม เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ทุนทรัพย์ในการสร้างพระประธานและค่าพาหนะขนส่งจำนวน 650,000 บาท โดยเครื่องบิน C 130 เริ่มแรกนั้นต้องลงจอดที่เมืองกัลกัตตา เมื่อทำพิธีศุลกาการ แต่เมื่อบินออกจากเมืองไทยแล้ว นักบินถึงแม้จะตั้งเข็มการบินไปที่เมืองกัลกัตตา แต่ไม่สามารถบินไปกัลกัตตาได้ จึงเปลี่ยนทิศทางการบินมาที่พุทธคยา โดยตรง ปรากฏว่า สามารถบินได้อย่างสะดวก เป็นพุทธปาฏิหาริย์ที่ปรากฏต่อสายตานักบินอเมริกา- พิธีผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตร ได้มีการผูกพัทธสีมาอย่างเป็นทางการ โดยทำในนามรัฐบาลไทย เป็นรัฐพิธี สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีพระสงฆ์เข้าร่วมพิธี 112 รูป มีชาวพุทธไทยจำนวน 157 ท่านจากประเทศไทย และชาวพุทธไทยในอินเดียนจำนวน 62 ท่านมาร่วมพิธี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2509 (จารึกที่แผ่นหินอ่อนวัดไทยพุทธคยา) - อาคารรองรับผู้แสวงบุญชาวไทย มีจำนวน 2 หลัง ลักษณะ 2 ชั้น เพื่อเป็นที่พักของพุทธบริษัทชาวไทยที่เดินทางมานมัสการพุทธสังเวชนียสถาน แสวงบุญ ณ ประเทศอินเดียราชวงศ์จักรีกับวัดไทยพุทธคยาราชวงศ์จักรีกับวัดไทยพุทธคยา. - พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งราชวงศ์จักรีที่มีต่อวัดไทยพุทธคยานั้น มีมากมายคณานับ ดังต่อไปนี้1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานเททองหล่อพระพุทธปฏิมา พระพุทธชินราช เพื่ออัญเชิญมาเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยาพร้อมพระราชทานพระนามว่า “"พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย" มีความหมายว่า "พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในธรรม กลับสู่ชมพูทวีปให้เกิดสุข" 2. โปรดเกล้าฯ ให้ ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธานยกช่อฟ้าพระอุโบสถและทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน เมือวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2519 3. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฏราชกุมาร เสด็จฯ เยี่ยมวัดไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. 2535 4. สมเด็พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยี่ยมวัดไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. 2530 5. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาทินัดดามาตุ เสด็จ ในงานฉลองวัดไทยพุทธคยาครบ 50 ปี พ.ศ. 2550 6. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทานเพื่อให้พุทธบริษัทชาวไทยอัญเชิญไปทอดกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษากาลที่วัดไทยพุทธคยาเป็นประจำทุกปีนายกรัฐมนตรีนมัสการและทำบุญที่วัดไทยพุทธคยานายกรัฐมนตรีนมัสการและทำบุญที่วัดไทยพุทธคยา. 1. จอมพล ป. พิบูลสงคราม บวชที่วัดไทยพุทธคยา พ.ศ. 2503 และเป็นการบวชพระ (อุปสมบท) ครั้งแรกของวัดไทยพุทธคยา 2. สัญญา ธรรมศักดิ์ สมัยดำรงตำแหน่ง ประธานองคมนตรี ผู้แทนพระองค์เป็นประธานยกช่อฟ้าพระอุโบสถ และทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2519 3. พลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เยี่ยมวัดไทย 4. ชวน หลีกภัย มานมัสการพุทธสังเวชนียสถาน และเยี่ยมวัดไทย พ.ศ. 2551งานพระธรรมทูตงานพระธรรมทูต. - งานพระธรรมทูตของวัดไทยพุทคยาได้ปรากฏเด่นชัดมาตั้งแต่พระธรรมทูตรุ่นแรก จนถึงปัจจุบัน ได้ทำการประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีป และขยายงานออกไปอย่างมากมาย เช่น1. ก่อตั้งคณะสงฆ์อินเดีย (ALL India Bhikkhu Sangha) ให้เป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการบรรพชาอุปสมบทอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย โดยการจัดซื้อที่ดินให้สร้างสำนักงานคณะสงฆ์อินเดีย อบรมสั่งสอนกุลบุตรชาวอินเดียที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา 2. สร้างวัดไทยเพื่อขยายและสร้างโครงงานพระธรรมทูตออกไปยังสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยมีวัดไทยในอินเดีย ดังต่อไปนี้- วัดไทยนาลันทา พ.ศ. 2516 - วัดไทยสารนาถ พ.ศ. 2514 - วัดไทยลุมพินี พ.ศ. 2538 รัฐบาลไทยสร้าง แต่มอบหมายให้อยู่ภายใต้การดูแลของหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล - วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พ.ศ. 2537- และสาขาของวัดไทยกุสินาราอีกสองแห่ง คือ วัดไทยสาวัตถี พ.ศ. 2548 และพุทธวิหารสาลวโนทยาน 960โสเนาลี ชายแดนอินเดีย-เนปาล พ.ศ. 2548 - วัดไทยสิริราชคฤห์ พ.ศ. 2546 - วัดไทยไพสาลี พ.ศ. 2547 3. สนับสนุนชาวพุทธอินเดียสร้างพุทธวิหาร พร้อมมอบพระพุทธรูปและเครื่องอัฐบริขารในการบรรพชาอุปสมบท เช่น มอบแด่ชาวพุทธที่เมืองนาคปุร์ เมืองออรังคบาด รัฐมหารัชตะ 4. จัดตั้งคลินิกเพื่อดูแลชาวพุทธไทย และชาวพุทธทั่วโลก รวมทั้งชาวอินเดีย เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแด่ชาวพุทธที่มาไหว้พระแสวงบุญ รวมทั้งเพื่อสร้างมวลชนสัมพันธ์กับชาวบ้านท้องถิ่น 5. จัดสร้างโรงเรียนเพื่อเยาวชนชาวอินเดีย ให้ได้รับการศึกษา มีจำนวน4 แห่งคือ วัดไทยพุทธคยา สนับสนุนโรงเรียนปัญจศีล ที่พุทธคยา และโรงเรียนชาวพุทธใหม่ที่นาลันทา วัดไทยสารนาถ จัดสร้างโรงเรียนพระครูปกาศสมาธิคุณ และวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สร้างโรงเรียนต้นกล้าพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ 6. จัดอบรมพระธรรรมวิทยากร เพื่อพัฒนาบุคลากรทางพระพุทธศาสนา คือ พระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ที่มาปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูต ศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติธรรมในอินเดีย ให้รักงานเผยแพร่ วัตถุประสงค์เพื่อสามารถนำพาพุทธบริษัทที่มาไหว้พระแสวงบุญที่อินเดียให้ได้เข้าใจซาบซึ้งในคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นำสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนา อธิบายธรรม พุทธประวัติ ประวัติศาสตร์ และเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ให้แก่ชาวพุทธไทยและต่างชาติได้ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี ได้รับคำยกย่องและชื่นชมจากชาวพุทธไทยเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีการอบรม สามแห่งคือ วัดไทยพุทธคยา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และมหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี 7. ดูแลนักศึกษาไทยที่มาเรียนที่อินเดีย มหาเถรสมาคมได้มอบหมายให้เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย และเป็นผู้ดูแลพระนักศึกษาไทยที่มาศึกษาที่ประเทศอินเดีย ทางวัดไทยพุทธคยาได้จัดมอบทุนการศึกษาแด่นักศึกษาไทย และให้การสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น โครงการไหว้พระนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยพาราณสี มหาวิทยาลัยมคธ มหาวิทยาลัยเดลลี มหาวิทยาลัยปูเณ่ ฯลฯ 8. มอบทุนการศึกษาแด่พระภิกษุ-สามเณร แม่ชีและนักเรียนไทย ที่มาศึกษาในประเทศอินเดียการติดต่อที่พักสำหรับผู้แสวงบุญชาวไทยการติดต่อที่พักสำหรับผู้แสวงบุญชาวไทย. - ผู้แสวงบุญที่ประสงค์จะพักที่วัดไทยพุทธคยา ในระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคม ต้องแจ้งให้ทางวัดทราบล่วงหน้า ประมาณ 2-3 เดือนก่อนการเดินทาง พร้อมระบุจำนวนผู้เข้าพัก วันเวลาที่จะเข้าพักการเดินทางมายังวัดไทยพุทธคยาการเดินทางมายังวัดไทยพุทธคยา. - สามารถเดินทางมาได้โดยสายการบินตรงจากประเทศไทยมายังเมืองพุทธคยา คือ- สายการบินไทย - สายการบินอินเดีย - สายการบินภูฎาน ดรุกแอร์ - สายการบินเจ็ทแอร์เวย์ - รถไฟ มีชุมทางรถไฟขนาดใหญ่ เชื่อมต่อเมืองโกลกาตา เมืองนิวเดลี เมืองปัตนะ เมืองพาราณสี เมืองมุมไบ
| พระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยาในประเทศอินเดียจำลองแบบมาจากวัดในไทยวัดใด | {
"answer": [
"เบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร"
],
"answer_begin_position": [
431
],
"answer_end_position": [
462
]
} |
3,014 | 356,565 | ทริสทานอุนท์อิโซลเดอ ทริสทาน อุนท์ อิโซลเดอ () เป็นอุปรากรภาษาเยอรมันความยาว 3 องก์ แต่งคำร้องและทำนองโดยริชาร์ด วากเนอร์ ดัดแปลงมาจากตำนานในยุคกลางเรื่อง ทริสทาน ของก็อตฟรีด ฟอน สตราสบูร์ก เนื้อเรื่องกล่าวถึงเรื่องราวในคริสต์ศตวรรษที่ 6 เกี่ยวกับความรักต้องห้ามของ ทริสทาน อัศวินหนุ่ม กับอิโซล เจ้าสาวของกษัตริย์มาร์กแห่งคอร์นวอลล์ผู้เป็นลุง เป็นตำนานเคลต์ที่เล่าขานกันยุโรป และคาดว่ามีอิทธิพลต่อเรื่องราวเชิงโรแมนซ์ของลันซล็อตกับกุยนิเวียร์ ในเรื่องตำนานกษัตริย์อาเธอร์ วากเนอร์ประพันธ์เรื่องนี้โดยได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องส่วนตัว เกี่ยวกับกับความผูกพันเชิงชู้สาวกับมาทิลดา เวสเซนดองค์ (Mathilde Wesendonck, ค.ศ. 1828 – 1902) ภรรยาของออตโต เวสเซนดองค์ พ่อค้าผ้าไหมผู้สนับสนุนผลงานของวากเนอร์ ในขณะที่ตัววากเนอร์ก็ยังสมรสอยู่กับมินนา (Wilhelmine "Minna" Planer, ค.ศ. 1809 - 1866) ภรรยาคนแรก ต่อมาชีวิตสมรสของมินนากับวากเนอร์ก็จบลงเมื่อเธอค้นพบจดหมายรักที่วากเนอร์เขียนถึงมาทิลดา เธอตัดสินใจแยกกันอยู่กับวากเนอร์ในปี ค.ศ. 1858 และหย่าขาดกันในปี ค.ศ. 1862 หลังจากแต่งงานกันมากว่า 30 ปี วากเนอร์แต่งทริสทาน อุนท์ อิโซลเดอ ช่วงปี ค.ศ. 1856 ถึง 1859 และจัดแสดงรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1865 ที่มิวนิก โดยส่วนตัวเขาไม่เรียกผลงานชิ้นนี้ว่าเป็นอุปรากร แต่เรียกว่าเป็น "Handlung" (แปลว่า เรื่องดราม่า)
| ทริสทาน อุนท์ อิโซลเดอ เป็นอุปรากรภาษาใด | {
"answer": [
"เยอรมัน"
],
"answer_begin_position": [
157
],
"answer_end_position": [
164
]
} |
3,015 | 356,565 | ทริสทานอุนท์อิโซลเดอ ทริสทาน อุนท์ อิโซลเดอ () เป็นอุปรากรภาษาเยอรมันความยาว 3 องก์ แต่งคำร้องและทำนองโดยริชาร์ด วากเนอร์ ดัดแปลงมาจากตำนานในยุคกลางเรื่อง ทริสทาน ของก็อตฟรีด ฟอน สตราสบูร์ก เนื้อเรื่องกล่าวถึงเรื่องราวในคริสต์ศตวรรษที่ 6 เกี่ยวกับความรักต้องห้ามของ ทริสทาน อัศวินหนุ่ม กับอิโซล เจ้าสาวของกษัตริย์มาร์กแห่งคอร์นวอลล์ผู้เป็นลุง เป็นตำนานเคลต์ที่เล่าขานกันยุโรป และคาดว่ามีอิทธิพลต่อเรื่องราวเชิงโรแมนซ์ของลันซล็อตกับกุยนิเวียร์ ในเรื่องตำนานกษัตริย์อาเธอร์ วากเนอร์ประพันธ์เรื่องนี้โดยได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องส่วนตัว เกี่ยวกับกับความผูกพันเชิงชู้สาวกับมาทิลดา เวสเซนดองค์ (Mathilde Wesendonck, ค.ศ. 1828 – 1902) ภรรยาของออตโต เวสเซนดองค์ พ่อค้าผ้าไหมผู้สนับสนุนผลงานของวากเนอร์ ในขณะที่ตัววากเนอร์ก็ยังสมรสอยู่กับมินนา (Wilhelmine "Minna" Planer, ค.ศ. 1809 - 1866) ภรรยาคนแรก ต่อมาชีวิตสมรสของมินนากับวากเนอร์ก็จบลงเมื่อเธอค้นพบจดหมายรักที่วากเนอร์เขียนถึงมาทิลดา เธอตัดสินใจแยกกันอยู่กับวากเนอร์ในปี ค.ศ. 1858 และหย่าขาดกันในปี ค.ศ. 1862 หลังจากแต่งงานกันมากว่า 30 ปี วากเนอร์แต่งทริสทาน อุนท์ อิโซลเดอ ช่วงปี ค.ศ. 1856 ถึง 1859 และจัดแสดงรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1865 ที่มิวนิก โดยส่วนตัวเขาไม่เรียกผลงานชิ้นนี้ว่าเป็นอุปรากร แต่เรียกว่าเป็น "Handlung" (แปลว่า เรื่องดราม่า)
| ใครเป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองอุปรากรภาษาเยอรมันชื่อว่า ทริสทาน อุนท์ อิโซลเดอ | {
"answer": [
"ริชาร์ด วากเนอร์"
],
"answer_begin_position": [
200
],
"answer_end_position": [
216
]
} |
3,016 | 165,799 | แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระ แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระ () เป็นกองกำลังติดอาวุธในอินเดีย มีเป้าหมายเรียกร้องเอกราชของรัฐตรีปุระ ก่อตั้งเมื่อ 12 มีนาคม พ.ศ. 2532 รัฐบาลอินเดียประกาศให้องค์กรนี้เป็นองค์กรนอกกฎหมายเมื่อ พ.ศ. 2540 และประกาศเป็นองค์กรก่อการร้ายในอีกห้าปีต่อมาประวัติ เงินทุนและการสนับสนุนจากโบสถ์ ประวัติ เงินทุนและการสนับสนุนจากโบสถ์. โบสถ์นิกายแบบติสต์ในตรีปุระเริ่มก่อตั้งโดยมิชชันนารีชาวนิวซีแลนด์เมื่อราว พ.ศ. 2483 จนกระทั่ง พ.ศ. 2523 มีชาวตรีปุระไม่กี่พันคนที่เปลี่ยนศาสนา จนหลังการจลาจลทางเชื้อชาติระหว่าง พ.ศ. 2523 – 2532 จำนวนผู้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์มีมากขึ้น แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระก่อตั้งใน พ.ศ. 2532 โดยความช่วยเหลือของนิกายแบบติสต์ และต่อมาขบวนการนี้ได้พัฒนามาเป็นกองกำลังกบฏติดอาวุธกิจกรรม กิจกรรม. ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2543 นักมันกัล ฮาลาม เลขานุการนิกายแบบติสต์นัวปาราในตรีปุระถูกจับพร้อมกับแท่งเจลาติน โปแตสเซียม กำมะถัน และส่วนผสมสำหรับผลิตระเบิดอื่นๆ ฮาลามสารภาพว่าเป็นผู้ซื้อและส่งวัตถุระเบิดให้แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระมาสองปีแล้ว จากข้อมูลของกองโจรที่ยอมมอบตัวในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2548 กล่าวว่าแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระสร้างและขายหนังสือหรือภาพยนตร์ลามกเพื่อหาเงินมาสนับสนุนรวมทั้งดีวีดีของชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กัน ภาพยนตร์เหล่านี้จัดทำเป็นหลายภาษาและส่งขายในตลาดมืดหลายบริเวณเพื่อหากำไร สมาชิกที่เป็นหญิงของกลุ่มถูกบังคับให้ร่วมแสดงภาพยนตร์ด้วยการเชื่อมโยงอื่นๆ การเชื่อมโยงอื่นๆ. พรรคแห่งชาติตรีปุระถูกมองว่าเป็นหน่วยงานทางการเมืองของแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระองค์กรนี้ยังทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นสหแนวร่วมปลดปล่อยแห่งอัสสัมเพื่อเรียกร้องเอกราชจากอินเดียการเจรจาสันติภาพ การเจรจาสันติภาพ. ในตรีปุระมีการมอบตัวอย่าเป็นระบบของสมาชิกแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ผู้นำแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระให้คำมั่นเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพแก่ผู้นำไมโซรัมในเดือนเมษายน พ.ศ. 2544 แต่กลุ่มแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระยังไม่ยอมรับการเจรจาสันติภาพใดๆการแยกตัว การแยกตัว. ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระแยกตัวออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนำโดย บิสวาโมฮัน เดอบาร์มา และอีกกลุ่มนำโดย นยันบาสี ชมาติยะ ในกลุ่มของเดอบาร์มามีฝ่ายบริหาร 550 คน ฝ่ายของนยันบาสีมีผู้บริหาร 250 คน ผู้นำระดับสูงของแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระ 90% เป็นชาวคริสต์
| แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระเป็นกองกำลังติดอาวุธในประเทศใด | {
"answer": [
"อินเดีย"
],
"answer_begin_position": [
177
],
"answer_end_position": [
184
]
} |
3,017 | 165,799 | แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระ แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระ () เป็นกองกำลังติดอาวุธในอินเดีย มีเป้าหมายเรียกร้องเอกราชของรัฐตรีปุระ ก่อตั้งเมื่อ 12 มีนาคม พ.ศ. 2532 รัฐบาลอินเดียประกาศให้องค์กรนี้เป็นองค์กรนอกกฎหมายเมื่อ พ.ศ. 2540 และประกาศเป็นองค์กรก่อการร้ายในอีกห้าปีต่อมาประวัติ เงินทุนและการสนับสนุนจากโบสถ์ ประวัติ เงินทุนและการสนับสนุนจากโบสถ์. โบสถ์นิกายแบบติสต์ในตรีปุระเริ่มก่อตั้งโดยมิชชันนารีชาวนิวซีแลนด์เมื่อราว พ.ศ. 2483 จนกระทั่ง พ.ศ. 2523 มีชาวตรีปุระไม่กี่พันคนที่เปลี่ยนศาสนา จนหลังการจลาจลทางเชื้อชาติระหว่าง พ.ศ. 2523 – 2532 จำนวนผู้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์มีมากขึ้น แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระก่อตั้งใน พ.ศ. 2532 โดยความช่วยเหลือของนิกายแบบติสต์ และต่อมาขบวนการนี้ได้พัฒนามาเป็นกองกำลังกบฏติดอาวุธกิจกรรม กิจกรรม. ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2543 นักมันกัล ฮาลาม เลขานุการนิกายแบบติสต์นัวปาราในตรีปุระถูกจับพร้อมกับแท่งเจลาติน โปแตสเซียม กำมะถัน และส่วนผสมสำหรับผลิตระเบิดอื่นๆ ฮาลามสารภาพว่าเป็นผู้ซื้อและส่งวัตถุระเบิดให้แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระมาสองปีแล้ว จากข้อมูลของกองโจรที่ยอมมอบตัวในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2548 กล่าวว่าแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระสร้างและขายหนังสือหรือภาพยนตร์ลามกเพื่อหาเงินมาสนับสนุนรวมทั้งดีวีดีของชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กัน ภาพยนตร์เหล่านี้จัดทำเป็นหลายภาษาและส่งขายในตลาดมืดหลายบริเวณเพื่อหากำไร สมาชิกที่เป็นหญิงของกลุ่มถูกบังคับให้ร่วมแสดงภาพยนตร์ด้วยการเชื่อมโยงอื่นๆ การเชื่อมโยงอื่นๆ. พรรคแห่งชาติตรีปุระถูกมองว่าเป็นหน่วยงานทางการเมืองของแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระองค์กรนี้ยังทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นสหแนวร่วมปลดปล่อยแห่งอัสสัมเพื่อเรียกร้องเอกราชจากอินเดียการเจรจาสันติภาพ การเจรจาสันติภาพ. ในตรีปุระมีการมอบตัวอย่าเป็นระบบของสมาชิกแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ผู้นำแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระให้คำมั่นเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพแก่ผู้นำไมโซรัมในเดือนเมษายน พ.ศ. 2544 แต่กลุ่มแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระยังไม่ยอมรับการเจรจาสันติภาพใดๆการแยกตัว การแยกตัว. ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระแยกตัวออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนำโดย บิสวาโมฮัน เดอบาร์มา และอีกกลุ่มนำโดย นยันบาสี ชมาติยะ ในกลุ่มของเดอบาร์มามีฝ่ายบริหาร 550 คน ฝ่ายของนยันบาสีมีผู้บริหาร 250 คน ผู้นำระดับสูงของแนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระ 90% เป็นชาวคริสต์
| แนวร่วมกู้ชาติแห่งตรีปุระในประเทศอินเดีย ก่อตั้งเมื่อใด | {
"answer": [
"12 มีนาคม พ.ศ. 2532"
],
"answer_begin_position": [
237
],
"answer_end_position": [
256
]
} |
3,018 | 141,298 | แนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร แนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร ( รณสิรฺสรํเฎาะชาติขฺแมร; ) เป็นกองกำลังต่อต้านรัฐบาลในกัมพูชาที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2522 เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่มีเวียดนามหนุนหลัง ผู้ก่อตั้งคือซอนซาน ใน พ.ศ. 2525 กลุ่มนี้เข้าร่วมในรัฐบาลผสมกัมปูเจียประชาธิปไตยพริอมกับเขมรแดงและกลุ่มฟุนซินเปก โดยซอนซานได้เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมนี้ เป็นกลุมที่ไม่มีความเข้มแข็งทางด้านกำลังทหารเท่าใดนัก ได้เข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีสเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 เมื่อสหประชาชาติเข้ามาจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ. 2536 แนวร่วมได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคประชาธิปไตยเสรีนิยมชาวพุทธเข้าร่วมในการเลือกตั้งครั้งนั้น ได้ 10 จาก 120 ที่นั่งและได้เข้าร่วมในรัฐบาลผสมที่จัดตั้งขึ้นโดยมีบทบาทในรัฐบาลน้อยมากจุดกำเนิด จุดกำเนิด. เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2522 มีการจัดตั้งคณะกรรมการพื่อความเป็นกลางและสันติภาพกัมพูชาที่ปารีส โดยซอน ซาน ซิม วาร์ เยน สัมบัวร์ เฮียก เพียวลอง นง กิมมี โทน โอก์ และ ชัย โทล ซึ่งมีจุดประสงค์ในการต่อต้านเขมรแดงและการรุกรานของเวียดนามเหนือ ซึ่งขัดแย้งกับข้อตกลงเจนีวา พ.ศ. 2497 และข้อตกลงสันติภาพปารีส พ.ศ. 2516 ซอน ซานได้เดินทางไปยังนิวยอร์ก เพื่อเชิญพระนโรดม สีหนุมาเป็นนผู้นำของแนวร่วมแต่พระองค์ปฏิเสธ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 นายพลเดียน เดลและเงือน ไพทัวเรต ได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อจัดตั้งแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมรและได้เชิญผู้นำอื่นๆมาร่วมกับซอน ซานได้แก่ เจีย จุต อดีตนายพลของกองทัพแห่งชาติเขมร ปรุม วิท ตา เมียงและ โอม ลวต ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2522 มีทหารเข้าร่วมราว 1,600 คน ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2522 ซอน ซานและลูกชายของเขาคือ ซอน ซัวเบิตและซอน โมนีร์ รวมทั้ง เนียง จินฮัน (เคยทำงานกับรัฐบาลของลน นล) และคนอื่นๆจากฝรั่งเศสได้เดินทางมายังประเทศไทย แนวร่วมฯได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2522 ที่ค่ายซกซาน ซึ่งเป็นค่ายผู้อพยพในเขตเทือกเขาบรรทัดว่ามีทหารราว 2000 คน และยังมีแนวร่วมอื่นอีก เช่น ขบวนการเขมรอิสลาม ขบวนการชาตินิยม สหภาพเขมรอิสระและขบวนการในกำปงธม ซอน ซานเป็นผู้นำของแนวร่วม นโยบายเป็นกลุ่มฝ่ายขวา นิยมตะวันตกและต่อต้านคอมมิวนิสต์ ตามแนวชายแดนด้านจังหวัดจังหวัดสระแก้วเป็นเขตอิทธิพลของแนวร่วมนี้แรงผลักดันทางการเมืองก่อนข้อตกลงสันติภาพปารีส แรงผลักดันทางการเมืองก่อนข้อตกลงสันติภาพปารีส. ในช่วงแรก แนวร่วมฯขึ้นกับเงินสนับสนุนจากต่างชาติเพื่อสนับสนุนกองกำลังทางทหารและค่ายผู้อพยพ รวมทั้งสร้างการยอมรับจากนานาชาติ ใน พ.ศ. 2525 ซอน ซานเดินทางไปยังสหรัฐและยุโรปเพื่อขอความช่วยเหลือ แนวร่วมฯนี้ถือเป็นกลุ่มแรกที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาที่ไม่นิยมคอมมิวนิสต์ จึงได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกที่ไม่สนับสนุนเวียดนามและเขมรแดง อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง แนวร่วมฯ ได้เข้าร่วมในแนวร่วมเขมรสามฝ่าย แม้ว่าแนวร่วมฯจะเป็นเช่นเดียวกับพรรคฟุนซินเปกคือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดและวิธีการของเขมรแดง แต่ต้องเข้าร่วมเพื่อดึงดูดความสนใจจากนานาชาติและได้ที่นั่งเป็นตัวแทนในสหประชาชาติกองกำลังทางการทหาร กองกำลังทางการทหาร. ส่วนที่เป็นทหารของแนวร่วมฯคือกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมรที่ก่อตั้งโดยนายพลเดียน เดลในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2522 และอยู่ภายใต้การควบคุมของ สัก สุตสคานในช่วง พ.ศ. 2524 – 2535 ในช่วงต่อมา การสู้รบของแนวร่วมฯได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านอื่นๆเพื่อให้มีขอบเขตในการสู้รบเพิ่มขึ้น เช่น เมื่อ 28 มีนาคม พ.ศ. 2529 กองกำลังของเขมรสามฝ่ายสามารถยึดครองจังหวัดพระตะบองได้ การรบโดยลำพังในฐานะแนวรบขนาดใหญ่ของแนวร่วมฯลดลงหลังจากถูกเวียดนามโจมตีใน พ.ศ. 2527 – 2528 ทำให้สูญเสียทหารไปถึง 30%ความขัดแย้งภายในก่อนข้อตกลงปารีส ความขัดแย้งภายในก่อนข้อตกลงปารีส. ความขัดแย้งภายในแนวร่วมเกิดขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นก่อนข้อตกลงปารีสใน พ.ศ. 2534 และอีกครั้งเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2536 ความแตกแยกครั้งแรกเริ่มปรากฏต่อสาธารณชนในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2528 ระหว่างซอน ซาน กับสัก สุตสกัน ผู้นำทางการทหาร ต่อมาในวันที่ 2 มกราคม เดียน เดลและสัก สุตสกันได้ออกมาก่อตั้งคณะกรรมการเฉพาะกาลเพื่อการปลดปล่อย ซอน ซานได้ออกมาต่อต้านเดียน เดลและสัก สุตสกัน โดยกล่าวว่าการกระทำของทั้งคู่ผิดกฎหมายและเป็นการต่อต้านจิตวิญญาณของกลุ่มและยินดีต้อนรับกลับมาถ้ายุติพฤติกรรมแบ่งแยก ซอน ซานยังกล่าวว่าฝ่ายของเขาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ อาเซียนและจีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง ต่อมาฝ่ายไทยเห็นว่าความแตกแยกของผู้นำแนวร่วมฯทำให้ความสามารถในการต่อสู้กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาลดลง ไทยจึงจัดตั้งคณะกรรมการทางทหารชั่วคราวขึ้นใน พ.ศ. 2529 เพื่อเข้ามาควบคุมกองทัพจนกว่าความขัดแย้งจะยุติลง ซึ่งการเข้ามาแทรกแซงของไทยในครั้งนี้ ทำให้ความขัดแย้งสงบลงได้หลังข้อตกลงปารีส หลังข้อตกลงปารีส. ใน พ.ศ. 2534 ฝรั่งเศสและอินโดนีเซียได้เรียกร้องให้มีการประชุมสันติภาพเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองในกัมพูชา เขมรสี่ฝ่าย สหประชาชาติและประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น สหรัฐ สหภาพโซเวียต จีน และอังกฤษ เป้าหมายของการประชุมเพื่อสร้างเอกภาพ สันติภาพและประชาธิปไตยที่เป็นกลางของกัมพูชา ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 ทุกกลุ่มที่เข้าร่วมได้ลงนามในข้อตกลงปารีสให้สหประชาชาติเข้ามาจัดการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2536เพื่อกำหนดรัฐบาลกัมพูชาในอนาคต กัมพูชาจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติจนกว่าการเลือกตั้งจะเสร็จสิ้น และลดจำนวนกองทัพของตน ยกเว้นเขมรแดงที่ถูกคว่ำบาตรไม่ให้เข้าร่วมการเลือกตั้ง ตัวแทนของแนวร่วมคือพรรคประชาธิปไตยเสรีนิยมชาวพุทธเข้าร่วมในการเลือกตั้งและได้ 10 จาก 120 ที่นั่งในสภา เนื่องจากไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง พรรคจึงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชนกัมพูชาและพรรคฟุนซินเปก และมีผู้ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี เช่น เอง เมาลีเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศ และ เคม โสขาเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในสภาแห่งชาติความขัดแย้งภายในหลังการเลือกตั้ง ความขัดแย้งภายในหลังการเลือกตั้ง. ความขัดแย้งเมื่อ พ.ศ. 2529 ได้ส่งผลมาถึงความขัดแย้งใน พ.ศ. 2538 โดยในครั้งนี้เกิดความขัดแย้งระหว่างซอน ซานกับเอง เมาลี ซึ่งเกิดจากความแตกต่างทางความคิด ซอน ซานต่อต้านเวียดนาม ส่วนเมาลีได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของราชวงศ์ในประชาธิปไตยใหม่ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดข้อตกลงกัน ทั้งเมาลีและซอน ซานเข้าร่วมในการเลือกตั้ง โดยซอน ซานเป็นหัวหน้าพรรค ส่วน เอง เมาลีเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลผสมเพื่อรักษาอำนาจของพรรคไว้ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งได้มาถึงจุดเดือด เมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนซอน ซานออกมาประกาศว่าเอง เมาลีถูกขับออกจากพรรค ต่อมา 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 เอง เมาลี ได้ประกาศให้มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ ซึ่งกลุ่มของซอน ซานไม่ได้เข้าร่วมประชุม หลังจากการประชุมครั้งนั้นไม่นาน พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยชาวพุทธได้สลายตัว เอง เมาลีไปจัดตั้งพรรคประชาธิปไตยเสรีนิยม กลุ่มของซอน ซานแยกไปตั้งพรรคซอน ซาน ทั้งสองพรรคไม่ได้รับการเลือกตั้งหลังการแยกตัว
| แนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมรเป็นกองกำลังต่อต้านรัฐบาลของประเทศใด | {
"answer": [
"กัมพูชา"
],
"answer_begin_position": [
201
],
"answer_end_position": [
208
]
} |
3,019 | 141,298 | แนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร แนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร ( รณสิรฺสรํเฎาะชาติขฺแมร; ) เป็นกองกำลังต่อต้านรัฐบาลในกัมพูชาที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2522 เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่มีเวียดนามหนุนหลัง ผู้ก่อตั้งคือซอนซาน ใน พ.ศ. 2525 กลุ่มนี้เข้าร่วมในรัฐบาลผสมกัมปูเจียประชาธิปไตยพริอมกับเขมรแดงและกลุ่มฟุนซินเปก โดยซอนซานได้เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมนี้ เป็นกลุมที่ไม่มีความเข้มแข็งทางด้านกำลังทหารเท่าใดนัก ได้เข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีสเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 เมื่อสหประชาชาติเข้ามาจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ. 2536 แนวร่วมได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคประชาธิปไตยเสรีนิยมชาวพุทธเข้าร่วมในการเลือกตั้งครั้งนั้น ได้ 10 จาก 120 ที่นั่งและได้เข้าร่วมในรัฐบาลผสมที่จัดตั้งขึ้นโดยมีบทบาทในรัฐบาลน้อยมากจุดกำเนิด จุดกำเนิด. เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2522 มีการจัดตั้งคณะกรรมการพื่อความเป็นกลางและสันติภาพกัมพูชาที่ปารีส โดยซอน ซาน ซิม วาร์ เยน สัมบัวร์ เฮียก เพียวลอง นง กิมมี โทน โอก์ และ ชัย โทล ซึ่งมีจุดประสงค์ในการต่อต้านเขมรแดงและการรุกรานของเวียดนามเหนือ ซึ่งขัดแย้งกับข้อตกลงเจนีวา พ.ศ. 2497 และข้อตกลงสันติภาพปารีส พ.ศ. 2516 ซอน ซานได้เดินทางไปยังนิวยอร์ก เพื่อเชิญพระนโรดม สีหนุมาเป็นนผู้นำของแนวร่วมแต่พระองค์ปฏิเสธ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 นายพลเดียน เดลและเงือน ไพทัวเรต ได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อจัดตั้งแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมรและได้เชิญผู้นำอื่นๆมาร่วมกับซอน ซานได้แก่ เจีย จุต อดีตนายพลของกองทัพแห่งชาติเขมร ปรุม วิท ตา เมียงและ โอม ลวต ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2522 มีทหารเข้าร่วมราว 1,600 คน ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2522 ซอน ซานและลูกชายของเขาคือ ซอน ซัวเบิตและซอน โมนีร์ รวมทั้ง เนียง จินฮัน (เคยทำงานกับรัฐบาลของลน นล) และคนอื่นๆจากฝรั่งเศสได้เดินทางมายังประเทศไทย แนวร่วมฯได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2522 ที่ค่ายซกซาน ซึ่งเป็นค่ายผู้อพยพในเขตเทือกเขาบรรทัดว่ามีทหารราว 2000 คน และยังมีแนวร่วมอื่นอีก เช่น ขบวนการเขมรอิสลาม ขบวนการชาตินิยม สหภาพเขมรอิสระและขบวนการในกำปงธม ซอน ซานเป็นผู้นำของแนวร่วม นโยบายเป็นกลุ่มฝ่ายขวา นิยมตะวันตกและต่อต้านคอมมิวนิสต์ ตามแนวชายแดนด้านจังหวัดจังหวัดสระแก้วเป็นเขตอิทธิพลของแนวร่วมนี้แรงผลักดันทางการเมืองก่อนข้อตกลงสันติภาพปารีส แรงผลักดันทางการเมืองก่อนข้อตกลงสันติภาพปารีส. ในช่วงแรก แนวร่วมฯขึ้นกับเงินสนับสนุนจากต่างชาติเพื่อสนับสนุนกองกำลังทางทหารและค่ายผู้อพยพ รวมทั้งสร้างการยอมรับจากนานาชาติ ใน พ.ศ. 2525 ซอน ซานเดินทางไปยังสหรัฐและยุโรปเพื่อขอความช่วยเหลือ แนวร่วมฯนี้ถือเป็นกลุ่มแรกที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาที่ไม่นิยมคอมมิวนิสต์ จึงได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกที่ไม่สนับสนุนเวียดนามและเขมรแดง อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง แนวร่วมฯ ได้เข้าร่วมในแนวร่วมเขมรสามฝ่าย แม้ว่าแนวร่วมฯจะเป็นเช่นเดียวกับพรรคฟุนซินเปกคือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดและวิธีการของเขมรแดง แต่ต้องเข้าร่วมเพื่อดึงดูดความสนใจจากนานาชาติและได้ที่นั่งเป็นตัวแทนในสหประชาชาติกองกำลังทางการทหาร กองกำลังทางการทหาร. ส่วนที่เป็นทหารของแนวร่วมฯคือกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมรที่ก่อตั้งโดยนายพลเดียน เดลในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2522 และอยู่ภายใต้การควบคุมของ สัก สุตสคานในช่วง พ.ศ. 2524 – 2535 ในช่วงต่อมา การสู้รบของแนวร่วมฯได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านอื่นๆเพื่อให้มีขอบเขตในการสู้รบเพิ่มขึ้น เช่น เมื่อ 28 มีนาคม พ.ศ. 2529 กองกำลังของเขมรสามฝ่ายสามารถยึดครองจังหวัดพระตะบองได้ การรบโดยลำพังในฐานะแนวรบขนาดใหญ่ของแนวร่วมฯลดลงหลังจากถูกเวียดนามโจมตีใน พ.ศ. 2527 – 2528 ทำให้สูญเสียทหารไปถึง 30%ความขัดแย้งภายในก่อนข้อตกลงปารีส ความขัดแย้งภายในก่อนข้อตกลงปารีส. ความขัดแย้งภายในแนวร่วมเกิดขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นก่อนข้อตกลงปารีสใน พ.ศ. 2534 และอีกครั้งเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2536 ความแตกแยกครั้งแรกเริ่มปรากฏต่อสาธารณชนในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2528 ระหว่างซอน ซาน กับสัก สุตสกัน ผู้นำทางการทหาร ต่อมาในวันที่ 2 มกราคม เดียน เดลและสัก สุตสกันได้ออกมาก่อตั้งคณะกรรมการเฉพาะกาลเพื่อการปลดปล่อย ซอน ซานได้ออกมาต่อต้านเดียน เดลและสัก สุตสกัน โดยกล่าวว่าการกระทำของทั้งคู่ผิดกฎหมายและเป็นการต่อต้านจิตวิญญาณของกลุ่มและยินดีต้อนรับกลับมาถ้ายุติพฤติกรรมแบ่งแยก ซอน ซานยังกล่าวว่าฝ่ายของเขาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ อาเซียนและจีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง ต่อมาฝ่ายไทยเห็นว่าความแตกแยกของผู้นำแนวร่วมฯทำให้ความสามารถในการต่อสู้กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาลดลง ไทยจึงจัดตั้งคณะกรรมการทางทหารชั่วคราวขึ้นใน พ.ศ. 2529 เพื่อเข้ามาควบคุมกองทัพจนกว่าความขัดแย้งจะยุติลง ซึ่งการเข้ามาแทรกแซงของไทยในครั้งนี้ ทำให้ความขัดแย้งสงบลงได้หลังข้อตกลงปารีส หลังข้อตกลงปารีส. ใน พ.ศ. 2534 ฝรั่งเศสและอินโดนีเซียได้เรียกร้องให้มีการประชุมสันติภาพเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองในกัมพูชา เขมรสี่ฝ่าย สหประชาชาติและประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น สหรัฐ สหภาพโซเวียต จีน และอังกฤษ เป้าหมายของการประชุมเพื่อสร้างเอกภาพ สันติภาพและประชาธิปไตยที่เป็นกลางของกัมพูชา ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 ทุกกลุ่มที่เข้าร่วมได้ลงนามในข้อตกลงปารีสให้สหประชาชาติเข้ามาจัดการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2536เพื่อกำหนดรัฐบาลกัมพูชาในอนาคต กัมพูชาจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติจนกว่าการเลือกตั้งจะเสร็จสิ้น และลดจำนวนกองทัพของตน ยกเว้นเขมรแดงที่ถูกคว่ำบาตรไม่ให้เข้าร่วมการเลือกตั้ง ตัวแทนของแนวร่วมคือพรรคประชาธิปไตยเสรีนิยมชาวพุทธเข้าร่วมในการเลือกตั้งและได้ 10 จาก 120 ที่นั่งในสภา เนื่องจากไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง พรรคจึงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชนกัมพูชาและพรรคฟุนซินเปก และมีผู้ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี เช่น เอง เมาลีเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศ และ เคม โสขาเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในสภาแห่งชาติความขัดแย้งภายในหลังการเลือกตั้ง ความขัดแย้งภายในหลังการเลือกตั้ง. ความขัดแย้งเมื่อ พ.ศ. 2529 ได้ส่งผลมาถึงความขัดแย้งใน พ.ศ. 2538 โดยในครั้งนี้เกิดความขัดแย้งระหว่างซอน ซานกับเอง เมาลี ซึ่งเกิดจากความแตกต่างทางความคิด ซอน ซานต่อต้านเวียดนาม ส่วนเมาลีได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของราชวงศ์ในประชาธิปไตยใหม่ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดข้อตกลงกัน ทั้งเมาลีและซอน ซานเข้าร่วมในการเลือกตั้ง โดยซอน ซานเป็นหัวหน้าพรรค ส่วน เอง เมาลีเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลผสมเพื่อรักษาอำนาจของพรรคไว้ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งได้มาถึงจุดเดือด เมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนซอน ซานออกมาประกาศว่าเอง เมาลีถูกขับออกจากพรรค ต่อมา 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 เอง เมาลี ได้ประกาศให้มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ ซึ่งกลุ่มของซอน ซานไม่ได้เข้าร่วมประชุม หลังจากการประชุมครั้งนั้นไม่นาน พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยชาวพุทธได้สลายตัว เอง เมาลีไปจัดตั้งพรรคประชาธิปไตยเสรีนิยม กลุ่มของซอน ซานแยกไปตั้งพรรคซอน ซาน ทั้งสองพรรคไม่ได้รับการเลือกตั้งหลังการแยกตัว
| ผู้ก่อตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาลกัมพูชาชื่อว่า แนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมรคือใคร | {
"answer": [
"ซอนซาน"
],
"answer_begin_position": [
320
],
"answer_end_position": [
326
]
} |
3,020 | 84,204 | กระจอก (พันธุ์แมว) กระจอก เป็นแมวดำลักษณะคล้ายแมวสิงหเสพย์แต่ลำตัวอ้วนกลมน่ารักกว่า ขนดำเป็นมัน มีสีขาวที่รอบปากเท่านั้นส่วนอื่นๆ คล้ายกัน นัยน์ตาสีเหลือง ใครเลี้ยงไว้จะได้ทรัพย์สินเงินทอง เป็นไพร่จะได้กลายเป็นนายลักษณะที่เป็นข้อเด่นลักษณะที่เป็นข้อเด่น. - ลักษณะสีขน ขนสั้น สีดำ มีขนสีขาว รอบจมูก - ลักษณะของส่วนหัว รูปหัวกลมไม่ใหญ่มาก หูใหญ่ ตั้งสูงเด่นบนส่วนหัว - ลักษณะของนัยน์ตา นัยน์ตาสีดอกบวบแรกแย้ม (สีเหลืองอมเขียว) - ลักษณะของหาง หางยาว ปลายแหลมชี้ตรง โคนหางใหญ่และค่อยๆ เล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง ขายาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัวบทกวีที่เกี่ยวข้องกับแมวกระจอก
| กระจอกเป็นพันธุ์แมวดำที่มีลักษณะคล้ายแมวชนิดใด | {
"answer": [
"สิงหเสพย์"
],
"answer_begin_position": [
140
],
"answer_end_position": [
149
]
} |
3,021 | 436,135 | หลวงพ่อพระพุทธพรหม หลวงพ่อพระพุทธพรหม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่ภายในวัดพรหมทินใต้ หมู่ที่ 11 ตำบลหลุมข้าว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก มีความสูง 9 เมตร ตั้งอยู่บนชั้นที่ 2 และได้รับการตกแต่งให้สวยงาม ภายในบรรจุสิ่งของอันมีค่าและรวมไปถึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อให้ประชาชนได้บูชาสัการะ ซึ่งทำการหล่อเสร็จในวันเดียว คือ วันอาทิตย์ที่ 4 เดือนมีนาคม 2555 และมีพิธียกฉัตร 9 ชั้นและงานสมโภชองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม ในวันที่ 8-10 มีนาคม 2556ประวัติ ประวัติ. วัดพรหมทินใต้นั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีโบราณสถานและโบราณวัตุมากมายมาตั้งแต่ครั้งยุคอาณาจักรทวารวดี กรุงศรีอยุธยา และเป็นสถานที่สงบเงียบ เรียบร้อยและเป็นที่รู้จัก จึงทำให้พระครูปลัดเมตตาวิหาโรเกิดความคิดที่จะสร้างสิ่งอันเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าตัวแทนพระพุทธศาสนาและทำให้สถานที่แห่งนี้นั้นมีมนต์ขลังและพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์จึงได้มีความคิดที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดใหญ่ไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ ในตอนแรกมีการตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่า"หลวงพ่อใหญ่" แต่เมื่อมาทบทวนถึงชื่อจึงได้เห็นว่าชื่อหลวงพ่อใหญ่นั้นมีอยู่มากมายหลายองค์หลายจังหวัดต่อมาจึงได้ตั้งชื่อเพื่อให้เข้ากับชื่อวัดพรหมทินใต้ จึงได้ตั้งชื่อว่า "หลวงพ่อพระพุทธพรหม"และในการจัดสร้างพระพุทธรูปองค์นี้นั้นเกิดจากการเฉลิมฉลองอายุของพระพุทธศาสนาซึ่งมีอายุถึง 2,600 ปี และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้มีคุณนิรันดร พานทอง,คุณสุมะนา พานทอง ประธานสร้างหลวงพ่อพระพุทธพรหม, นายวิมล แสงแย้ม ผู้ประสานงาน, พระครูปลัดเมตตาวิหารโร เจ้าอาวาสวัดถ้ำเขากระเจียวธรรมจิต ตำบลหนองม่วง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เป็นผู้จัดหาทุนสำหรับการก่อสร้างและได้ร่วมมือกับทางคณะสงฆ์วัดพรหมทินใต้ คณะกรรมการวัด ชาวบ้านชาวพุทธร่วมใจกันจัดสร้าง เพื่อเป็นสถานที่ยึดเหยี่ยวจิตใจและเคารพสักการะของชาวบ้านในพิ้นที่จังหวัดลพบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง รวมไปถึงเป็นวัตุสถานแห่งใหม่ของวัดพรหมทินใต้ประวัติในการก่อสร้างงานวางศิลาฤกษ์ ประวัติในการก่อสร้าง. งานวางศิลาฤกษ์. ในวันอาทิตย์ที่ 4 เดือนธันวาคม ปีพุทธศักราช 2554 ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์อย่างเป็นทางการ ในเวลา 13.09 นาที และได้มีการวางอิฐเงินอิฐทองและพิธีตอกไม้มงคล 9 อย่าง โดยมีอุบาสกอุบาสิกา ประชาชน เจ้าภาพจากสายต่างๆเข้าพิธีในวันดังกล่าว โดยมีพระครูสิริภัทรกิจ (หลวงปู่ศรี ปริสุทโธ) เจ้าอาวาสวัดหน้าพระลานจังหวัดสระบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายนิรันดร พานทอง ประธานฝ่านฆราวาส และทางวัดได้มีการแจกวัตถุมงคลให้กับผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วยวันตอกเสาเข็ม วันตอกเสาเข็ม. ในวันศุกร์ที่ 13 เดือนมกราคม ปีพุทธศักราช 2555 ได้เริ่มขั้นตอนการตอกเสาเข็มงานหล่อองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม งานหล่อองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม. ในอาทิตย์ที่ 4 เดือนมีนาคม ปีพุทธศักราช 2555 ได้มีพิธีหล่อองค์หลวงพระพุทธพรหม ซึ่งเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพียงวันเดียวซึ่งเป็นบุญใหญ่ที่นานๆทีจะมีสักครั้งที่ประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันบริจาคและเป็นเจ้าภาพสร้างองค์หลวงพ่อและร่วมกันเทปูนหล่องค์หลวงพ่อพระพุทธพรหมด้วยตัวของท่านเอง วันวันนั้นได้มีประชาชนมาร่วมพิธีนับพันคน นับเป็นความปราบปลื้มที่มีผู้มีจิตศรัทธาหลั่งใหลเดินทางกันมาเพื่อทำบุญและหล่อองค์หลวงพ่อด้วยตนเอง ซึ่งพิธีเริ่มขึ้นในเวลา 08.00-16.00 น. โดยมีคุณนิรันดร พานทอง , คุณสุมะนา พานทองพร้อมครอบครัวเป็นเจ้าภาพและประธานในการจัดสร้างหลวงพ่อพระพุทธพรหม โดยได้รับเกียรติจากนายฉัตรชัย พรมเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายสิทธิพร สำลีรัตน์ นายอำเภอโคกสำโรง เป็นประธานพิธีและร่วมหล่อองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหมอีกด้วย ตลอดจนมีท่าน สจ. สายัณห์ จันทร์อุดม นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลพบุรี เขต 3 และนายสุชาติ ลายน้ำเงิน รองโฆษกพรรคเพื่อไทย รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร่วมบริจาคทรัพย์ในการเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในวันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2555 พระครูวิมลสมณวัตร (เพี้ยน อคฺคธมฺโม)เจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน ตำบลบ้านชี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ได้ทำพิธีปรกอธิษฐานจิตวัตถุมงคลด้วยตนเอง ซึ่งมีประชาชนที่มาร่วมงาน มาช่วยกันเทปูน คนละไม้ คนละมือ เสร็จได้ภายใน ๑ วัน และในเวลา 20.00 น.ได้มีพิธีแกะแบบองค์พระและเจริญพระพุทธมนต์ต่างก็มีประชาชนมาเฝ้าดูการแกะแบบเพื่อรอดูความงดงามของพระพักตร์ขององค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม เมื่อแกะแบบเสร็จก็เป็นที่น่ายินดีและประทับใจแก่ผู้ที่เฝ้ารอคอย คือพระพักตร์มีความอ่อนช้อย หวาน และเอิบอิ่มดูสง่างามไปทั่วทั้งองค์ ซึ่งจะมีการรอให้ปูนเข้าที่และแน่นเสียก่อนจึ่งจะทำการตกแต่งและทาสีองค์พระซึ่งจะต้องใช้เวลาถึง 9 เดือนครับ ซึ่งในการจัดงานหล่อองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหมในอาทิตย์ที่ 4 เดือนมีนาคม ปีพุทธศักราช 2555 ทางวัดได้รับเงินจากการทำบุญ ผ้าป่าและทางเจ้าภาพจากสายต่างๆ ซึ่งเป็นรายรับทั้งหมดทั้งสิ้น 859,433 บาท (จัดงานเพียงวันเดียวเท่านั้น) ซึ่งเงินจำนวนนี้ทางวัดจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆภายในวัดและปรับปรุงพัฒนาศาสนสถานต่างๆที่ทรุดโทรมงานยกฉัตรเก้าชั้นและงานสมโภชหลวงพ่อพระพุทธพรหม งานยกฉัตรเก้าชั้นและงานสมโภชหลวงพ่อพระพุทธพรหม. หลังจากที่ทำการตกแต่งองค์พระเสร็จเรียร้อยสมบูรณ์แล้ว จึงจัดงานพิธียกฉัตรเก้าชั้นและงานฉลององค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม วัดพรหมทินใต้ คืองานจะเริ่มในวันที่ 8-10 มีนาคม 2556 ซึ่งตามที่ทางคณะกรรมการได้ตกลงกันจัดงานนี้ขึ้นมา ในงานดังกล่าวได้จัดขึ้นเพื่อทำพิธียกฉัตรจำนวน 9 ชั้น ซึ่งเป็นฉัตรที่มีความงดงามประกอบด้วยเพชร พลอยต่างๆประดับอย่างสวยงามและส่วนยอดของฉัตรเป็นทองคำแท้บริสุทธิ์ ในเวลา 12.00 น. สำหรับพิธีมหาพุทธาภิเษกนั้น มีพิธีมหาพุทธาภิเษก โดยพระคณาจารย์เกจิจำนวน 5 รูป ได้แก่- พระครูวิมลสมณวัตร (เพี้ยน อคฺคธมฺโม) หรือหลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี - พระครูสิริภัทรกิจ (หลวงปู่ศรี ปริสุทโธ) เจ้าคณะอำเภอเฉลิมพระเกียรติและเจ้าอาวาสวัดหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี - พระครูประโขติธรรมวิจิตร (หลวงพ่อเพิ่ม เจ้าอาวาสวัดป้อมแก้ว) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา - หลวงปู่สวน วัดวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร - พระสุนทรธรรมานุวัตร (หลวงพ่อเอียด) รองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระเกจิทั้ง 5 รูป เดินทางมาปลุกเสกวัตุมงคลที่ทางวัดได้จัดสร้างขึ้น ได้แก่ หลวงพ่อพระพุทธพรหม ขนาด 9 นิ้ว และ 5 นิ้ว , หลวงพ่อพระพุทธพรหมเนื้อผง พระนัสบดีจำลอง , และขนาดเล็ก ในงานมีประชาชนเดินทางมาร่วมทำบุญ ทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองพระ และนมัสการหลวงพ่อพระพุทธพรหมกันเป็นจำนวนมากทุกวันตลอด 3 วัน 3 คืน และในทุกคืนยังมีมหรสพสมโภช กิจกกรรมการแสดงของนักเรียนตำบลหลุมข้าว การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง โดยโด่ง มะดันดอง การสอยดาวดารกุศล , และการจำหน่ายสินค้าจำนวนมาก และยังได้พบกับคอนเสริต์นักร้องรับเชิญจำนวนหลายท่าน อาทิเช่น พลอย ชมพู , แก้ว สิรินยา , ศรชัย เมฆวิเชียร , ภูพาน เพชรปฐมพร , จอมขวัญ กัลยา ในการจัดงานดังกล่าวทางวัดได้ดำเนินการจัดเก็บปัจจัยที่สาธุชนร่วมกันทำบุญและรายได้อื่นๆตลอด 3 วัน ซึ่งสรุปยอดรายรับเป็นจำนวนเงินประมาณ 970,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ทางวัดพรหมทินใต้จะนำเงินไปปรับปรุงและสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆรวมถึงนำเงินไปจัดสร้างองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหมให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ และจะเปิดให้ประชาชนได้ไปสักการะและเยี่ยมชมความงามในองค์หลวงพ่อ- พิธียกฉัตรหลวงพ่อพระพุทธพรหม ในวันที่ 10 มีนาคม มีพิธียกฉัตรมีขึ้นในเวลา 16.00 น. เป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์โดยการใช้คนยกเป็นขบวนเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกันทั้งหมด ซึ่งในพิธีดังกล่าวมีท่านเจ้าภาพ ประชาชนที่ทราบข่าวได้เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยมีนายนครศิริมงคล บุญเกตุ หรือ ส.จ. บอย ส.จ.ลพบุรี เขต 3 ได้เดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย และมีคณะสงค์ที่บวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวัดถ้ำเขากระเจียว โดยพระครูเมตตาวิหาโร จำนวน 99 รูป เข้าร่วมพิธีนี้ด้วย และเวลา 20.00 น.ก็มีพิธียกยอดฉัตรชั้นที่ 9 ซึ่งเป็นทองคำแท้ และตามด้วยพิธีห่มผ้าอังสะในเวลา 22.00 น.ลักษณะประจำองค์ ลักษณะประจำองค์. หลวงพ่อพระพุทธพรหม วัดพรหมทินใต้ เป็นพระพุทธรูปที่มีสง่างามพระพักตร์เอิมอิ่มและสวยงาม ปางมารวิชัย หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก มีความสูงเฉพาะองค์พระสูง 9 เมตรซึ่งไม่รวมฐานอีกประมาณ 3 เมตร องค์พระซึ่งจะมีการตกแต่งบริเวณส่วนฐานในภายหลัง วัสดุและส่วนประกอบในการสร้างองค์หลวงพ่อนั้นคือปูนซีเมนต์ผมกับนิล 100 ตัน และพระพุทธรูปประจำวันเกิด สิ่งของมีค่าต่างๆที่ประชาชนนำมาบรรจุในองค์พระได้แก่เงินหรียญและธนบัตรเก่า ทองคำ นาค กระดาษเงินกระดาษทองและอื่นๆมากมาย มีการประดับอุณาโลมประดับเพชรที่พระนลาฏหรือบริเวณหน้าผากซึ่งเป็นเพชรและอัญมณีที่ทรงคุณค่าซึ่งนำมาจากจังหวัดจันทบุรี และบริเวณเศียรของหลวงพ่อพระพุทธพรหมยังบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอีกด้วยครับคำบูชาหลวงพ่อพระพุทธพรหม คำบูชาหลวงพ่อพระพุทธพรหม. เตชะสุเนมะ ภูจะนาวิเว พุทธะ พุทธา พุทเธ พุทโธ , อิติปิโส ภะคะวา นะโม พุทธายะ , พุทโธ พุทธัง นะวันตัง อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ
| หลวงพ่อพระพุทธพรหม ประดิษฐานอยู่ภายในวัดพรหมทินใต้ในจังหวัดลพบุรี เป็นพระพุทธรูปปางใด | {
"answer": [
"มารวิชัย"
],
"answer_begin_position": [
148
],
"answer_end_position": [
156
]
} |
3,022 | 436,135 | หลวงพ่อพระพุทธพรหม หลวงพ่อพระพุทธพรหม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่ภายในวัดพรหมทินใต้ หมู่ที่ 11 ตำบลหลุมข้าว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก มีความสูง 9 เมตร ตั้งอยู่บนชั้นที่ 2 และได้รับการตกแต่งให้สวยงาม ภายในบรรจุสิ่งของอันมีค่าและรวมไปถึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อให้ประชาชนได้บูชาสัการะ ซึ่งทำการหล่อเสร็จในวันเดียว คือ วันอาทิตย์ที่ 4 เดือนมีนาคม 2555 และมีพิธียกฉัตร 9 ชั้นและงานสมโภชองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม ในวันที่ 8-10 มีนาคม 2556ประวัติ ประวัติ. วัดพรหมทินใต้นั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีโบราณสถานและโบราณวัตุมากมายมาตั้งแต่ครั้งยุคอาณาจักรทวารวดี กรุงศรีอยุธยา และเป็นสถานที่สงบเงียบ เรียบร้อยและเป็นที่รู้จัก จึงทำให้พระครูปลัดเมตตาวิหาโรเกิดความคิดที่จะสร้างสิ่งอันเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าตัวแทนพระพุทธศาสนาและทำให้สถานที่แห่งนี้นั้นมีมนต์ขลังและพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์จึงได้มีความคิดที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดใหญ่ไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ ในตอนแรกมีการตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่า"หลวงพ่อใหญ่" แต่เมื่อมาทบทวนถึงชื่อจึงได้เห็นว่าชื่อหลวงพ่อใหญ่นั้นมีอยู่มากมายหลายองค์หลายจังหวัดต่อมาจึงได้ตั้งชื่อเพื่อให้เข้ากับชื่อวัดพรหมทินใต้ จึงได้ตั้งชื่อว่า "หลวงพ่อพระพุทธพรหม"และในการจัดสร้างพระพุทธรูปองค์นี้นั้นเกิดจากการเฉลิมฉลองอายุของพระพุทธศาสนาซึ่งมีอายุถึง 2,600 ปี และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้มีคุณนิรันดร พานทอง,คุณสุมะนา พานทอง ประธานสร้างหลวงพ่อพระพุทธพรหม, นายวิมล แสงแย้ม ผู้ประสานงาน, พระครูปลัดเมตตาวิหารโร เจ้าอาวาสวัดถ้ำเขากระเจียวธรรมจิต ตำบลหนองม่วง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เป็นผู้จัดหาทุนสำหรับการก่อสร้างและได้ร่วมมือกับทางคณะสงฆ์วัดพรหมทินใต้ คณะกรรมการวัด ชาวบ้านชาวพุทธร่วมใจกันจัดสร้าง เพื่อเป็นสถานที่ยึดเหยี่ยวจิตใจและเคารพสักการะของชาวบ้านในพิ้นที่จังหวัดลพบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง รวมไปถึงเป็นวัตุสถานแห่งใหม่ของวัดพรหมทินใต้ประวัติในการก่อสร้างงานวางศิลาฤกษ์ ประวัติในการก่อสร้าง. งานวางศิลาฤกษ์. ในวันอาทิตย์ที่ 4 เดือนธันวาคม ปีพุทธศักราช 2554 ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์อย่างเป็นทางการ ในเวลา 13.09 นาที และได้มีการวางอิฐเงินอิฐทองและพิธีตอกไม้มงคล 9 อย่าง โดยมีอุบาสกอุบาสิกา ประชาชน เจ้าภาพจากสายต่างๆเข้าพิธีในวันดังกล่าว โดยมีพระครูสิริภัทรกิจ (หลวงปู่ศรี ปริสุทโธ) เจ้าอาวาสวัดหน้าพระลานจังหวัดสระบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายนิรันดร พานทอง ประธานฝ่านฆราวาส และทางวัดได้มีการแจกวัตถุมงคลให้กับผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วยวันตอกเสาเข็ม วันตอกเสาเข็ม. ในวันศุกร์ที่ 13 เดือนมกราคม ปีพุทธศักราช 2555 ได้เริ่มขั้นตอนการตอกเสาเข็มงานหล่อองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม งานหล่อองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม. ในอาทิตย์ที่ 4 เดือนมีนาคม ปีพุทธศักราช 2555 ได้มีพิธีหล่อองค์หลวงพระพุทธพรหม ซึ่งเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพียงวันเดียวซึ่งเป็นบุญใหญ่ที่นานๆทีจะมีสักครั้งที่ประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันบริจาคและเป็นเจ้าภาพสร้างองค์หลวงพ่อและร่วมกันเทปูนหล่องค์หลวงพ่อพระพุทธพรหมด้วยตัวของท่านเอง วันวันนั้นได้มีประชาชนมาร่วมพิธีนับพันคน นับเป็นความปราบปลื้มที่มีผู้มีจิตศรัทธาหลั่งใหลเดินทางกันมาเพื่อทำบุญและหล่อองค์หลวงพ่อด้วยตนเอง ซึ่งพิธีเริ่มขึ้นในเวลา 08.00-16.00 น. โดยมีคุณนิรันดร พานทอง , คุณสุมะนา พานทองพร้อมครอบครัวเป็นเจ้าภาพและประธานในการจัดสร้างหลวงพ่อพระพุทธพรหม โดยได้รับเกียรติจากนายฉัตรชัย พรมเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายสิทธิพร สำลีรัตน์ นายอำเภอโคกสำโรง เป็นประธานพิธีและร่วมหล่อองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหมอีกด้วย ตลอดจนมีท่าน สจ. สายัณห์ จันทร์อุดม นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลพบุรี เขต 3 และนายสุชาติ ลายน้ำเงิน รองโฆษกพรรคเพื่อไทย รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร่วมบริจาคทรัพย์ในการเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในวันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2555 พระครูวิมลสมณวัตร (เพี้ยน อคฺคธมฺโม)เจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน ตำบลบ้านชี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ได้ทำพิธีปรกอธิษฐานจิตวัตถุมงคลด้วยตนเอง ซึ่งมีประชาชนที่มาร่วมงาน มาช่วยกันเทปูน คนละไม้ คนละมือ เสร็จได้ภายใน ๑ วัน และในเวลา 20.00 น.ได้มีพิธีแกะแบบองค์พระและเจริญพระพุทธมนต์ต่างก็มีประชาชนมาเฝ้าดูการแกะแบบเพื่อรอดูความงดงามของพระพักตร์ขององค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม เมื่อแกะแบบเสร็จก็เป็นที่น่ายินดีและประทับใจแก่ผู้ที่เฝ้ารอคอย คือพระพักตร์มีความอ่อนช้อย หวาน และเอิบอิ่มดูสง่างามไปทั่วทั้งองค์ ซึ่งจะมีการรอให้ปูนเข้าที่และแน่นเสียก่อนจึ่งจะทำการตกแต่งและทาสีองค์พระซึ่งจะต้องใช้เวลาถึง 9 เดือนครับ ซึ่งในการจัดงานหล่อองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหมในอาทิตย์ที่ 4 เดือนมีนาคม ปีพุทธศักราช 2555 ทางวัดได้รับเงินจากการทำบุญ ผ้าป่าและทางเจ้าภาพจากสายต่างๆ ซึ่งเป็นรายรับทั้งหมดทั้งสิ้น 859,433 บาท (จัดงานเพียงวันเดียวเท่านั้น) ซึ่งเงินจำนวนนี้ทางวัดจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆภายในวัดและปรับปรุงพัฒนาศาสนสถานต่างๆที่ทรุดโทรมงานยกฉัตรเก้าชั้นและงานสมโภชหลวงพ่อพระพุทธพรหม งานยกฉัตรเก้าชั้นและงานสมโภชหลวงพ่อพระพุทธพรหม. หลังจากที่ทำการตกแต่งองค์พระเสร็จเรียร้อยสมบูรณ์แล้ว จึงจัดงานพิธียกฉัตรเก้าชั้นและงานฉลององค์หลวงพ่อพระพุทธพรหม วัดพรหมทินใต้ คืองานจะเริ่มในวันที่ 8-10 มีนาคม 2556 ซึ่งตามที่ทางคณะกรรมการได้ตกลงกันจัดงานนี้ขึ้นมา ในงานดังกล่าวได้จัดขึ้นเพื่อทำพิธียกฉัตรจำนวน 9 ชั้น ซึ่งเป็นฉัตรที่มีความงดงามประกอบด้วยเพชร พลอยต่างๆประดับอย่างสวยงามและส่วนยอดของฉัตรเป็นทองคำแท้บริสุทธิ์ ในเวลา 12.00 น. สำหรับพิธีมหาพุทธาภิเษกนั้น มีพิธีมหาพุทธาภิเษก โดยพระคณาจารย์เกจิจำนวน 5 รูป ได้แก่- พระครูวิมลสมณวัตร (เพี้ยน อคฺคธมฺโม) หรือหลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี - พระครูสิริภัทรกิจ (หลวงปู่ศรี ปริสุทโธ) เจ้าคณะอำเภอเฉลิมพระเกียรติและเจ้าอาวาสวัดหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี - พระครูประโขติธรรมวิจิตร (หลวงพ่อเพิ่ม เจ้าอาวาสวัดป้อมแก้ว) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา - หลวงปู่สวน วัดวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร - พระสุนทรธรรมานุวัตร (หลวงพ่อเอียด) รองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระเกจิทั้ง 5 รูป เดินทางมาปลุกเสกวัตุมงคลที่ทางวัดได้จัดสร้างขึ้น ได้แก่ หลวงพ่อพระพุทธพรหม ขนาด 9 นิ้ว และ 5 นิ้ว , หลวงพ่อพระพุทธพรหมเนื้อผง พระนัสบดีจำลอง , และขนาดเล็ก ในงานมีประชาชนเดินทางมาร่วมทำบุญ ทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองพระ และนมัสการหลวงพ่อพระพุทธพรหมกันเป็นจำนวนมากทุกวันตลอด 3 วัน 3 คืน และในทุกคืนยังมีมหรสพสมโภช กิจกกรรมการแสดงของนักเรียนตำบลหลุมข้าว การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง โดยโด่ง มะดันดอง การสอยดาวดารกุศล , และการจำหน่ายสินค้าจำนวนมาก และยังได้พบกับคอนเสริต์นักร้องรับเชิญจำนวนหลายท่าน อาทิเช่น พลอย ชมพู , แก้ว สิรินยา , ศรชัย เมฆวิเชียร , ภูพาน เพชรปฐมพร , จอมขวัญ กัลยา ในการจัดงานดังกล่าวทางวัดได้ดำเนินการจัดเก็บปัจจัยที่สาธุชนร่วมกันทำบุญและรายได้อื่นๆตลอด 3 วัน ซึ่งสรุปยอดรายรับเป็นจำนวนเงินประมาณ 970,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ทางวัดพรหมทินใต้จะนำเงินไปปรับปรุงและสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆรวมถึงนำเงินไปจัดสร้างองค์หลวงพ่อพระพุทธพรหมให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ และจะเปิดให้ประชาชนได้ไปสักการะและเยี่ยมชมความงามในองค์หลวงพ่อ- พิธียกฉัตรหลวงพ่อพระพุทธพรหม ในวันที่ 10 มีนาคม มีพิธียกฉัตรมีขึ้นในเวลา 16.00 น. เป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์โดยการใช้คนยกเป็นขบวนเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกันทั้งหมด ซึ่งในพิธีดังกล่าวมีท่านเจ้าภาพ ประชาชนที่ทราบข่าวได้เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยมีนายนครศิริมงคล บุญเกตุ หรือ ส.จ. บอย ส.จ.ลพบุรี เขต 3 ได้เดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย และมีคณะสงค์ที่บวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวัดถ้ำเขากระเจียว โดยพระครูเมตตาวิหาโร จำนวน 99 รูป เข้าร่วมพิธีนี้ด้วย และเวลา 20.00 น.ก็มีพิธียกยอดฉัตรชั้นที่ 9 ซึ่งเป็นทองคำแท้ และตามด้วยพิธีห่มผ้าอังสะในเวลา 22.00 น.ลักษณะประจำองค์ ลักษณะประจำองค์. หลวงพ่อพระพุทธพรหม วัดพรหมทินใต้ เป็นพระพุทธรูปที่มีสง่างามพระพักตร์เอิมอิ่มและสวยงาม ปางมารวิชัย หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก มีความสูงเฉพาะองค์พระสูง 9 เมตรซึ่งไม่รวมฐานอีกประมาณ 3 เมตร องค์พระซึ่งจะมีการตกแต่งบริเวณส่วนฐานในภายหลัง วัสดุและส่วนประกอบในการสร้างองค์หลวงพ่อนั้นคือปูนซีเมนต์ผมกับนิล 100 ตัน และพระพุทธรูปประจำวันเกิด สิ่งของมีค่าต่างๆที่ประชาชนนำมาบรรจุในองค์พระได้แก่เงินหรียญและธนบัตรเก่า ทองคำ นาค กระดาษเงินกระดาษทองและอื่นๆมากมาย มีการประดับอุณาโลมประดับเพชรที่พระนลาฏหรือบริเวณหน้าผากซึ่งเป็นเพชรและอัญมณีที่ทรงคุณค่าซึ่งนำมาจากจังหวัดจันทบุรี และบริเวณเศียรของหลวงพ่อพระพุทธพรหมยังบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอีกด้วยครับคำบูชาหลวงพ่อพระพุทธพรหม คำบูชาหลวงพ่อพระพุทธพรหม. เตชะสุเนมะ ภูจะนาวิเว พุทธะ พุทธา พุทเธ พุทโธ , อิติปิโส ภะคะวา นะโม พุทธายะ , พุทโธ พุทธัง นะวันตัง อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ
| หลวงพ่อพระพุทธพรหม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่ภายในวัดใดของจังหวัดลพบุรี | {
"answer": [
"วัดพรหมทินใต้"
],
"answer_begin_position": [
175
],
"answer_end_position": [
188
]
} |
3,023 | 588,144 | จุ้ยบ้วยเนี้ย จุ้ยบ้วยเนี้ย (; พินอิน: Shuǐ wěi shèng niáng) เป็นเทวนารีตามความเชื่อปรัมปราของจีน จุ้ยบ้วยเนี้ย หรือแปลตรงตัวได้ว่า เจ้าแม่ท้ายน้ำ หรือที่ชาวไทยรู้จักกันในนาม เจ้าแม่ทับทิม เป็นเทวนารี ที่รู้จักและนิยมบูชาเช่นเดียวกับม่าจ้อโป๋ หรือไฮตังม่า เป็นเทพเจ้าที่ได้รับความเคารพในหมู่ของชาวฮกเกี้ยน และ ชาวไหหลำ และชาวจีนโพ้นทะเล ที่ประกอบอาชีพเป็นชาวประมงที่เดินเรือ โดยส่วนใหญ่ชาวไทยมักเข้าใจผิดว่าจุ้ยบ้วยเนี้ยกับม่าจ้อโป๋เป็นองค์เดียวกัน จึงนิยมเรียกรวมกันว่า "เจ้าแม่ทับทิม" ซึ่งแท้ที่จริงแล้วตามความเชื่อของจีนเป็นคนละองค์กัน โดยศาลเจ้าของจุ้ยบ้วยเนี้ย เฉพาะในประเทศไทยมีกันหลายแห่ง ที่โด่งดังมีชื่อเสียง ได้แก่ ศาลเจ้าจุ้ยโบเนี้ยว เชิงสะพานซังฮี้ , เป็นศาลเจ้าแม่ทับทิมที่มีความเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย โดยสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2384 ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยชาวไหหลำ ศาลเจ้าโกวบ๊อ ภายในซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 34 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน เขตธนบุรี ฝั่งธนบุรี, ศาลเจ้าอาม้าเก็ง เป็นศาลขนาดเล็กตั้งอยู่บนชั้น 3 ของอาคารแห่งหนึ่งในซอยเจริญกรุง 12 ถนนเจริญกรุง ย่านเยาวราช เป็นต้นส่วนศาลเจ้าแม่ทับทิม เชิงสะพานพระปกเกล้า ย่านพาหุรัด ,ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง สามย่าน เป็นศาลของม่าจ้อโป๋ หรือเทียนโหวเซี้ยบ้อ คนละองค์กับจุ้ยบ้วยเนี้ย
| จุ้ยบ้วยเนี้ยเป็นเทวนารีตามความเชื่อปรัมปราของประเทศใด | {
"answer": [
"จีน"
],
"answer_begin_position": [
182
],
"answer_end_position": [
185
]
} |
3,024 | 268,573 | ภาษาฟีจี ภาษาฟีจี อยู่ในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ภาษากลุ่มมลาโย-โพลินีเซียน พูดในประเทศฟีจี ประมาณ 320,000 คน และมีผู้ใช้ภาษาฟีจีในประเทศนิวซีแลนด์อีกเกือบพันคนประวัติ ประวัติ. เดวิด คาร์กิล (1809-1843) เป็นหมอสอนศาสนาและนักสำรวจชาวสกอตที่ศึกษาภาษาฟีจี และเป็นผู้กำหนดอักษรละตินเพื่อใช้กับภาษาฟีจีโดยยึดตามสำเนียงบาอูเป็นหลัก เขาได้กำหนดไว้หลายแบบ ซึ่งมีข้อโต้แย้งจากชาวฟีจี และเขาก็ดำเนินงานต่อ ตอนแรกเขาได้กำหนดตัว mb และ nd ใช้แทนเสียง /mb/ และ /nd/ แต่ชาวฟีจีกลับออกเสียงเป็นสองเสียง ในที่สุดเขาจึงกำหนดระบบสะกดให้เข้ากับความเข้าใจของชาวฟีจี และใช้มาจนถึงทุกวันนี้ b = [mb] มฺบ c = [ð] ฑ d = [nd] (di = [ndʒi]) นฺด (นฺจี) f = [f] ฟ g = [ŋ] ง j = [tʃ] ~ [ndʒ] จ k = [k] ก l = [l] ล m = [m] ม n = [n] น nr = [ɳɖ] ณฺฎ p = [p] ป q = [ŋɡ] งฺก r = [r] ร s = [s] ส t = [t] (ti = [tʃi]) ต (จี) v = [β] ฝ w = [ɰ] ว (ง ไม่นาสิก) y = [j] ย a [a] อา e [e] เอ i [i] อี o [o] โอ u [u] อู ai au ei eu oi ou [aj,aw,ej,ew,oj,ow] ไอ เอา เอย์ เอว โอย โอว
| ภาษาฟีจี อยู่ในตระกูลภาษาใด | {
"answer": [
"ออสโตรนีเซียน"
],
"answer_begin_position": [
117
],
"answer_end_position": [
130
]
} |
3,025 | 133,097 | ลันด์เดอร์แบร์เกอ ลันด์อัมชโตรเมอ เพลงชาติของประเทศออสเตรียมีชื่อว่า ลันด์เดอร์แบร์เกอ ลันด์อัมชโตรเมอ ( – แดนแห่งขุนเขา แดนริมฝั่งแม่น้ำ) ทำนองของเพลงนี้คือเพลง KV 623 "Freimaurerkantate" ผลงานชิ้นสุดท้ายที่สมบูรณ์ที่สุดของโวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท คีตกวีชื่อดังของออสเตรีย ซึ่งได้ประพันธ์ไว้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2334 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเพียง 19 วัน ต่อมาส่วนหนึ่งของบทเพลงนี้ได้ปรากฏอยู่ในผลงานชื่อ "Chain Song" ของโยฮันน์ โฮลเซอร์ (Johann Holzer) ซึ่งต่อมาทำนองเพลงนี้เองก็ได้นำมาใช้ทำนองของเพลงชาติออสเตรีย สำหรับเนื้อร้องนั้นเป็นผลงานของนักประพันธ์ชาวออสเตรียชื่อ พอลลา ฟอน เปรราโดวิช (Paula von Preradovic) เพลงนี้ได้รับการรับรองให้เป็นเพลงชาติออสเตรียอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2489เนื้อร้องสื่อ
| เพลงชาติของประเทศออสเตรียมีชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"ลันด์เดอร์แบร์เกอ ลันด์อัมชโตรเมอ"
],
"answer_begin_position": [
177
],
"answer_end_position": [
210
]
} |
3,026 | 133,097 | ลันด์เดอร์แบร์เกอ ลันด์อัมชโตรเมอ เพลงชาติของประเทศออสเตรียมีชื่อว่า ลันด์เดอร์แบร์เกอ ลันด์อัมชโตรเมอ ( – แดนแห่งขุนเขา แดนริมฝั่งแม่น้ำ) ทำนองของเพลงนี้คือเพลง KV 623 "Freimaurerkantate" ผลงานชิ้นสุดท้ายที่สมบูรณ์ที่สุดของโวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท คีตกวีชื่อดังของออสเตรีย ซึ่งได้ประพันธ์ไว้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2334 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเพียง 19 วัน ต่อมาส่วนหนึ่งของบทเพลงนี้ได้ปรากฏอยู่ในผลงานชื่อ "Chain Song" ของโยฮันน์ โฮลเซอร์ (Johann Holzer) ซึ่งต่อมาทำนองเพลงนี้เองก็ได้นำมาใช้ทำนองของเพลงชาติออสเตรีย สำหรับเนื้อร้องนั้นเป็นผลงานของนักประพันธ์ชาวออสเตรียชื่อ พอลลา ฟอน เปรราโดวิช (Paula von Preradovic) เพลงนี้ได้รับการรับรองให้เป็นเพลงชาติออสเตรียอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2489เนื้อร้องสื่อ
| ผู้ประพันธ์เพลงชาติของประเทศออสเตรียชื่อว่า ลันด์เดอร์แบร์เกอ ลันด์อัมชโตรเมอ คือใคร | {
"answer": [
"อะมาเดอุส โมซาร์ท"
],
"answer_begin_position": [
341
],
"answer_end_position": [
358
]
} |
3,027 | 763,949 | แกร์ฮาร์ด โดมักค์ แกร์ฮาร์ด โยฮันเนส เพาล์ โดมักค์ (; 30 ตุลาคม ค.ศ. 1895 – 24 เมษายน ค.ศ. 1964) เป็นพยาธิแพทย์และนักวิทยาแบคทีเรียชาวเยอรมัน เกิดที่เมืองวากุฟ จังหวัดแบรนเดนบูร์ก (ปัจจุบันอยู่ในประเทศโปแลนด์) เรียนที่โรงเรียนในเมืองลูบสโค (Lubsko) และเรียนต่อด้านการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยคีล โดมักค์เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและได้รับบาดเจ็บ จึงเปลี่ยนไปทำหน้าที่แพทย์สนามแทน หลังสงคราม โดมักค์ทำงานที่มหาวิทยาลัยไกรฟ์วัลด์ ในปี ค.ศ. 1925 โดมักค์ไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยมึนสเตอร์และทำงานที่ห้องปฏิบัติการของบริษัทไบเออร์ในวุพเพอร์ทัล ในปีเดียวกัน โดมักค์แต่งงานกับแกร์ทรูด สตรูบ (Gertrud Strübe) ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 4 คน ต่อมาโดมักค์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยาและวิทยาแบคทีเรียของไบเออร์และศึกษาเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ โดมักค์พบว่าพรอนโตซิล ซึ่งเป็นสารกลุ่มซัลโฟนาไมด์ มีฤทธิ์ต้านเชื้อสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) จากการค้นพบนี้ทำให้โดมักค์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี ค.ศ. 1939 แต่รัฐบาลนาซีกดดันให้โดมักค์ปฏิเสธรางวัลและถูกคุมตัวนานกว่าสัปดาห์ จนในปี ค.ศ. 1947 โดมักค์จึงได้รับรางวัลโนเบล ผลงานของโดมักค์ช่วยในการพัฒนายาต้านวัณโรคในยุโรปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดมักค์ได้รับเลือกให้เป็นภาคีสมาชิกราชสมาคมแห่งลอนดอนในปี ค.ศ. 1959 โดมักค์หันไปสนใจด้านวัณโรคและการใช้เคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง โดมักค์เสียชีวิตที่บูร์กแบร์กในปี ค.ศ. 1964
| พยาธิแพทย์และนักวิทยาแบคทีเรียชาวเยอรมันชื่อว่า แกร์ฮาร์ด โดมักค์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปีค.ศ.ใด | {
"answer": [
"1939"
],
"answer_begin_position": [
1011
],
"answer_end_position": [
1015
]
} |
3,028 | 675,088 | ซาร์ฟิโอดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย ซาร์ฟิโอดอร์ที่ 1 () หรือ ฟิโอดอร์ที่ 1 () เป็นซาร์แห่งรัสเซียองค์สุดท้าย ในราชวงศ์รูลิค ทรงมีพระวรกายที่ทุพพลภาพ กล่าวคือ ทรงมีพระวรกายเตี้ย อ้วน พระเศียรกลมเล็ก มีพระสติปัญญาที่อ่อนแอ ไม่สามารถนำทัพออกรบได้ ทรงให้โบริส โกดูนอฟ ผู้เป็นพี่เขย เป็นผู้สำเร็จราชการแทน
| ซาร์แห่งรัสเซียองค์สุดท้าย ในราชวงศ์รูลิคมีพระนามว่าอะไร | {
"answer": [
"ซาร์ฟิโอดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย"
],
"answer_begin_position": [
104
],
"answer_end_position": [
133
]
} |
3,030 | 159,719 | กระดูกต้นขา กระดูกต้นขา () เป็นกระดูกยาวที่อยู่ภายในต้นขา (thigh) ในมนุษย์ถือว่าเป็นกระดูกที่ยาวที่สุด มีปริมาตรมากที่สุด และแข็งแรงที่สุด ความยาวของกระดูกต้นขาโดยเฉลี่ยของมนุษย์ประมาณ 48 เซนติเมตร และเส้นรอบวงโดยเฉลี่ย 2.34 ซม. และสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 30 เท่าในผู้ใหญ่ กระดูกนี้รับเข้ากับส่วนของสะโพก (ที่เบ้าหัวกระดูกต้นขา (acetabulum)) และส่วนของเข่าแอ่งระหว่างคอนไดล์ แอ่งระหว่างคอนไดล์. แอ่งระหว่างคอนไดล์ () เป็นแอ่งกระดูกที่อยู่ระหว่างคอนไดล์ (condyles) ที่ส่วนปลายของกระดูกต้นขา ซึ่งรับเข้ากับเนินระหว่างคอนไดล์ (intercondylar eminence) บนผิวบนของกระดูกแข้ง บริเวณของกระดูกแข้งดังกล่าวประกอบด้วยบริเวณโพสทีเรียร์ อินเตอร์คอนไดลาร์ (posterior intercondylar area) และบริเวณแอนทีเรียร์ อินเตอร์คอนไดลาร์ (anterior intercondylar area) ซึ่งเป็นที่ที่เอ็นแอนทีเรียร์ครูชิเอท (anterior cruciate) และเอ็นโพสทีเรียร์ครูชิเอท (posterior cruciate) มายึดเกาะตามลำดับภาพอื่นๆ
| กระดูกส่วนใดที่ยาวที่สุดในร่างกายมนุษย์ | {
"answer": [
"กระดูกต้นขา"
],
"answer_begin_position": [
98
],
"answer_end_position": [
109
]
} |
3,031 | 41,936 | ช่างสำราญ ช่างสำราญ เป็นวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี พ.ศ. 2546 แต่งโดย เดือนวาด พิมวนาเนื้อหา เนื้อหา. นวนิยายเรื่องนี้แสดงภาพชีวิตของเด็กบ้านแตก คือเด็กชายกำพล ช่างสำราญ ที่ทำให้ผู้อ่านต้องคาดเดาว่า เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร โดยเริ่มจากการเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่รุนแรง ทั้งการกล่าวถึงแม่เด็กที่มีชู้ และพ่อเด็กที่ไม่มีเงินเช่าบ้าน ต้องหอบหิ้วเด็กไปอาศัยในสังคมใหม่ ที่มีชาวบ้านชอบยุ่งเรื่องของเพื่อนบ้าน ดังนั้นเนื้อหาของเรื่องส่วนหนึ่งจึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของชาวบ้านที่ชอบยุ่งเรื่องของเพื่อนบ้าน แม้ว่าเหมือนจะทำให้เรื่องราวยุ่งยาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะนี้เป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของไทย ที่แม้จะเป็นการยุ่งสอดรู้สอดเห็น แต่ก็แฝงไปด้วยความเอื้ออาทรที่มีต่อเด็กชายคนนี้ ซึ่งในแง่นี้ก็คือ ผู้เขียนใช้รากเหง้าทางวัฒนธรรม และความเอื้ออาทรในหมู่ชาวบ้านมาช่วยเด็กชายคนนี้นั่นเอง นวนิยายเรื่องนี้มีทั้งความสนุก เรื่องตลก (ที่อาจจะหัวเราะไม่ออก) ภาพความสะเทือนใจ อย่างไรก็ตาม อาจารย์ยุรฉัตรกล่าวว่า แม้เนื้อหามีลักษณะไม่เครียดทั้งเรื่อง แต่ก็แฝงความสะเทือนอารมณ์เอาไว้ในขณะเดียวกัน ซึ่งทำให้มีความน่าสนใจ ในเรื่องนี้ผู้เล่าเรื่องอยู่ในลักษณะผู้สังเกตการณ์ ทำให้สามารถมองเห็นอารมณ์เศร้าของเด็ก และการผ่อนคลายอารมณ์เศร้าสะเทือนใจของเด็กชายนั้น วิธีการนำเสนอเรื่อง ผู้เขียนนำเสนอโดยใช้โลกทัศน์แบบมองโลกในแง่ดี และสื่อถึงการช่วยเหลือกันในสังคมจริงๆ ที่ไม่ใช่สังคมอุดมคติ อาทิ ชาวบ้านที่มาช่วยมีลักษณะเกี่ยงว่า วันนี้ฉันช่วยแล้ว พรุ่งนี้ตาเธอช่วยบ้าง ในนวนิยายเรื่องนี้ กล่าวถึงปัญหายาเสพติดที่ไม่รุนแรง แต่แฝงแนวคิดว่า สังคมนี้ต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงจะอยู่ร่วมกันได้
| ช่างสำราญ เป็นวรรณกรรมไทยที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปีพ.ศ.ใด | {
"answer": [
"2546"
],
"answer_begin_position": [
145
],
"answer_end_position": [
149
]
} |
3,032 | 41,936 | ช่างสำราญ ช่างสำราญ เป็นวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี พ.ศ. 2546 แต่งโดย เดือนวาด พิมวนาเนื้อหา เนื้อหา. นวนิยายเรื่องนี้แสดงภาพชีวิตของเด็กบ้านแตก คือเด็กชายกำพล ช่างสำราญ ที่ทำให้ผู้อ่านต้องคาดเดาว่า เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร โดยเริ่มจากการเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่รุนแรง ทั้งการกล่าวถึงแม่เด็กที่มีชู้ และพ่อเด็กที่ไม่มีเงินเช่าบ้าน ต้องหอบหิ้วเด็กไปอาศัยในสังคมใหม่ ที่มีชาวบ้านชอบยุ่งเรื่องของเพื่อนบ้าน ดังนั้นเนื้อหาของเรื่องส่วนหนึ่งจึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของชาวบ้านที่ชอบยุ่งเรื่องของเพื่อนบ้าน แม้ว่าเหมือนจะทำให้เรื่องราวยุ่งยาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะนี้เป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของไทย ที่แม้จะเป็นการยุ่งสอดรู้สอดเห็น แต่ก็แฝงไปด้วยความเอื้ออาทรที่มีต่อเด็กชายคนนี้ ซึ่งในแง่นี้ก็คือ ผู้เขียนใช้รากเหง้าทางวัฒนธรรม และความเอื้ออาทรในหมู่ชาวบ้านมาช่วยเด็กชายคนนี้นั่นเอง นวนิยายเรื่องนี้มีทั้งความสนุก เรื่องตลก (ที่อาจจะหัวเราะไม่ออก) ภาพความสะเทือนใจ อย่างไรก็ตาม อาจารย์ยุรฉัตรกล่าวว่า แม้เนื้อหามีลักษณะไม่เครียดทั้งเรื่อง แต่ก็แฝงความสะเทือนอารมณ์เอาไว้ในขณะเดียวกัน ซึ่งทำให้มีความน่าสนใจ ในเรื่องนี้ผู้เล่าเรื่องอยู่ในลักษณะผู้สังเกตการณ์ ทำให้สามารถมองเห็นอารมณ์เศร้าของเด็ก และการผ่อนคลายอารมณ์เศร้าสะเทือนใจของเด็กชายนั้น วิธีการนำเสนอเรื่อง ผู้เขียนนำเสนอโดยใช้โลกทัศน์แบบมองโลกในแง่ดี และสื่อถึงการช่วยเหลือกันในสังคมจริงๆ ที่ไม่ใช่สังคมอุดมคติ อาทิ ชาวบ้านที่มาช่วยมีลักษณะเกี่ยงว่า วันนี้ฉันช่วยแล้ว พรุ่งนี้ตาเธอช่วยบ้าง ในนวนิยายเรื่องนี้ กล่าวถึงปัญหายาเสพติดที่ไม่รุนแรง แต่แฝงแนวคิดว่า สังคมนี้ต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงจะอยู่ร่วมกันได้
| ผู้แต่งวรรณกรรมไทยที่ได้รับรางวัลซีไรต์เรื่อง ช่างสำราญ คือใคร | {
"answer": [
"เดือนวาด พิมวนา"
],
"answer_begin_position": [
158
],
"answer_end_position": [
173
]
} |
3,033 | 2,082 | ภาษากรีก ภาษากรีก ซึ่งคนที่พูดและเขียนภาษานี้เรียกว่า เฮลเลนิก หรือ เอลเลนิกา (Ελληνικά) เป็นภาษากลุ่มอินโด-ยูโรเปียน เกิดในประเทศกรีซ และเคยเป็นภาษาพูดตามชายฝั่งของเอเชียไมเนอร์และทางใต้ของประเทศอิตาลีในยุคโบราณ มีการพูดภาษาถิ่นจำนวนหนึ่ง เช่น ไอโอนิก ดอริก และแอททิก การเรียนการสอนภาษากรีกในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายนัก ปัจจุบันมีเพียง คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เท่านั้นที่ทำการสอนในระดับมหาวิทยาลัย
| ภาษากรีกมีต้นกำเนิดในประเทศใด | {
"answer": [
"กรีซ"
],
"answer_begin_position": [
209
],
"answer_end_position": [
213
]
} |
3,034 | 95,728 | ภาษาโครเอเชีย ภาษาโครเอเชีย เป็นภาษาในกลุ่มสลาวิก เป็นภาษาราชการของประเทศโครเอเชีย และประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
| ภาษาราชการของประเทศโครเอเชีย และประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาคือภาษาใด | {
"answer": [
"โครเอเชีย"
],
"answer_begin_position": [
104
],
"answer_end_position": [
113
]
} |
3,035 | 172,759 | สนิท โกศะรถ สนิท โกศะรถ (พ.ศ. 2473 - ธันวาคม พ.ศ. 2518) เป็นนักเขียนอาชญนิยายชุด เหยี่ยวราตรี เจ้าของนามปากกา "ส. เนาวราช" เป็นผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารสตรี ขวัญเรือน เคยสร้างและกำกับภาพยนตร์เรื่อง หนึ่งนุช (2514) จันทร์เพ็ญ (2515) และ กระสือสาว (2516) สนิท โกศะรถ เกิดและเติบโตแถวย่านสะพานดำ กรุงเทพ เรียนชั้นมัธยมต้น เริ่มทำงานเป็นช่างเรียงพิมพ์ที่โรงพิมพ์เจริญธรรม ย่านเสาชิงช้าอยู่หลายปี และเริ่มเขียนเรื่องสั้นส่งไปตีพิมพ์ตามนิตยสาร และได้รับการสนับสนุนจากนาย "ฮ่องบุ๊น" หลานชายเจ้าของโรงพิมพ์เจริญธรรม สนับสนุนให้เป็นนักเขียน ตั้งสำนักพิมพ์อักษรสมิต เพื่อตีพิมพ์นิยายเรื่อง เหยี่ยวราตรี ของสนิท โกศะรถ โดยใช้นามปากกา "ส. เนาวราช" โดยเฉพาะ เมื่อมีชื่อเสียง สนิท โกศะรถ ได้เขียนนวนิยายเรื่อง "18 มงกุฎ" ด้วยนามปากกา "ธัญ ธาตรี" แล้วย้ายไปเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์บางกอก และสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ของบรรลือ อุตสาหจิต และเป็นผู้ริเริ่มออกนิตยสาร "ศรีสยาม" และนิตยสารสตรี "ขวัญเรือน" ที่ยังมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน สนิท โกศะรถ เสียชีวิตเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2518 ด้วยวัยเพียง 45 ปี
| เจ้าของนามปากกาในไทยชื่อ ส เนาวราช มีชื่อจริงว่าอะไร | {
"answer": [
"สนิท โกศะรถ"
],
"answer_begin_position": [
98
],
"answer_end_position": [
109
]
} |
3,036 | 172,759 | สนิท โกศะรถ สนิท โกศะรถ (พ.ศ. 2473 - ธันวาคม พ.ศ. 2518) เป็นนักเขียนอาชญนิยายชุด เหยี่ยวราตรี เจ้าของนามปากกา "ส. เนาวราช" เป็นผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารสตรี ขวัญเรือน เคยสร้างและกำกับภาพยนตร์เรื่อง หนึ่งนุช (2514) จันทร์เพ็ญ (2515) และ กระสือสาว (2516) สนิท โกศะรถ เกิดและเติบโตแถวย่านสะพานดำ กรุงเทพ เรียนชั้นมัธยมต้น เริ่มทำงานเป็นช่างเรียงพิมพ์ที่โรงพิมพ์เจริญธรรม ย่านเสาชิงช้าอยู่หลายปี และเริ่มเขียนเรื่องสั้นส่งไปตีพิมพ์ตามนิตยสาร และได้รับการสนับสนุนจากนาย "ฮ่องบุ๊น" หลานชายเจ้าของโรงพิมพ์เจริญธรรม สนับสนุนให้เป็นนักเขียน ตั้งสำนักพิมพ์อักษรสมิต เพื่อตีพิมพ์นิยายเรื่อง เหยี่ยวราตรี ของสนิท โกศะรถ โดยใช้นามปากกา "ส. เนาวราช" โดยเฉพาะ เมื่อมีชื่อเสียง สนิท โกศะรถ ได้เขียนนวนิยายเรื่อง "18 มงกุฎ" ด้วยนามปากกา "ธัญ ธาตรี" แล้วย้ายไปเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์บางกอก และสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ของบรรลือ อุตสาหจิต และเป็นผู้ริเริ่มออกนิตยสาร "ศรีสยาม" และนิตยสารสตรี "ขวัญเรือน" ที่ยังมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน สนิท โกศะรถ เสียชีวิตเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2518 ด้วยวัยเพียง 45 ปี
| สนิท โกศะรถหรือส เนาวราช เป็นนักเขียนอาชญนิยายชุดชื่อว่าอะไร | {
"answer": [
"เหยี่ยวราตรี"
],
"answer_begin_position": [
167
],
"answer_end_position": [
179
]
} |
3,037 | 871,279 | ขวัญเรือน ขวัญเรือน เป็นนิตยสารรายปักษ์ ของบริษัท ศรีสยามการพิมพ์ จำกัด วางตลาดเป็นฉบับปฐมฤกษ์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2511 เป็นนิตยสารเพื่อสาระและความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัว มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความงาม การท่องเที่ยว ศิลปะ งานฝีมือ และเกม นิตยสารขวัญเรือนออกมานับตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2511 จนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1096 ฉบับ ในแต่ละฉบับมีภาพปก นักแสดงศิลปินขึ้นปกที่แตกต่างกัน นิตยสารประกาศปิดในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
| นิตยสารรายปักษ์ของไทยชื่อว่า ขวัญเรือน วางขายฉบับปฐมฤกษ์เมื่อใด | {
"answer": [
"ธันวาคม พ.ศ. 2511"
],
"answer_begin_position": [
186
],
"answer_end_position": [
203
]
} |
3,038 | 871,279 | ขวัญเรือน ขวัญเรือน เป็นนิตยสารรายปักษ์ ของบริษัท ศรีสยามการพิมพ์ จำกัด วางตลาดเป็นฉบับปฐมฤกษ์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2511 เป็นนิตยสารเพื่อสาระและความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัว มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความงาม การท่องเที่ยว ศิลปะ งานฝีมือ และเกม นิตยสารขวัญเรือนออกมานับตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2511 จนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1096 ฉบับ ในแต่ละฉบับมีภาพปก นักแสดงศิลปินขึ้นปกที่แตกต่างกัน นิตยสารประกาศปิดในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
| บริษัทใดเป็นเจ้าของนิตยสารรายปักษ์ของไทยชื่อว่า ขวัญเรือน | {
"answer": [
"บริษัท ศรีสยามการพิมพ์ จำกัด"
],
"answer_begin_position": [
127
],
"answer_end_position": [
155
]
} |
3,039 | 172,954 | ธงชาติโปรตุเกส ธงชาติโปรตุเกส มีลักษณะเป็นธงสองสีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน ภายในแบ่งเป็นสองแถบตามแนวตั้ง ด้านคันธงเป็นพื้นสีแดง กว้าง 2 ใน 5 แห่งด้านยาว ด้านปลายธงกว้างเป็น 3 ใน 5 ส่วนแห่งด้านยาว พื้นสีเขียว กลางแนวแบ่งแถบสีธงนั้นมีภาพตราแผ่นดินของโปรตุเกสอย่างย่อ ซึ่งเป็นรูป Armillary sphere อันเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในทางวิชาดาราศาสตร์ และตราโล่แห่งโปรตุเกสซ้อนทับกัน ประเทศโปรตุเกสได้ประกาศใช้ธงนี้เป็นธงชาติอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2454 โดยเป็นแบบธงที่ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาธงชาติโปรตุเกส เพื่อนำมาใช้แทนที่ธงชาติในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ สีของธงอย่างใหม่โดยเฉพาะสีเขียวนั้นไม่ใช่สีอย่างที่เคยใช้ในธงชาติโปรตุเกสในอดีต และเป็นการแสดงออกถีงแรงบันดาลในจากแนวคิดสาธารณรัฐ ซึ่งต้องการทำลายความเชื่อมโยงกับระบอบกษัตริย์ที่อิงกับศาสนจักรของโปรตุเกสในอดีตลง หลังเหตุการณ์จลาจลจากกลุ่มนิยมสาธารณรัฐในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2434 ล้มเหลวลง สีเขียวและสีแดงก็ได้กลายเป็นสีของพรรคนิยมสาธารณรัฐโปรตุเกส (Portuguese Republican Party) และขบวนการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคงทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อมาจนกระทั่งสามารถก่อการปฏิวัติสำเร็จในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2454 ในช่วงทศวรรษต่อมา สีทั้งสองสีได้รับการเผยแพร่โดยทั่วไปว่าเป็นสีแห่งความหวังของชาติ (สีเขียว) และสีของเลือดของผู้ที่ยอมตายเพื่อปกป้องชาติ (สีแดง) ในฐานะเป็นเครื่องมือแสดงออกถึงความรักชาติและความหยิ่งในเกียรติของชาวโปรตุเกส แบบของธงชาติโปรตุเกสในปัจจุบันแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในพัฒนาการของธงชาติ ซึ่งเคยเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดตามการเปลี่ยนแปลงตราประจำราชวงศ์ (royal arms) อยู่เสมอ นับแต่การสถาปนาประเทศแห่งนี้เป็นต้นมา ธงชาตินั้นมีพัฒนาการจากธงรูปกางเขนสีฟ้าบนพื้นสี่เหลี่ยมจตุรัสสีขาวของพระเจ้าอฟองโซที่ 1 แห่งโปรตุเกส มาสู่ธงตราอาร์มบนธงสี่เหลี่ยมพื้นสีฟ้า-ขาว ของกษัตริย์โปรตุเกสเสรีนิยม ในช่วงเวลาดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงลักษณะธงโดยหลักซึ่งจะมีความเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองอยู่เสมอ ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรูปตราแผ่นดินมาจนถึงรูปแบบปัจจุบันด้วยแบบธง แบบธง. กฎหมายซึ่งระบุให้ธงชาติโปรตุเกสแบบปัจจุบันใช้แทนธงชาติในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างถูกกฎหมายนั้น ได้รับความเห็นชอบจากสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งโปรตุเกสและตีพิมพ์ในรัฐกิจจานุเบกษาโปรตุเกส () ฉบับที่ 141 ในวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2454 และประกาศใช้ข้อบังคับเรื่องธงชาติอย่างเป็นทางการในรัฐกิจจานุเบกษาเลขที่ 150 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ปีเดียวกัน.การสร้างธงชาติ การสร้างธงชาติ. สัดส่วนของธงชาติโปรตุเกสโดยตลอดนั้น กว้าง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน พื้นธงแบ่งตามแนวตั้งออกเป็น 2 สีหลัก คือ สีเขียวเข้มที่ด้านคันธง และสีแดง (scarlet red) ที่ฝั่งชายธง การแบ่งพื้นสีธงนั้น พื้นสีเขียวกินพื้นที่ประมาณ 2 ใน 5 ส่วนของความยาวธงทั้งหมด ส่วนพื้นที่เหลือ 3 ใน 5 ส่วนของด้านยาวธงเป็นสีแดง ตราแผ่นดินอย่างย่อของโปรตุเกส อันประกอบด้วยตราโล่แห่งโปรตุเกสขอบสีขาว ซ้อนทับบนอุปกรณ์ armillary sphere สีเหลืองขอบเส้นสีดำ โดยไม่มีช่อลอเรลประกอบด้วยนั้น ตั้งอยู่กึ่งกลางแนวแบ่งพื้นธงทั้งสองสี ในกฎหมายธงของโปรตุเกสสีของธงชาติ แต่ตารางสีธงชาติโดยประมาณนั้นแสดงไว้ในตารางเบื้องล่าง ดังนี้ภูมิหลังสัญลักษณ์ สัญลักษณ์. ธงชาติโปรตุเกสมีข้อสังเกตท้งสามที่เห็นได้ชัดเจนคือ: พื้นธงสองสี ธงแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า และ ตราโล่ราชวงศ์ (มีลักษณะเหมือนกันกับตราแผ่นดิน)สีของธงชาติเครื่องมือเดินเรือในสมัยโบราณตราโล่แห่งโปรตุเกสพัฒนาการของธงชาติพ.ศ. 1095 – 1248พ.ศ. 1791 – 2028พ.ศ. 2038 – 2193พ.ศ. 2210 – 2359พ.ศ. 2373 – 2453กฎหมายว่าด้วยธงชาติการใช้ ชัก หรือแสดงธงชาติบทกำหนดโทษธงอื่น ๆ ธงอื่น ๆ. นอกจากธงชาติสำหรับพลเรือนและราชการแล้ว ประเทศโปรตุเกสยังมีการใช้ธงกองทัพสำหรับใช้เป็นเครื่องหมายแห่งกองทัพสาธารณรัฐโปรตุเกสโดยเฉพาะ (แต่สำหรับธงประจำอาคารที่ทำการของกองทัพนั้นจะชักธงชาติขึ้นแทน ไม่ใช่ธงประจำกองทัพโปรตุเกสซึ่งโดยมากใช้ในพิธีสวนสนาม) นอกจากนี้ ยังมีธงอย่างอื่นสำหรับข้าราชการในระดับสูงของรัฐบาลและกองทัพสาธารณรัฐโปรตุเกสด้วยธงกองทัพธงฉานธงในราชการ
| ธงชาติโปรตุเกส มีลักษณะเป็นธงสองสีรูปทรงใด | {
"answer": [
"สี่เหลี่ยมผืนผ้า"
],
"answer_begin_position": [
141
],
"answer_end_position": [
157
]
} |
3,040 | 43,552 | บ้านซอยสวนพลู บ้านซอยสวนพลู เป็นชื่อที่ใช้เรียกขานบ้านพักของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตั้งอยู่ในเลขที่ 19 ซอยพระพินิจ ซึ่งเป็นซอยย่อยของซอยสวนพลู (ซอยสาทร 3) ถนนสาทรใต้ เขตสาทร บ้านซอยสวนพลูตั้งบนพื้นที่ 5 ไร่ ที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ซื้อไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ประกอบด้วยเรือนไทยโบราณจำนวน 5 หลัง เรือนใหญ่หลังกลางซื้อมาจากย่านเสาชิงช้า เมื่อ พ.ศ. 2490 และเรือนไทยภาคกลางอีก 2 หลังซื้อมาจาก อำเภอผักไห่ พระนครศรีอยุธยา การประกอบเรือนเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2503 โดยใช้ช่างปรุงเรือนจากอำเภอผักไห่ เรือนใหญ่หลังกลางนี้เจ้าของเดิมเป็นสุภาพสตรีชรา ว่ากันว่าเมื่อย้ายเรือนมาอยู่ที่ซอยสวนพลู วิญญาณของท่านก็ยังผูกพันติดตามมาด้วย ดังที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เคยเขียนไว้ในหนังสือของท่าน เกี่ยวกับบานประตูเรือนว่าเคยตกน้ำมัน (จากการบุกทำลายของตำรวจใน พ.ศ. 2518) เดิมที บ้านหลังนี้เป็นของพล.ต.ต. พระพินิจชนคดี สามีของ ม.ร.ว.หญิงบุญรับ พินิจชนคดี พี่สาวของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ใช้เป็นที่อยู่ของพี่น้องในราชสกุลปราโมช จนกระทั่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจะถูกยึดโดยรัฐบาล และถูกใช้เป็นที่พำนักของทหารญี่ปุ่น แต่ทว่าม.ร.ว.หญิงบุญรับโอนชื่อเป็นของตนเองเสียก่อน ก่อนที่จะตกมาอยู่ในความครอบครองของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2518 สมัยที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี บ้านหลังนี้ได้ถูกตำรวจ นำโดย พ.ต.ต.อนันต์ เสนาขันธ์ บุกรุกทำลายข้าวของ ซึ่งม.ร.ว.คึกฤทธิ์ไม่อยู่บ้าน เหตุเนื่องจากกลุ่มตำรวจไม่พอใจม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านั้นเดินทางไปประกันตัวผู้ถูกจับกุมที่ภาคเหนือ จากเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวได้ เหตุนี้สร้างความไม่พอใจแก่ตำรวจเป็นอย่างมาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เข้าอยู่อาศัยในบ้านนี้เมื่อ พ.ศ. 2503 และปรับปรุงไปเรื่อย ๆ เป็นเวลากว่าสามสิบปี จนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. 2538 ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ประเภทบ้านบุคคลสำคัญ และเปิดเป็น พิพิธภัณฑ์บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ในการดูแลของ มูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 มีข่าวว่าบ้านซอยสวนพลูจะปิดทำการลง แต่ว่าในที่สุดสามารถหาข้อสรุปได้โดยที่ทางมูลนิธิและทายาทให้เปิดดำเนินการต่อไป
| บ้านซอยสวนพลู เป็นชื่อที่ใช้เรียกขานบ้านพักของนายกรัฐมนตรีไทยท่านใด | {
"answer": [
"ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"
],
"answer_begin_position": [
146
],
"answer_end_position": [
167
]
} |
3,041 | 95,233 | สมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 2 สมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 2 (lang-en|: Paul II) ทรงดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาตั้งแต่ ค.ศ. 1464 ถึง ค.ศ. 1471
| สมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 2 ทรงดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาถึงปีค.ศ. ใด | {
"answer": [
"1471"
],
"answer_begin_position": [
226
],
"answer_end_position": [
230
]
} |
3,042 | 934,355 | ชาลส์ เคอร์ทิส ชาลส์ เคอร์ทิส () (25 มกราคม พ.ศ. 2403 - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2479) เป็นนักการเมืองชาวอเมริกัน ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 31 ระหว่าง พ.ศ. 2472 ถึง 2476 ในสมัยประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์
| ใครคือรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 31 | {
"answer": [
"ชาลส์ เคอร์ทิส"
],
"answer_begin_position": [
104
],
"answer_end_position": [
118
]
} |
3,043 | 934,355 | ชาลส์ เคอร์ทิส ชาลส์ เคอร์ทิส () (25 มกราคม พ.ศ. 2403 - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2479) เป็นนักการเมืองชาวอเมริกัน ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 31 ระหว่าง พ.ศ. 2472 ถึง 2476 ในสมัยประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์
| ชาลส์ เคอร์ทิส ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีคนใด | {
"answer": [
"เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์"
],
"answer_begin_position": [
296
],
"answer_end_position": [
315
]
} |
Subsets and Splits
No community queries yet
The top public SQL queries from the community will appear here once available.